วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ฉันคือใคร ( Who am I ?)

ฉันคือใคร (Who am I?)
“ฉัน” ที่ทำโน่น-นี่-นั่นอยู่ในวันนั้น เป็น “ฉัน” ที่กำลังมีชีวิต ในตอนนี้หรือเปล่า?
คำถามข้างต้นคือข้อสงสัยแรกๆในชีวิต  ซึ่งมีอยู่ในใจผมมาตั้งแต่จำความได้  “ ฉันคือใคร ”กันแน่นะ  ฉันที่เป็นฉันอยู่นั้นเป็น “ฉัน” จริงๆหรือเปล่า  คนที่ตื่นนอนมาเมื่อเช้ายังเป็นคนเดียวกับฉันตอนนี้ไหม  และไม่ว่าจะทำอะไรหรือพูดสิ่งใด  ล้วนแล้วแต่มีคำว่า “ฉัน” เข้าไปเป็นเจ้าของการกระทำ  ปัญหานี้อาจฟังดูเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับบางคน  เข้าทำนองว่าว่างงานและไม่มีอะไรจะทำแล้วหรือ  แต่กลับเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเด็กอย่างผมในตอนนั้น  ท่านได้นึกสงสัยถึงความเป็น “ฉัน” ในตัวเองกันบ้างไหมครับ   

   
ลองนั่งสังเกตตัวเองดูจะพบว่า ฉันบางคราวก็มีอยู่ แต่เวลาทำอะไร หรือคิดอะไรเพลินๆแบบใจลอยไปนั้น ความรู้สึกตัวว่า “ฉัน”หายไปไหนไม่รู้   นอกจากนี้ยังสงสัยไปอีกว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่เกี่ยวเนื่องกับ “ฉัน” เป็นของจริงหรือเปล่า  ผมจำได้ว่าตอนเป็นเด็กนั้นเคยลองซุ่มยืนหลบอยู่ที่มุมตึกเพื่อแอบดูชีวิตผู้คน  ว่าคนอื่นๆเขาดำเนินชีวิตกันอย่างไร   แล้ว “คนอื่น” มีอยู่จริงหรือเปล่า เขาแต่ละคนต่างมีความรู้สึกนึกคิดเป็นตัวของตัวเอง  หรือเป็นละครที่ต่างคนต่างเล่นไปตามบทบาท ซึ่งมีผู้กำกับมากำหนด  แล้วใครเล่าเป็นผู้กำกับฉากละครที่ยิ่งใหญ่นี้   คนเรามีชีวิตวนเวียนอยู่กับภาระหน้าที่  บทบาท  แม้ผ่านไปทุกวันก็อาจยังไม่ทราบว่าจริงๆแล้ว “ ฉัน คือใคร”  หรือพูดอีกอย่างว่า อะไรคือตัวตนที่แท้จริงของฉัน  มาฟังเรื่องชวนคิดกันสักเรื่องหนึ่งก่อน ดังนี้ครับ 
ครั้งหนึ่งที่ มุลลา นัสรูดิน  เดินทางไกลผ่านเมืองในชนบทห่างไกล  หลังจากเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวัน  ซึ่งก็มาถึงช่วงพลบค่ำแล้ว  จึงจำเป็นต้องหาที่พักค้างคืน ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง  วันนั้นมีผู้คนเดินทางเป็นจำนวนมากจนห้องพักไม่พอ   ทางโรงแรมจึงได้จัดให้ผู้มาพักนอนชิดติดเป็นแถวเรียงกันไป  ก่อนนอนคืนนั้น นัสรูดินนึกกังวลไปว่า หากปิดไฟในโรงนอนจนมืดแล้ว  จะมองไม่รู้ว่าคนไหนเป็นตัวเอง  เพราะนอนเรียงติดกันเป็นพืด  เขาจึงใช้ลูกโป่งสีแดงผูกเชือกไว้กับปลายเท้าของตัวเอง  เพื่อให้บอกได้ว่าคนที่นอนตรงนี้นั้นคือตัวเขา  คือนัสรูดินนั่นเอง  
แต่ในช่วงดึกของคืนนั้นมีชายคนหนึ่งเดินมาเห็นเข้าและคิดอยากแกล้งนัสรูดิน  จึงได้ย้ายเชือกลูกโป่งไปผูกไว้กับปลายเท้าของอีกคนที่นอนข้างๆ  พอถึงเวลาเช้ามืด  เมื่อนัสรูดินตื่นขึ้นและมองไปรอบๆ  เห็นลูกโป่งผูกอยู่ปลายเท้าของชายที่นอนข้างๆ  เขาจึงรีบลุกขึ้นไปจับมือชายคนนั้น  พร้อมกับทักทายด้วยความดีใจอย่างกระตือรือล้นว่า “ สวัสดีๆ  ฉันรู้จักเธอ  เธอคือนัสรูดิน  แต่ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่า ฉันคือใคร...”   
หากใคร่ครวญดีๆแล้วจะพบว่า คำถามนี้เป็นเรื่องสำคัญมากต่อชีวิตของคนเรา  เพราะความไม่รู้ว่า “ฉันคือใคร”  ฉันจึงไปหลงและอิงอาศัยอยู่กับสิ่งที่ตนเองยึดติดเอาไว้ รวมทั้งสิ่งที่คนอื่นรอบตัวหยิบยื่นให้ด้วย  นับตั้งแต่ชื่อ(บางคนเปลี่ยนแล้วหลายครั้ง) ชื่อเล่น  คุณวุฒิ  ตำแหน่งงาน  ฐานะ  บทบาททางสังคม  อารมณ์ ความรู้สึก  ลึกลงไปอีก ฉันคือความคิดความเห็น  จุดยืน  นิสัย ใจคอ บุคลิก และความเชื่อของฉัน ในเรื่องต่างๆ  แล้วอะไรเล่าคือ “ฉัน” ที่แท้
มีพระศาสดาและครูอาจารย์หลายท่านได้ให้ความรู้และคำสอนถึงธรรมชาติแท้จริงของชีวิต  ผมคิดว่าหนึ่งในนั้นที่ให้คำอธิบายได้อย่างแจ่มแจ้งละเอียดละออ คือ หลวงพ่อพิชัย   สุธมฺมสุชาโต แห่งสำนักปฏิบัติธรรมวนานุรักษาราม  จังหวัดบุรีรัมย์  ท่านให้การอบรมธรรมะเพื่อรู้ทางสู่ความสุขอันแท้จริงอย่างอริยะ และจากหนังสือทางสู่ความพ้นทุกข์  ซึ่งได้ให้คำตอบต่อคำถามว่า “ฉันคือใคร” แก่ผมอย่างชัดเจน 
หลวงพ่อสอนว่า “ ตัวตนแท้จริงของเราคือใจ  เดิมนั้นเป็นใจบริสุทธิ์ผุดผ่องใส  เป็นธรรมชาติ ในใจบริสุทธิ์ผุดผ่องใสซึ่งเป็นธรรมชาติเดิมนั้น  มีคุณสมบัติคือ รู้ คิด และจำอยู่ในใจ” และสอนอีกว่า “ ใจเป็นคำไทย  จิตเป็นคำบาลี  มีความหมายอย่างเดียวกัน  จิตที่เป็นธรรมชาติเดิม  อยู่ในภาวะภวังคจิต  คือสงบนิ่ง  จิตนี้เป็นอวิชชา  คือความไม่รู้จริง  ไม่รู้รอบ  ก็ชื่อว่า จิตนี้โง่  ”
หลวงพ่ออธิบายการเกิดขึ้นของชีวิตว่า “ ความจริงจิตเดิมนั้นไม่มีรูปร่าง  ไม่มีตัวตน ไม่เป็นสัตว์  ไม่เป็นชีวิตใดๆทั้งสิ้น  แต่เป็นภาวะที่ รู้-คิด-จำ  เหมือนกับเป็นพลังงานที่เล็กและละเอียดที่สุดยิ่งกว่าพลังงานใดๆ  เมื่อจิตนี้ยังโง่  จึงหลงเข้าใจผิดคิดว่าถ้ามีร่างกายเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้คงจะดีมีความสุข  จึงได้เพ่งพลังจิตด้วยความอยากมีร่างกาย (เรียกว่า อภิชฌา) สร้างให้เกิดร่างกาย  แล้วจิตก็เข้าไปสถิตในนั้นเรียกว่าวิญญาณ”  ท่านผู้อ่านที่มีความรู้ทางธรรมคงทราบดีว่าหลวงพ่อกำลังอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง
จึงเป็นที่มาของความยึดมั่นถือมั่น   ว่ารูปที่จิตสร้างขึ้นนั้นจะมีความยั่งยืน  ทั้งที่ในความจริงคือสิ่งใดที่ถูกสร้างขึ้น สิ่งนั้นก็ย่อมสลายหายไปตามกฏของอนิจจังคือความไม่เที่ยง  รูปที่สร้างขึ้นตอนแรกนั้นยังบอบบางอ่อนแอ แต่จิตก็ยังมีความรักหลงไหลต่อรูปนั้นอย่างลึกซึ้ง  เมื่อไม่สามารถคงทนต้องสลายไปจิตก็จะเกิดความโศกเศร้าเสียใจ และพยายามเพ่งพลังให้ได้รูปที่ซับซ้อนมากขึ้น จนเกิด เป็น อนุภาค อะตอม ธาตุ โมเลกุล สารประกอบ และเซลล์ต่างๆจนกลายเป็นชีวิตขึ้นในเวลาต่อมา  ยิ่งรูปนั้นมีความซับซ้อนมากขึ้นเพียงใด  จิตก็ยิ่งต้องทุกข์ในการสร้าง คอยรักษาไว้ ทั้งยังต้องกังวลหวงแหนกลัวว่าจะสูญเสียไป      
ผมกลับมาเพ่งพินิจที่ใจตัวเอง  ก็พบว่าจริงดังที่หลวงพ่อสอน คือ เรายังมีความกลัวลึกๆอยู่ในใจตลอดเวลา ได้แก่ กลัวหิว กลัวเมื่อย กลัวเหนื่อย กลัวเจ็บป่วยไม่สบาย กลัวไม่มีคนรัก กลัวไร้ค่า  กลัวจน กลัวแก่  และกลัวที่สุดคือกลัวตาย  แต่ไม่ว่าจะกลัวตายแค่ไหนก็ต้องตายอยู่ดี  แล้วจะกลัวตายไปทำไมใช่ไหมครับ  ในความจริงนั้นใจเป็นอมตะคือไม่เกิดไม่ตาย  ความกลัวที่ติดไปกับใจก็จะนำให้ไปสู่การเกิดภพชาติต่อๆไปอย่างไม่มีสิ้นสุด    คนเราจึงพยายามนำเอาโลกธรรมคือ  ฐานะ  ยศ ชื่อเสียง ความสุขปลอม เข้ามาเป็นเครื่องมือปกป้องชีวิต  แต่ก็ต้องทุกข์และผิดหวังอยู่ดี เพราะทุกสิ่งที่แสวงหามาเพิ่มให้กับจิตนั้น  ก็ล้วนตกอยู่ในสภาพเดียวกัน คือความต้องเสื่อมสลายหายไปหมด
หลวงพ่อพิชัย  จึงสอนให้เราหยั่งใจ นำความเข้าใจความจริงนี้ลงสู่ใจให้ลึกที่สุด  ลึกจนสามารถทำลายความหลงผิดของจิตที่ต้องการอะไรที่มากไปกว่าจิต  แล้วกลับมาสู่จิตเดิมที่ผ่องใสบริสุทธิ์อีกครั้ง  แต่คราวนี้เราจะกลับสู่จิตเดิมพร้อมกับวิชชาคือความรู้ว่า ”ฉันคือจิต” จะไม่หลงสร้าง หลงยึด หลงรักษา จนต้องหลงกลัวและหลงทุกข์จอมปลอมเช่นเดิมอีก  เรียกว่าพ้นทุกข์กันในชีวิตนี้เลยทีเดียว  ดีไหมครับ  

“ทุกข์นี้ดับได้  เพราะละเหตุแห่งทุกข์  ก็คือ เลิกโง่  เลิกอยาก  เลิกยึด”

หลวงพ่อพิชัย   สุธมฺมสุชาโต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น