เข้าใจชีวิต

ในท่ามกลางสถานการณ์ ความบีบคั้นใดๆก็ตาม
คุณสามารถหายใจเข้ายาว และหายใจออกยาวด้วยความรู้ตัว
ด้วยความใส่ใจและหัวใจที่เปิดกว้าง
เมื่อคุณยอมรับโลก โลกก็จะยอมรับคุณ  
เมื่อคุณเป็นหนึ่งเดียวกับโลก โลกก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับคุณ
เมื่อการดำรงอยู่ของคุณมีค่าต่อโลก โลกก็จะให้คุณค่าแก่คุณ
เมื่อคุณให้ความรักแด่ทุกสิ่งบนโลกนี้ ทุกสิ่งบนโลกนี้ก็จะรักคุณ
เมื่อนั้นชีวิตคุณ ก็จะกลายสภาพเป็น ความรักที่มีลมหายใจ..
ใช่แล้ว..ความรักที่มีลมหายใจ  
****************************************
 
ในงานของจิตแพทย์ ปัญหาที่พบบ่อยมากคือ นอนไม่หลับ (Insomnia) ซึ่งเมื่อดูสาเหตุมักเป็นจากความเครียดความกดดันจากปัญหาต่างๆในชีวิต สะสมยาวนานเรื้อรัง
บางคนมีบุคลิกภาพแบบสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ที่ต้องควบคุมทุกอย่างให้ถูกต้อง ครบถ้วนไม่ผิดพลาด รวมถึงพยายามควบคุมการนอนของตัวเอง คาดหวังให้หลับได้ดี หลับได้พอ หลับได้สนิท
บางคนวิตกกังวลล่วงหน้า พอนอนไม่หลับก็กลัวไปต่างๆ เช่น นอนไม่หลับแล้วจะไม่สดชื่น สมองจะไม่แจ่มใส จะหน้าหมองดำคล้ำ กังวลว่าคืนนี้จะนอนไม่หลับอีก
บางคนมีนิสัยหงุดหงิดไม่พอใจ ก็จะโกรธตัวเองที่นอนไม่หลับ ยิ่งพยายามยิ่งไม่หลับ ก็เลยยิ่งหงุดหงิดโกรธ
จึงต้องกลับมาแก้ไขที่การวางใจ ทัศนคติในการนอนหลับด้วย ให้ไม่คาดหวัง-ไม่กังวล-ไม่โกรธ"
" ให้ช่วงเวลาการนอนเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข จะได้นอนเล่นเป็นเพื่อนกับตัวเอง อยู่กับลมหายใจเข้าออกช้าๆที่หัวใจ เพื่อให้ความรักเมตตากับตนเอง จะหลับหรือไม่หลับก็ไม่เป็นไร เพราะได้มีความสุขความพอใจเพียงพอแล้ว ปล่อยให้การนอนหลับเป็นเรื่องของธรรมชาติ เราไม่ต้องไปก้าวก่าย"
***********************************************************

" จงทำสมาธิของท่าน เป็นเฉกเช่นงานศิลปะ (Osho)".
     สภาวะธรรมแห่งการรู้แจ้งนั้น จักไม่มีในจิตที่สับสนวุ่นวาย

เราจึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้าง สภาวะจิตอันสงบนิ่ง เป็นอารมณ์เดียว ด้วยการทำสมาธิ อย่างพากเพียร และเข้าใจในวิธีการเป็นอย่างดี

     หนึ่งในเคล็ดลับการทำสมาธิให้ประสบผล คือ การทำให้สมาธินั้น เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง ซึ่งประกอบขึ้นจากความตั้งใจ ความใส่ใจ ด้วยการให้ลมหายใจนั้นได้เคลื่อนเข้าออก สัมผัสกับจิตรู้ อย่างต่อเนื่อง และลมหายใจนี้เองที่จะค่อยๆชำระล้างจิต ให้ผ่องใส สงบสุข และมีความงามจากความใสกระจ่างที่เกิดขึ้น
     จงอย่าทำตามความเคยชิน เพราะทุกลมหายใจมีความสดใหม่ แตกต่าง และสภาวะจิตที่รับรู้นั้นก็จะค่อยๆละเอียด สุขุม ปีติสุขไปตามลำดับ จึงควรให้ความใส่ใจในแต่ละลมหายใจ เป็นปัจจุบัน ไม่มีลมหายใจก่อนหน้า ไม่มีลมหายใจต่อจากนี้ มีแต่ลมหายใจขณะนี้เพียงขณะเดียว
     งานศิลปะชิ้นนี้ เฝ้ารอให้เราได้สร้างขึ้น จงเชื่อมั่นว่าเราสร้างสรรค์ศิลปะแห่งความสงบสุขของจิตด้วยตัวเอง ไม่ต้องอาศัยปาฏิหาริย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ความปาฏิหาริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีพร้อมอยู่แล้วในใจของเราทุกคน


**********************************************
กฎ 90-10 ของหัวใจ
หัวใจคืออวัยวะแรกที่เริ่มทำงาน
เป็นพลังสร้างสรรค์และหล่อเลี้ยงชีวิต
เลือดที่ออกจากหัวใจนั้น
90% ถูกส่งไปเลี้ยงทั่วร่างกาย
มีเพียง 10 % ที่เลี้ยงตัวหัวใจเอง
เมื่อเราใช้ชีวิต 
เพื่อผู้อื่น 90 %  และเพื่อตัวเอง 10 %
ชีวิตของเรา ก็จะเป็นเฉกเช่นหัวใจ
ที่มีพลังสร้างสรรค์ชีวิต
อย่างไม่จำกัด

*********************************************
 เพราะทั้งปัญญาในสุญญตาและมหากรุณานั้น มีสมบูรณ์อยู่แล้วที่กลางใจของเราทุกคน ความปรารถนาลึกที่สุดคือการได้ประจักษ์แจ้งในความจริงนี้และช่วยให้ทุกชีวิต ได้รู้แจ้งเช่นเดียวกัน


 *****************************************************

แบบฝึกหัดสู่การตื่นรู้
1. ชี้นิ้วไปที่วัตถุใดๆ บอกได้ว่าสิ่งที่คุณชี้ไปคืออะไร ? อาจเป็น นาฬิกา โต๊ะ ปากกา กระดาษ ดินสอ รูปภาพ เป็นต้น
2. หันนิ้วชี้กลับเข้ามา บอกให้ได้ว่าสิ่งที่กำลังถูกชี้คืออะไร ?
จงตอบจากความรู้สึกข้างใน และให้เป็นอิสระจากทุกสิ่งทุกอย่าง
(แนวคิดจาก Douglas Harding: The Headless Way )
***************************************
ไม่ว่าความฝันเมื่อคืนนี้ของคุณจะแจ่มชัดเจนเพียงใด
อารมณ์ความรู้สึกจะท่วมท้นมากแค่ไหน
เมื่อคุณตื่นขึ้น...มันก็เป็นแค่ความฝัน..เป็นจินตนาการของจิต
และไม่ว่าชีวิตจริงของคุณ ในวันหนึ่งๆจะแจ่มชัดเจนเพียงใด
อารมณ์ความรู้สึก สุข ทุกข์ จะท่วมท้นมากแค่ไหน
เมื่อปัญญาตื่นขึ้น...ความเป็น " ตัวฉัน (I) " ก็เป็นแค่ความฝัน..เป็นจินตนาการของจิตด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะในความจริงแท้แล้ว ทั้ง " ความฝัน" และ " ผู้ฝัน" ก็เป็นเพียงจินตนาการที่ดูสมจริง เช่นนั้นเอง..เช่นนั้นเอง...

******************************************************
 
คำสอนอันเป็นหัวใจของปัญญาบารมี อันสำคัญสูงสุด ในพุทธศาสนา นั้นคือ " ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร " ที่ว่าด้วย สุญญตา ( ความว่าง)
สุญญตา (ความว่าง) ในที่นี้ ไม่ใช่แปลว่า " ไม่มีอะไร (nothingness) " แต่หมายถึงสภาวะธรรมชาติเดิมของสรรพสิ่ง อันไม่มีความเป็นตัวตนบุคคล คือ ว่างจากความมีความเป็นใดๆ ที่จะกำหนดหมายว่าเป็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งนี้  
รูปคือกาย นามคือใจ อันไม่ถูกกำหนดชื่อ ไม่ครอบครอง ไม่ยึดเอา ไม่ผลักไส ไม่ปฏิเสธ จึงกลับสู่ธรรมชาติเดิมคือ " สุญญตา" ให้ทุกสิ่งที่ปรากฏนั้นไร้นาม ไม่มีความเป็นสิ่งใด  
จิตที่วางใจในสุญญตา คือ มหามุทรา จึง ไม่คาดหวัง ไม่หวาดกลัว ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ  
ขอให้เราได้ฝึกที่วางใจเช่นนี้ ในทุกที่ ทุกวันเวลา เพราะนี้คือมรรคาที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายต่างดำเนินมา  
::: ขอสรรพชีวิตได้ข้ามพ้นไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพพาน เทอญ :::
******************************************************************
 
สมองส่วนหน้าสุด (Prefrontal Cortex) เครื่องมือของจิตสู่การเป็นคนเก่ง คนดีและมีความสุข
แบ่งการทำงานได้เป็น 3 ส่วน
1. Dorsolateral ควบคุมความใส่ใจ สมาธิ รักษาอารมณ์ให้แจ่มใส
2. Ventromedial สร้างแรงจูงใจ เพียรพยายามยืนหยัด ทำงานให้สำเร็จ
3. Orbitofrontal ใช้ในการควบคุม ยับยั้งชั่งใจ ไม่วู่วาม ให้มีความประพฤติดี
สมองส่วนหน้าสุด จึงเป็นส่วนของการบริหารจัดการ (Executive function) ให้การทำงานของสมอง จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรมทั้งหมด เป็นไปอย่างเหมาะสม ราบรื่น มีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพการเรียน การทำงาน และเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยทางจิต หลายอย่าง ได้แก่ โรคสมาธิสั้น โรคซึมเศร้า ไบโพล่าร์ โรคย้ำคิดย้ำทำ เป็นต้น
เราสามารถพัฒนาการทำงานของสมองส่วนหน้าสุด นี้ ได้ด้วย "การหายใจอนัมคารา" เป็นวิธีการบริหารสมองที่ง่าย ทำให้เกิด heart-brain synchronization ใช้เวลาฝึกทุกวันต่อเนื่อง 2-3 เดือน ก็จะเห็นผลความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น คือคงสมาธิได้ดี มีสติควบคุมอารมณ์ ให้แจ่มใสมั่นคง มองโลกในแง่ดี มีพลังใจในการดำเนินชีวิตสู่ความสำเร็จ
การหายใจอนัมคารา : ทำโดยนั่งหลับตา พักจิตไว้ที่หัวใจซึ่งอยู่กลางทรวงอกค่อนไปทางซ้าย ให้ลมหายใจอ่อนโยน แล้วหายใจเข้า-ออกยาวประมาณ 5 วินาทีที่หัวใจ น้อมจิตวางไว้ที่หัวใจต่อเนื่องนาน 10 นาที ฝึกเช้า-เย็นทุกวัน
*******************************************
เราต่างใช้ชีวิตอยู่ในเงาของกระจกมานานแสนนาน สุขทุกข์ทั้งหลายล้วนว่างเปล่า สังสารวัฏฏ์เฉกเช่นพยับแดด จงมองให้เห็นความจริงนี้ด้วยการเข้าสู่ "สุญญตาสมาธิ"  
ด้วยวิธีการที่เรียบง่ายและลัดตรงที่สุด
คือการดำรง "จิตรู้ลมหายใจที่หัวใจ"  
มีความเพียร ที่จะ ไม่โต้แย้งทุกความรู้สึกที่จิตรู้
- ไม่ควบคุม ปล่อยลมหายใจที่หัวใจให้เป็นธรรมชาติ 
- ไม่กำหนดชื่อ ว่าอะไรเป็นอะไร
- ไม่ครอบครอง ว่าเป็นเรา เป็นของเรา
เมื่อ "จิตรู้ " รวมกลับเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวที่กลางหัวใจ เป็นจิตรู้บริสุทธิ์และอิสระแล้ว ให้มองธรรมชาติทั้งหลายดำรงอยู่และดำเนินไป ด้วยความเข้าใจ.. ด้วยความเข้าใจ...
::: คเต คเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โพธิ สวาหา :::
::: ไป ไป ไปยังฟากฝั่งโน้น ไปให้พ้นอย่างสิ้นเชิง ลุถึง การรู้แจ้ง ความเบิกบาน :::
(ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร)
********************************************
การให้อภัย เป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพจิตดี ผู้ที่ให้อภัยไม่ได้ (unforgiven) จะมีความคับแค้น อารมณ์โกรธเคือง รู้สึกผิดเรื้อรังและนำสู่ภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพอีกมากมาย
การให้อภัยนั้น คือการปลดปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระ ไม่จมปลักกับความทุกข์ที่ตัวเองสร้างขึ้นโดยไม่จำเป็น

เรียนรู้ที่จะให้อภัยทั้งตัวเองและผู้อื่นเสมอๆ เพื่อให้หัวใจเปิดกว้าง และพร้อมที่จะบ่มเพาะคุณธรรมในจิตใจต่อไปได้ หากไม่สามารถให้อภัย ก็คือการยึดถือตัวตนเป็นใหญ่ แบ่งแยกเรา-เขา จึงเป็นการปิดกั้นตัวเองให้ไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้

เราสามารถฝึก " อภัยสมาธิ " ได้ทุกวันเวลา โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน ให้ไม่มีสิ่งใดๆค้างคาในใจข้ามวันข้ามคืน

นั่งหรือนอนในท่าที่ผ่อนคลาย ในสถานที่สงบ
หายใจเข้า - ลมหายใจอ่อนโยนสัมผัสที่หัวใจ
หายใจออก - ฉันให้อภัยตัวเอง
หายใจเข้า - ลมหายใจอ่อนโยนสัมผัสที่หัวใจ
หายใจออก - ฉันให้อภัยเธอ

::: โอม มณี ปัทเม หุม :::

ความรักเมตตา คือคำตอบสำคัญของทุกความทุกข์ในจิตใจของคนเรา  ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสุขภาพ  งาน  ครอบครัว  ความสัมพันธ์  
ความสูญเสีย  ความผิดหวัง  ความโกรธเคือง
หากได้เรียนรู้ที่จะรักเมตตาดูแล ร่างกาย จิตใจตนเองที่กำลังทุกข์ 
ด้วยความอ่อนโยน และขยายไปสู่ความรักเมตตาบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง  นำสู่ความเข้าใจและการให้อภัยทั้งตนเอง  
และผู้อื่น ได้อย่างแท้จริง
ไม่มีสิ่งใดทำให้เราทุกข์ได้อีก  เพราะ
 " ไม่ว่าจะทุกข์มากแค่ไหน  ความรักในใจยิ่งมากกว่า "

******************************************


เปิดใจมอง
ทุกสถานการณ์
ความเป็นไปได้ในชีวิต
ด้วยจิตตื่นรู้  ยอมรับ
ไม่ตัดสิน และปราศจากอคติ 
ให้โอบกอดทุกประสบการณ์
ด้วยความรักเมตตา 
เพราะว่า
“สัจธรรมของชีวิตนั้น
ช่างงดงามเหลือเกิน”
(Satyam Shivam Sundaram)
*******************************************
สรรพสิ่งในโลกนี้ไม่มีใดอื่น นอกจากจิตเดิมบริสุทธิ์ เป็นความสมบูรณ์ที่ยิ่งใหญ่ (Great Perfection) ซึ่งแสดงตัวออกมาเป็นจิตรู้และอารมณ์ที่ถูกรู้ แต่เพราะมีอัตตาคือสำนึกของตัวตน กำหนดหมาย ตีความ เปรียบเทียบ และการยึดครองอารมณ์ทั้งหมดนั้นเป็นตนและของตน ซึ่งกลไกนี้ฝังตัวลึกมาก สั่งสมมานานแสนนานจนเป็นสภาวะที่ซ้อนทับอยู่อย่างอัตโนมัติ ( default state)
ตัวตนจึงเป็นแกนกลางในการรับรู้ประสบการณ์ต่างๆ แบ่งแยกเป็นทวิลักษณะ (ดีชั่ว ขาวดำ มากน้อย ก่อนหลัง ภายใต้กรอบของอวกาศ-กาละ: space-time ที่ไม่มีอยู่จริง)แล้วตีความเป็นความพอใจ ไม่พอใจ สุข ทุกข์ จึงเท่ากับว่าอัตตานี้หลงสร้างตัวเองและหลงทุกข์เองมานานแสนนาน โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนนั่นเองที่เป็นรากของความทุกข์ทั้งหมด
ตัวตนจึงไม่สามารถพาตัวตนให้พ้นทุกข์ได้ เพราะยิ่งตัวตนนี้พยายามมากเพียงใด ตัวตนก็จะยิ่งแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น
วัชรยาน สอนว่า ครู คือประตู โพธิจิต คือ จิตเจตนาสู่ความรู้แจ้งเพื่อผู้อื่น ที่จะก้าวข้ามสำนึกของตัวตนนั้นได้ ด้วยพลังศรัทธาและความรักเมตตา
ศรัทธา มากพอที่จะมอบให้ครูคือ กาย วาจา ใจ ในทุกขณะ ทุกการรับรู้ ทุกการคิด ทุกการกระทำ
ความรักเมตตา มากพอที่จะสละตัวตนเพื่อผู้อื่น
จนเกิดเป็นความเชื่อมั่นศรัทธาหยั่งลึกในใจ เจืออยู่ในทุกลมหายใจ ทุกขณะของกระแสชีวิตที่ดำเนินไป ทำสมาธิและไม่ทำสมาธินั้นไม่แตกต่างกัน ปฏิบัติโดยไม่ต้องปฏิบัติ ดำรงอยู่อย่างเรียบง่าย ใจธรรมดาๆ เป็นธรรมชาติ
" โอม-อา-หุม-วัชระ-คุรุ-ปัทมา-สิทธิ-หุม"
กาย วาจา ใจ นี้คือ วัชระคุรุ ผู้ประเสริฐสุด เป็นปทุมาแห่งปัญญา สิทธิญาณกลางหัวใจ
*********************************

เมื่อโกรธเกลียดใครสักคน
เราจะเป็นทุกข์ 2 ขั้น
หนึ่ง คือ ทุกข์เพราะความโกรธแค้น
.
สอง ทุกข์ลึกลงไปในจิตวิญญาณ
คือ ทุกข์เพราะไม่สามารถรักเขา
อย่างที่ธรรมชาติจิตเดิมแท้
ที่ดีงามของเราต้องการ
********************************************************
   ในสังสารวัฏฏ์ที่ยาวนาน  หาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดไม่ได้  เราทุกชีวิตต่างเคยเกิดมาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน  เคยมีบุญคุณช่วยเหลือกันมาทั้งสิ้น  ดังนั้น ในวันนี้ เมื่อท่านพบเจอใครอยู่เบื้องหน้า  จงมองให้เห็นว่า " ทุกชีวิต คือ มารดา "  
**************************************************************
     เมื่อคุณวิ่งตามความคิด  ก็เหมือนสุนัขที่วิ่งไล่ท่อนไม้,

ทุกครั้งที่ท่อนไม้ถูกโยนไป  สุนัขก็วิ่งตามไปครั้งแล้วครั้งเล่า,

แต่หากว่า คุณมองกลับไปยังที่ซึ่งความคิดเกิดขึ้นมา

คุณจะพบว่าความคิดนั้นเกิดขึ้นและดับหายไปในห้วงแห่งสติ,

โดยไม่ต้องไปสร้างความคิดใดๆขึ้นอีก..

     จงเป็นเหมือนสิงโต, แทนที่จะไล่ตามท่อนไม้ไป, จงหันกลับและ

เผชิญหน้ากับผู้ขว้าง , ซึ่งจะขว้างท่อนไม้นั้นได้เพียงครั้งเดียว !!

( Dilgo Khyentse & Padampa Sangye, The Hundred Verse of Advice)

**********************************************************
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า
แรงพื้นฐานในธรรมชาติมี 4 ชนิด คือ
1. แรงโน้มถ่วง  
2. แรงแม่เหล็กไฟฟ้า
3. แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน  
4. แรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม
แต่ในปรมัตถสัจจะ คือ
ความรักเมตตาบริสุทธิ์  
เป็นพลังธรรมชาติที่อยู่เบื้องหลังแรงทั้งหมดนั้น

****************************************


หากในเวลานี้ ท่านได้อ่านพบข้อความนี้...

หากในเวลานี้ ท่านได้เห็นรูปที่สวยงามนี้...

หากในเวลานี้ ท่านได้เข้าใจความหมายของภาพนี้...

หมายถึง ท่านกำลังได้รับของขวัญล้ำค่าจากชีวิต คือการมีสายตาที่
มองเห็นได้ ยังมีหัวใจที่ยังเต้นได้ และมีจิตใจที่ยังรู้และเข้าใจได้...

จงใช้มันอย่างรู้คุณค่า เพื่อตัวเองและทุกชีวิตที่มีส่วนเกื้อกูล ให้สมกับ
ที่ชีวิตได้มอบสิ่งสูงค่านี้ให้กับท่านแล้ว
*****************************
   คำสอนนี้ของท่าน ภควัน ศรีสัตยา ไสบาบา (1926 – 2011) เป็นคำสอนที่ผมชอบมาก จะอ่านทบทวนและระลึกถึงเสมอ ให้เห็นคุณค่าของความรักเมตตา ความเข้าใจที่มีต่อกันและกัน ขอร่วมแบ่งปันคำสอนที่ทรงพลังนี้ครับ


*****************************************************************

        ท่านกัมโปปะ (1079–1153) ศิษย์เอกของมหาสิทธามิลาเรปะ ผู้ก่อตั้งนิกายกาก์จู ในพุทธศาสนาแบบวัชรยาน  ได้สอนว่า พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ที่เราพบเห็นกราบไหว้นั้น ถือเป็นที่พึ่งภายนอก   สติสัมปะชัญญะในการแยกแยะ ควบคุม ความคิด คำพูดและการกระทำให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงามคือสรณะภายใน ที่ต้องระลึกถึงตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ตกลงไปในทางอบาย และสร้างภาวะจิตที่พร้อมสำหรับสภาวะธรรมขั้นสูง 
      ส่วนธรรมชาติแห่งพุทธะในตน นั้นถือเป็นที่พึ่งสูงสุด เป็นอุดมคติของชีวิตที่เราจะทำให้แจ้งด้วยหนทางของมหามุทรา   
***************************************************************

     สุญญตา มีธรรมชาติของการรู้กระจ่างใสหมดจด (clarity) , การเคลื่อนไหวที่ไร้ขอบเขต(boundless dynamic) และศักยภาพสร้างสรรค์ไร้ข้อจำกัด ( unlimited potential ) เป็นธรรมธาตุหรือ
สุญญตาสภาวะที่มีอยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากความไม่รู้ (อวิชชา, ignorance) เข้ามาบดบังจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วปรุงแต่งจิตเดิมนั้นเข้าสู่วงจรปฏิจจสมุปบาท จึงเป็นสังสารวัฏฏ์ของทุกข์

     จิตรู้แจ้งสุญญตา ด้วยการเฝ้าดู "ลมหายใจที่หัวใจ" ยอมรับ ไม่ครอบครอง ไม่ควบคุมบังคับ ไม่กำหนดชื่อ ไม่กำหนดมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นของเรา สติที่กอรปด้วยปัญญาชัดเจนแล้วนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทะลวงผ่านการปิดกั้นของอวิชชา เข้าสู่ความเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ สมบูรณ์ด้วยปัญญาและเมตตา บรรลุประสบการณ์
สุญญตา นั้นเรียกว่า " มหามุทรา (Mahamudra)"

**********************************************
    "ไม่ว่าในสถานการณ์ใด จิตวิญญาณจักไม่มอดไหม้: The Spirit in Any Condition Does Not Burn " คำกล่าวที่ทรงพลังของ Marina Abramovic นี้ สะท้อนถึงพลังอันแท้จริงของจิตวิญญาณในตัวเราทุกคน
     เงื่อนไขหรือเหตุการณ์ใดๆที่กดดันเราอยู่  ความทุกข์ทั้งหมดนั้นรับรู้เพียงที่ชั้นผิวนอกของจิตใจเท่านั้น หลายครั้งที่เราทุกข์มากขึ้น เพราะการไม่ยอมรับความทุกข์ และทุกข์กับความทุกข์ที่เกิดขึ้นซ้อนไปอีก ( feeling about the feeling) 
     เมื่อได้ฝึกให้มีสติอันสมบูรณ์ในการเฝ้าดูความทุกข์ โดยไม่ต่อต้าน ไม่หนี เราจะพบพลังยิ่งใหญ่ในตัวเรา ที่จะแปรเปลี่ยนความทุกข์นั้นเป็นพลังของความเข้าใจ ความรักเมตตา 
     และพลังยิ่งใหญ่ในตัวเรานั้น คือ " จิตรู้ลมหายใจที่หัวใจ" ด้วยการพักจิตไว้ที่หัวใจ  หายใจเข้าออกอย่างเป็นธรรมชาติ ให้กระแสลมหายใจที่อ่อนโยน สัมผัสตรงลงไปที่หัวใจ  จนแนบแน่นและมั่นคง เป็นขุมพลังยิ่งใหญ่ของชีวิตที่ดำรงอยู่กับเราทุกที่ ทุกเวลา
     หากเมื่อใดที่ความทุกข์รุมเร้าเข้ามา  เพียงตั้งสติ หายใจเข้าดึงความทุกข์นั้นๆให้มากลั่นที่หัวใจ  หัวใจที่เปี่ยมด้วยพลังจะสลายความทุกข์ให้กลายเป็นความรักเมตตา มอบให้กับตัวเราและทุกๆคน      
" ความทุกข์แม้จะมากแค่ไหน  ความรักในหัวใจยิ่งมากกว่า"  ความทุกข์จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังการเติบโตทางจิตวิญญาณได้อย่างแท้จริง"
******************************
       ในสังสารวัฏฏ์ที่หาจุดเริ่มต้นไม่ได้ เราล้วนต่างเคยเกิดมาเป็นคนดี คนรวย คนจน โจรผู้ร้าย โสเภณี คนหลอกลวง คนวิกลจริต ขอทาน ฯลฯ มาแล้วทั้งสิ้น เมื่อใดที่พบกับคนทำความไม่ดี คนเลวคนผิด จงมองเขาด้วยความเข้าใจนี้ และให้โอกาส ให้ความเมตตา ให้อภัย ช่วยเหลือให้เขาผ่านพ้นจากความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่นั้นได้
*********************************
จักรวาลในหัวใจของคุณ (Universe in Your Heart)
       นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเสนอรูปแบบจำลองของจักรวาล จากการคำณวนทางคณิตศาสตร์ ชื่อว่า Calibi-Yau Manifold ซึ่งพับเข้าด้านในตัวเองอย่างซับซ้อน ทำให้มิติทั้ง 9 นั้นสามารถแสดงออกเป็นรูปแบบทั้งหมดของจักรวาลในมิติที่ 10 โดยพลังงานสั่นสะเทือนด้วยคลื่นของความเป็นไปได้อนันต์ (infinite wave of possibilities) 
       ในสุญญตาสมาธิ ทำให้เกิดปัญญาความเข้าใจว่า " จักรวาลทั้งหมดนั้นก็คือปรากฏการณ์ธรรมชาติของหัวใจเรานั่นเอง ซึ่งเต้นด้วยพลังงานของความรักบริสุทธิ์ และยังถักทอเชื่อมโยงความรักที่หนุนเนื่องอยู่ในหัวใจเข้ากับหัวใจของทุกๆคน ความรักนี้แผ่พุ่งออกมาที่กลางหัวใจ จากมิติที่ 11(Eleventh Dimension) ที่ซึ่งไม่มีปริภูมิ (space)เพราะดำรงอยู่ได้ทุกที่ ไม่มีกาลเวลาเพราะเป็นนิรันดร " 
       สุญญตาสมาธิ : เมื่อได้หลับตา อยู่ในความเงียบสงัด ให้จิตรับรู้แรงสั่นสะเทือนที่หัวใจ โดยมีลมหายใจซึ่งเป็นพลังชีวิตหนุนเนื่องอยู่ที่หัวใจนั้น ดำรงสมาธิให้ตั้งมั่นไม่ซัดส่าย เมื่อจิตแนบแน่นอยู่กับพลังงานจากด้านในหัวใจที่จะเปิดเผยขึ้น จงผ่อนคลายปล่อยวางความเป็นตัวตนและการครอบครองว่าเป็นของตนลง ธรรมชาติความรักบริสุทธิ์จะเปิดเผยขึ้นให้ประจักษ์ได้ที่กลางใจนั่นเอง
******************************************
พลังสร้างสรรค์ที่สมบูรณ์แบบมีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน
    เพราะว่าหัวใจนั้นเป็นอวัยวะมหัศจรรย์ ที่มีระบบประสาทซับซ้อน ทำหน้าที่เป็นสมองของความรู้สึก  อารมณ์  ความรู้สึกประทับใจและแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่  
    นักวิทยาศาสตร์พบว่าสนามแม่เหล็กในร่างกายมนุษย์นั้นเข้มข้นที่สุดอยู่ที่หัวใจ ซึ่งมากกว่าสมองถึงกว่า 5,000 เท่า  และสนามแม่เหล็กหัวใจนี้ยังเป็นสนามพลังของความรู้สึกที่แผ่ออกรอบตัวเรากว่า 2 เมตร  เมื่ออยู่ใกล้ผู้ที่มีจิตเมตตา เราจึงสัมผัสได้ถึงความสุขสงบ  ผ่อนคลาย  มีความสุข  และในครอบครัวที่มีพลังเมตตาจากหัวใจนี้  ก็จะทำให้บ้านนั้นเป็นสนามพลังของความรักที่จะบ่มเพาะชีวิตให้เติบโตอย่างมีความสุข
     เซลล์เนื้อเยื่อหัวใจเริ่มก่อตัวและบีบเต้นได้เมื่อทารกในครรภ์แม่มีอายุเพียง 5 สัปดาห์ (เมื่อประจำเดือนของแม่ขาดไป 1 สัปดาห์)   โดยเป็นกลุ่มเนื้อเยื่อที่ม้วนตัวเป็นท่อ และอ่อนไหวต่อการรับรู้อย่างมาก  คลื่นสั่นสะเทือนจากการเต้นของหัวใจแม่  จะส่งมาที่หัวใจของลูกน้อย  ทำให้ในช่วงแรกหัวใจลูกนั้นเต้นได้ตามจังหวะหัวใจของแม่  แล้วจึงก่อเกิดอวัยวะต่างๆ รวมทั้งสมองซึ่งจะเกิดตามมาในภายหลัง  หัวใจจึงเป็นแหล่งพลังงานสร้างสรรค์ชีวิตให้กับเรามานั่นเอง
      ในการหายใจอนัมคารา  เราได้เรียนรู้การเชื่อม จิต-ลมหายใจ-หัวใจ เป็นหนึ่งเดียวกัน  ในสภาวะแห่งการดำรงอยู่อย่างมีสติ สมาธิอย่างสมบูรณ์นี้  จะเป็นมรรควิธีของการบ่มเพาะและปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ชีวิตอย่างไม่จำกัด  นี้จึงเป็นความลับของการพัฒนาชีวิตจากด้านในที่ทรงคุณค่ายิ่ง
    *****************************
การหายใจอนัมคารา (Anam Cara Breathing)
     เช้าวันนี้ขณะที่นั่งสมาธิกำหนดลมหายใจอ่อนโยนสัมผัสที่หัวใจ (การหายใจอนัมคารา)  ผมรู้สึกถึงกระแสพลังที่หมุนวนสั่นสะเทือนเป็นระลอกคลื่นในหัวใจ  จึงกำหนดรู้ความรู้สึกนั้นด้วยจิตที่เปิดว่าง  มีเสียงจากหัวใจกระซิบออกมาเบาๆว่า " ขอบคุณหมอที่ช่วยนำพาผู้คนมากมายมาพบกับพลังความรักในหัวใจ" แล้วแรงสั่นสะเทือนที่ละเอียดอ่อนนั้นค่อยๆขยายออกจากหัวใจและแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย  มีอาการกระตุกเบาๆตามร่างกายเหมือนพลังนี้เข้าไปสลายความเครียดออกไปและทำให้เกิดความผ่อนคลายอย่างลึกซึ้งนานนับชั่วโมง  
     พลังความรักบริสุทธิ์ในหัวใจดำรงอยู่และคอยดูแลชีวิตเราตลอดมา  เป็นพลังเดียวกับพลังจักรวาลที่สร้างโลกและสรรพชีวิตขึ้นมา  หากได้หันกลับมารับรู้พลังความรักที่หัวใจนี้จะช่วยให้เราทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่ดี มีความสุขสงบ เบิกบาน เป็นพลังบวกที่จะสร้างสรรค์สังคม
(การหายใจอนัมคารา:  ทำโดยนั่งหลับตา  พักจิตไว้ที่หัวใจซึ่งอยู่กลางทรวงอกค่อนไปทางซ้าย  ให้ลมหายใจอ่อนโยน  แล้วหายใจเข้า-ออกยาวๆที่หัวใจ  น้อมจิตวางไว้ที่หัวใจอย่างเดียวต่อเนื่อง 20 นาที)
****************************************


     โรควิตกกังวล (anxiety disorder) เป็นภาวะที่มีความวิตกกังวลมากเกินจนสูญเสียความสามารถในการเรียน การทำงาน ซึ่งอาจแสดงออกด้วยอาการทางร่างกาย ได้แก่ ปวดตึงกล้ามเนื้อ ใจเต้นเร็ว เหงื่ออกมาก มือสั่น และการแสดงออกทางใจ ได้แก่ ตื่นสะดุ้งง่าย นอนไม่หลับ หงุดหงิด สมาธิไม่ดี  อาการอาจเกิดขึ้นฉับพลันเมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลงในชีวิตแล้วปรับตัวไม่ได้ หรือเป็นมาอย่างเรื้อรัง ( chronic anxiety) 
       การบำบัดด้วยวิธีการสะกดจิตผ่อนคลาย เป็นทางเลือกที่ดีช่วยลดอาการได้ในเบื้องต้น แต่ควรจะควบคู่กับการหาสาเหตุของความวิตกกังวล ซึ่งอาจจะเกิดจากโรคทางกาย เช่น โรคไธรอยด์เป็นพิษ การดื่มกาแฟมากเกิน 
       หากมีปมปัญหาทางจิตใจ ความกลัวฝังใจจากเหตุการณ์ในอดีต/ อดีตชาติ ซึ่งสามารถแก้ด้วยการสะกดจิตย้อนอดีตบำบัด (Regression Therapy)
       นอกจากนี้การฝึกผ่อนคลายด้วยตนเอง การฝึกโยคะ  สมาธิบำบัด ฝึกการหายใจ  การสวดภาวนาให้จิตใจสงบ ก็จะเป็นวิธีการลดภาวะวิตกกังวลได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวดีกว่าการรับประทานยาคลายกังวลเพียงอย่างเดียว
*********************************
วิธีทำงานกับความคิด 
        หลักการฝึกจิตในทางพุทธศาสนา ช่วยปรับแก้ไขความคิดลบ

ด้วยวิธีการรู้เท่าทัน เฝ้าดูโดยไม่ถูกกระทบ รู้ที่จะปล่อยวางความคิด

ลบจนเป็นอิสระที่จะเติมเต็มคุณค่าความคิดบวกลงไป เป็นหลักวิธีที่

แยบคายอย่างยิ่งครับ (จาก สมองแห่งพุทธะ: รายการพื้นที่ชีวิต)




*************************************
การหายใจแบบอนัมคารา (Anam Cara Breathing)



     การฝึกหายใจแบบอนัมคารา  เป็นศาสตร์การหายใจที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของการหายใจ-หัวใจ-สมอง เข้าด้วยกัน  จนก่อให้เกิดภาวะจิตใจที่สงบสุข และมั่นคง แจ่มใส สามารถนำไปช่วยผู้มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น หงุดหงิดง่าย ใจร้อนวู่วาม กระสับกระส่าย กังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ สมาธิสั้น ได้อย่างมีประสิทธิผลดีมาก ฝึกได้ง่าย ทำได้ทุกเวลา  เมื่อฝึกอย่างต่อเนื่องจะสร้างฐานของอารมณ์จิตใจที่เบิกบานและมั่นคง






ความรักงดงามบนความเข้าใจ

     การสะกดจิตย้อนอดีตชาติบำบัด (Past Life Regression 

Therapy) มีพลังในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความฝังใจด้านลบ

ต่อผู้อื่น เพราะการเห็นเรื่องราวในภวังค์จิตใต้สำนึก จะมาพร้อมกับ

อารมณ์ความรู้สึกที่แจ่มชัด เกิดเป็นการเข้าใจปมปัญหาเรื่องนั้นอย่าง

ชัดแจ้ง จึงก่อให้เกิดการถอดถอนอคติ โทสะคติ ได้อย่างขุดรากถอน

โคน เป็นการบำบัดทางเลือกที่มีคุณค่าต่อชีวิตจิตใจอย่างมาก


  

***********************************************
การบาดเจ็บทางสมอง  " กันไว้ดีกว่าแก้ "

      การบาดเจ็บทางสมอง มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย ทั้งจากอุบัติเหตุยานพาหนะ  การทำร้าย การขาดอากาศหายใจ กีฬาที่มีการปะทะ  ซึ่งจะมีผลระยะยาวต่ออารมณ์ สมาธิ ความจำ พฤติกรรม   ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู  เพื่อให้สามารถกลับคืนมาทำหน้าที่ได้ดังเดิม  ที่สำคัญยิ่งคือ "กันไว้ดีกว่าแก้ (Prevention is better than cures) "  
      ศูนย์อนัมคาราฯ มีโปรแกรมบำบัดเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพสมอง ด้วยสมาธิบำบัด  ในแนวทางของแพทย์ทางเลือก
***********************************
พลังเมตตาในหัวใจ
   ในความสัมพันธ์ของคู่รัก ความน้อยใจเสียใจอาจเกิดขึ้นได้ที่รู้สึกว่าแฟนไม่สนใจและห่างเหินไป แม้ว่าคนรักพยายามจะอ้างว่า  เป็นเพราะเรื่องงานก็ตาม   หากใจยังรู้สึกว้าเหว่และเจ็บแปลบในใจ  จนอาจเป็นเหตุให้ทะเลาะมีปากเสียงถึงขั้นทุบตีกันได้  เป็นระดับความคับข้องใจที่กลายเป็นอารมณ์รุนแรงแบบควบคุมไม่ได้ตามมา 
การฝึกการหายใจแบบอนัมคารา  คือการหายใจให้ลึกช้า  หายใจเข้ายาว 5 วินาที  และหายใจออกยาว 5  วินาที ให้ลมหายใจไหลผ่านเข้าออกที่หัวใจด้วยทัศนคติที่เป็นบวก    จะช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในอารมณ์และพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก  เพราะลมหายใจนั้นมีพลังของความสงบที่สามารถชักนำให้อารมณ์เย็นลง  สมองทำงานในระดับที่ผ่อนคลาย  ในขั้นตอนแรก  และตามด้วยการฝึกเปลี่ยนรูปพลังลบของอารมณ์  ให้เป็นการบ่มเพาะพลังเมตตาในหัวใจ
       เริ่มจากการหายใจเข้าออกให้ลมผ่านเข้าออกที่หัวใจช้าๆลึกๆต่อเนื่อง เป็นประจำจนเกิดความคุ้นเคย คือให้มีสมาธิฐานจิตไว้ที่หัวใจ  

      เมื่อเผชิญเหตุการณ์ความทุกข์ไม่สบายใจ  ก็สามารถนำการฝึกนี้มาใช้  ด้วยการหายใจเข้า นึกว่าดึงพลังงานความทุกข์ (โกรธ กลัว กังวล เศร้า ) ให้ดึงเข้ามาที่หัวใจ ให้หัวใจช่วยสลายความทุกข์นั้น  และเมื่อหายใจออก ให้ส่งความรักเมตตาจากหัวใจ กระจายออกสู่ทั่วกายใจของเรา  ทำแบบนี้ช้าๆซ้ำๆ  ครู่เดียวอารมณ์ทุกข์ที่เกิดขึ้นก็จะสลายไปได้ง่ายดาย  และยังช่วยบ่มเพาะความรักเมตตาให้มีมากขึ้นในหัวใจ
****************************************
รอยปานกับบาดแผลในอดีตชาติ


         รอยปานสีน้ำตาลที่ขาและแขน ข้างซ้าย แต่กำเนิด(ภาพที่ 2 

และ 3) ในภวังค์สะกดจิต พบว่าตนเองเป็นทหารที่พลัดหลงกับ

เพื่อนในป่า และถูกฝ่ายศัตรูไล่ล่า จนเขาวิ่งไปเหยียบกับระเบิด

ด้วยขาข้างซ้าย ผลคือร่างกายซีกซ้ายของเขาแหลกด้วยแรง

ระเบิด จนเขาเสียชีวิต อยู่ตรงนั้นด้วยความกลัวและตกใจ

รุนแรง  การรู้ถึงปมในจิตใต้สำนึกนี้ช่วยให้เอกรู้สึกโล่งใจ   

เข้าใจในนิสัยความกลัวระแวงลึกๆเกี่ยวกับอันตรายที่อาจจะ

เกิดขึ้นอย่างที่แล้วมา จนทำให้เขาเป็นคนช่างกังวลล่วงหน้า

     Dr.Ian Stevenson ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการกลับชาติมา
เกิด ได้เก็บข้อมูลเรื่องรอยปาน (birthmark) ของเด็กชาย

ชาวอินเดียที่ระลึกชาติได้ (ภาพที่ 1 บน) ว่าเคยชื่อ Maha Ram ในอดีตชาติและถูกยิงด้วยปืนลูกซองที่หน้าอกจนเสียชีวิต 

โดยมีข้อมูลการพิสูจน์ศพ (ภาพที่ 1 ล่าง) ซึ่งมีตำแหน่งบาดแผลที่สอดคล้องกับรอยปานของเด็กชาย

    จิตวิญญาณของคนเรา สามารถบันทึกความ ทรงจำของ

บาดแผลรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นในอดีตชาติมายังร่างที่เกิดใหม่ใน

ชาติปัจจุบัน  เพราะทุกประสบการณ์ที่รับรู้นั้น เป็นพลังงานของ

จิตชนิดหนึ่งที่สามารถฝังตัวเป็นตะกอนใจในจิตใต้สำนึก  และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการสร้างรูปกายในภพชาติต่อมาได้


****************************************

ไม่มีความคิดเห็น: