วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อติโยคะ- ซกเช็น (Dzogchen)

ความเป็นมาของอติโยคะ 

การที่มีคำสอนหลากหลาย ทั้งวิธีการอีกมากมายนั้นเพราะเราต่างมีศักยภาพต่างกัน รวมถึงจริตนิสัย บุคลิกภาพด้วย  อย่างไรก็ตามผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีความชัดเจนในตัวเองว่า  การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นไปเพื่ออะไร  เพื่อการพบความพ้นทุกข์  เพื่อการรู้แจ้งธรรมชาติของจิตใจ  และการบำเพ็ญเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิต   ไม่เช่นนั้นพอศึกษาปฏิบัติไปแล้วกลับติดอยู่กับรูปแบบ พิธีกรรม ครูอาจารย์ โดยลืมสาระที่แท้จริงไป


หากพิจารณามรรคาของการศึกษาปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา ในมุมมองของวัชรยานสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แนวทาง คือ
1. หนทางของการสละละวาง ( Path of Renunciation) ในหินยานและมหายาน    โดยที่จะศึกษาจากพระสูตร  ทั้งในพระไตรปิฎกของเถรวาท และพระสูตรของมหายาน เช่น ปรัชญาปารมิตาสูตร  สัทธัมปุณฑริกสูตร เป็นต้น  โดยมีเป้าหมายสู่การนำพาตนเองพ้นทุกข์ในหินยาน  และการช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ด้วยในคติของมหายาน
คำสอนจึงมุ่งเน้นในเรื่อง อริยสัจ 4  ความทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การดับทุกข์ และมรรคทางพ้นทุกข์  กฏแห่งกรรม  มรรคผลนิพพาน  อนัตตาและสุญญตา  การปฏิบัติก็อยู่บนฐานของ ศีล สมาธิ ปัญญา  
ในหนทางนี้คือ ทางที่ 1-3 ในวัชรยาน คือ สาวกยาน  ปัจเจกพุทธยาน และโพธิสัตวยาน
2. หนทางของการเปลี่ยนรูป (Path of Transformation)  ในวัชรยาน คือ ตันตระยาน หรือมนตรายาน    ตันตระแปลว่าความต่อเนื่อง  คือการมองว่า กาย วาจา ใจ ที่แสดงออกมาในปุถุชน เกิดจากสำนึกที่ไม่บริสุทธิ์ และสามารถเปลี่ยนแปลงให้เป็นสำนึกบริสุทธิ์ ได้  กลายเป็น นิรมาณกาย  สัมโภคกายและธรรมกายของพุทธะ   กิเลสคือจุดเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นพุทธะ  กิเลสทั้ง 5 คือ ตัณหา  ความโกรธ  ความหลง  ความหลงตนเอง และความริษยา  เปลี่ยนรูปเป็น พระธยานิพุทธะทั้ง 5 คือ พระอมิตาภะ  พระอักโษภยะ  พระไวโรจนะ  พระรัตนสัมภาวะ  พระอโมฆสิทธิ  ตามลำดับ   ด้วยการปฏิบัติ มุทรา  มนตรา และการจินตภาพ  เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาวะพลังงานของชีวิตไปสู่สัมโภคกายคือกายจิต 
ในมนตรายาน นี้จึงมีอุปายะ (upaya) คืออุบายวิธีการเปลี่ยนรูปสภาวะทางกายจิต และ พลังงาน มากมาย  เช่น การทำสมาธิพระวัชรสัตว์  การอภิเษกกาลจักระ  การถวายแมนดาลา  การปฏิบัติคุรุโยคะ  การปฏิบัติโพวา   การปฏิบัติช็อด ซึ่งการจะปฏิบัติเหล่านี้ได้ ต้องผ่านการอภิเษกมนตราจากวัชราจารย์ในสายการปฏิบัติอย่างถูกต้อง  มีธรรมบาลผู้คอยปกป้อง จึงเป็นคุยห ( esoteric  มาจากคำว่า
เอโซเตริกอส ในภาษากรีก แปลว่าเร้นลับ ) คือมนตราเร้นลับ ไม่สามารถบอกต่อบุคคลภายนอก
วัชรยานจำแนกออกได้เป็น 4 นิกายหลัก คือ นยิงมาปะ  การ์จูปะ  เกลุกปะ  สักยะปะ  โดยที่นยิงมาปะ เป็นนิกายแรกเริ่มของวัชรยานในทิเบต    หนทางปฏิบัติตามการแบ่งของนิกาย นยิงมาปะ มีทั้งหมด 9 ยาน คือ
1. สาวกยาน  ตรงกับ หินยาน หรือเถรวาท
2. ปัจเจกพุทธยาน  ตรงกับ หินยานหรือเถรวาท
3. โพธิสัตวยาน ตรงกับ มหายาน
4. ยานของกิริยาตันตระ
5. ยานของจรรยาตันตระ
6. ยานของโยคะตันตระ
7. ยานของมหาโยคะ
8. ยานของอนุโยคะ
9. ยานของอติโยคะ
อาจแบ่ง ตันตระ ตั้งแต่ข้อ 4-9  ออกได้เป็น  ตันตระระดับล่าง และตันตระระดับบน
1. ตันตระระดับล่าง (Lower Tantra)  มี 
        - กิริยาตันตระ คือการบูชา ด้วยเครื่องถวาย และภาวนาถึงองค์พระ เพื่อที่จะได้รับพร และปัญญาสู่ความหลุดพ้นจากความเมตตาของพระโพธิสัตว์    
        - จรรยาตันตระ  อยู่กึ่งกลางระหว่าง กิริยาตันตระที่เน้นการบูชา และโยคะตันตระที่เน้านการทำสมาธิสร้างจินตภาพองค์พระ
        - โยคะตันตระ  เหมือนกิริยาตันตระ แต่จะเพิ่มการเปลี่ยนรูป แล้วเข้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระ
2. ตันตระระดับบน (Upper Tantra)  หรือเรียกว่าอนุตระตันตระ มี มหาโยคะ, อนุโยคะและอติโยคะ  
มหาโยคะ เป็นวิธีการสร้างจินตภาพแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละส่วนๆจนครบทั้งองค์พระและแมนดาลา  ให้ชัดเจนทั้งภาพและสี รวมถึงการใช้มนตราเฉพาะ  ด้วยภาพองค์พระทั้งปรางเมตตา และปางกริ้วโกรธ ในแมนดาลา  เพื่อแปรเปลี่ยนพลังงานอารมณ์ เข้าสู่ศูนย์พลังงานจักระต่างๆในร่างกาย
อนุโยคะ เป็นแบบจินตภาพทันทีทันใด ไม่จำเป็นต้องชัดในรายละเอียด อาศัยเจตจำนงเป็นหลัก  ผู้ปฏิบัติจะแปรเปลี่ยนกิเลสทั้ง 5  เป็นลักษณะพระพุทธที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน  เช่น แปลงรูปความโกรธเป็นพระสิงหะมุขะ ในปางกริ้วโกรธ  แปลงรูปความหลงเป็นพระไวโรจนะ  แปลงรูปการยึดติดความสุขเป็นพระเหวัชระ หรือ พระจักระสัมภวะ  ที่มีคู่ครองสวมกอดอยู่  แล้วหลอมรวมกลับสู่ธรรมชาติของจิตเดิมแท้ ผ่านช่องทางพลังงานและจักระ
การบรรลุมหาโยคะและอนุโยคะ คือ แปลงรูปพลังงานการเคลื่อนไหวและหยุดนิ่งของพระพุทธเหล่านั้นกลับคืนสู่ธรรมชาติของความใสกระจ่างของจิต  ที่สะท้อนออกมาจากจิตเดิมแท้เอง  เรียกว่ามหามุทรา
ส่วนอติโยคะ นั้นคือหนทางของการปลดปล่อยตนเอง  ซึ่งไม่ใช่หนทางของการเปลี่ยนรูป  จึงจะกล่าวในหัวข้อถัดไป
3.  หนทางของการปลดปล่อยตนเอง ( Path of Self-liberation) คือ ซกเช็น หรือ อติโยคะ
คำว่า อติ เป็นภาษาโอทิยานะ แปลว่า ภาวะดั้งเดิม หรือ ภาวะปฐม ( primordial state)  หรือ ซ็อกปาเช็นโป เรียกย่อว่า ซกเช็น  มาจากคำว่า ซ็อกปาเช็นโป  เป็นคำในภาษาทิเบต  แปลว่า ความสมบูรณ์ที่ยิ่งใหญ่  ( Great Completion, Great Perfection, Utter Totality) ซึ่งเป็นคำเดียวกับโพธิจิต ( changchubsem) แม้ว่าอติโยคะจะถูกจัดเป็นยานที่ 9 ยานสูงสุดในการปฏิบัติวัชรยาน  แต่อติโยคะนั้นมีความเป็นมาที่แตกต่างและเป็นเอกเทศในตัวเอง  หากต้องการนำการปฏิบัติแบบตันตระมาใช้ ก็ถือว่าเป็นส่วนรอง หรือส่วนเสริม  อติโยคะนั้นเหมาะกับผู้มีศักยภาพของภูมิปัญญาสูง  สามารถปฏิบัติลัดเข้าสู่การตรัสรู้ได้โดยตรง
คำสอนซกเช็น จะเน้นที่การปฏิบัติทางจิต  ไม่ใช่ที่ร่างกาย หรือที่พลังงาน  ใช้จิตเป็นเครื่องมือเข้าสู่ความรู้แจ้งในธรรมชาติของตนเอง  แล้วบูรณาการในชีวิตประจำวัน  การปฏิบัติสมาธิ มี 2 แนวทางหลักคือ การตัดเข้าสู่ความบริสุทธิ์ปฐมภูมิ  (Tib. kadak trekchö)  และ การรู้แจ้งโดยตรงต่อการปรากฏเอง  (Tib. lhundrup tögal

จุดกำเนิดของอติโยคะ ซกเช็น
ซกเช็น ในแนวทางพุทธศาสนา  มาจากคุรุองค์แรก คือท่านการัป ดอร์เจ  ที่ดินแดนโอทิยานะ  อยู่แถบหุบเขาสวัต ประเทศปากีสถาน  เป็นดินแดนต้นกำเนิดทั้งคำสอนพุทธตันตระและซกเช็น   ในคัมภีร์โบราณมีการบันทึกว่าคำสอนซกเช็นนั้น นอกจากโลกมนุษย์แล้วยังมีปรากฏอยู่ใน 13 ระบบสุริยจักรวาล โดยธรรมกายของพระวัชรธารา ได้ก่อเกิดนิรมาณกายของครูผู้รับถ่ายทอดต่อเนื่องมาก่อนท่านการัป ดอร์เจ ถึง  12 ท่าน  ซึ่งพระศากยมุนีพุทธเจ้านั้นเป็นองค์ที่  12   (พระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ ในแคว้นพาราณสี )
ท่านการัป ดอร์เจ เป็นชื่อในภาษาโอทิยานะ (ชื่อในภาษาสันสกฤต คือ ประเหวัชระ) เป็นบุตรของเจ้าหญิงบาระนี  ซึ่งเป็นราชธิดาของพระเจ้าฑเหนทะโล   ถือกำเนิดหลังจากพุทธปรินิพพาน 360 ปี (ซึ่งเวลายังไม่เป็นที่แน่ชัด) ในวัยเด็กของท่านการัป ดอร์เจ ตั้งแต่อายุ 7 ปี ก็สามารถสวดคัมภีร์อวกาศยิ่งใหญ่แห่งพระวัชรสัตว์ได้ เพราะได้รับถ่ายทอดผ่านสัญญลักษณ์ จากพระวัชรสัตว์โดยตรง และสามารถโต้ตอบปัญหาทางธรรมได้เหนือกว่านักบวชอาวุโส  หนึ่งในนั้นคือท่านมัญชูศรีมิตรา ที่มาโต้ธรรมกับท่าน และยอมเป็นศิษย์ของท่านการัป ดอร์เจ ในที่สุด และจากท่านมัญชูศรีมิตรา ก็มีครูอาจารย์สืบทอดต่อมา อีกหลายท่าน คือ ท่านศรีสิงหะ  ท่านญาณสูตระ  ท่านวิมลมิตร  จนถึงท่านคุรุปัทมสัมภาวะ  ผู้นำพุทธศาสนาจากอินเดียมาเผยแผ่ที่ทิเบต และนำคำสอนซกเช็น เมนแงกเด (อุปเทศ) มาถ่ายทอดเป็นท่านแรก   
ท่านคุรุปัทมสัมภาวะ ได้กราบทูลกษัตริย์ทริซอง  ดิยุทเซ็น ว่ายังมีคำสอนที่อยู่พ้นไปจากเหตุและผล  ต้องการให้คำสอนมีความครบถ้วนสมบูรณ์ คือทั้งซกเช็น เซมเด  และซกเช็น ลองเด  จึงได้ส่งท่านไวโรจนะและท่านซัง เลกดรุป ไปที่อินเดีย  แต่เมื่อทราบข่าวว่าท่านศรี สิงหะ เป็นอาจารย์ที่เก่งที่สุดในยุคนั้นอยู่ที่โอทิยานะ  ทั้งสองท่านจึงเดินทางไปต่อจนพบ   ในระหว่างเดินทางท่านทั้งสองพบอุปสรรคความยากลำบากมากมาย  ท่านซัง เลกดรุปเสียชีวิตระหว่างการเดินทางกลับ  ท่านไวโรจนะนำคำสอนกลับมาแปลเป็นภาษาทิเบต  ช่วงคริสศตวรรษที่ 8  ซึ่ง คำโคลงแห่งวัชระทั้ง 6 (The Six Vajra Verses ) ก็คือคำสอนแบบสรุป ( lung) ที่ท่านไวโรจนะแปลเป็นครั้งแรก  รวมถึงคัมภีร์แบบสมบูรณ์ ( tantra: gyud) อีกหลายเล่ม 
ท่านคุรุปัทมสัมภาวะ  ได้แต่งคำสอน คันโดร นัยยิงติก(Khandro Nyingtig) ถ่ายทอดให้กับ กษัตริย์ทริซอง ดิยุทเซ็น,  คันโดรเยเช โซกยัล  และท่านไวโรจนะ    ส่วนท่านวิมลมิตรเมื่อมาถึงทิเบต ก็ได้เขียนคำสอน วิมา นัยยิงติก ( Vima Nyingtik)   จนมาถึงท่านลองเช็น แลปแจม (Longchen Rabjam 1308-1364) ได้รวมคำสอนทั้งสองนี้แล้วเขียน อีกเล่มขึ้นมา คือ สามยังติก (Three Yangtik)  นับว่าเป็นคำสอนชั้นลึกที่สุดในซกเช็น เรียกว่า ลองเช็น นัยยิงติก   สำหรับผู้ที่มีศักยภาพสูง  จนมาถึงท่านจิกมี ลิงปะ(1730-1798)  ซึ่งเป็นตุลกูกลับชาติมาเกิดของกษัตริย์ทริซอง ดิยุทเซ็น  ได้รับธรรมสมบัติที่ซ่อนอยู่ในจิต ( Mind terma) จากดากินี และพบกับท่านลองเช็น แลปแจม  มาถ่ายทอดความรู้ให้ท่าน  จึงได้เรียบเรียงธรรมสมบัติทั้งหมดออกมาและถ่ายทอดต่อให้ศิษย์อีก 15 ท่าน


หลักการสำคัญ อยู่ที่คำสอน 3 ประโยคที่ท่านการัป ดอร์เจให้ไว้กับท่านมัญชูศรีมิตรา  คือ
1. การชี้ตรงจิตเดิมแท้  ( ngo. rang.thog.tu. sprad : direct introduction) 
เพราะเราทุกคนล้วนมีพุทธภาวะอยู่ในตนอย่างสมบูรณ์แล้วตั้งแต่แรก  แต่ถูกปิดบังไว้ด้วยความไม่รู้  เงื่อนไขปิดกั้น  คุรุมีหน้าที่ในการชี้ตรงจิตเดิมแท้ให้แก่ศิษย์  เพื่อให้รับรู้และเข้าถึงด้วยตนเอง  
นอกจากนี้ยังรวมถึงการ อธิบายผ่านการใช้ภาษา สัญญลักษณ์ ที่จะให้ผู้ศึกษาเข้าใจและเข้าถึงความจริงในตน  
2. ไม่สงสัยอีก (thag. gcig.thog.tu. gcad : not remain in doubt)
เมื่อมีประสบการณ์ตรงแล้ว ก็จะไม่สงสัยอีกต่อไป  ตัดสินใจลงอย่างเชื่อมั่นในความจริงที่พบ  เหมือนเราไม่รู้รสความหวานของน้ำตาล  แต่เมื่อได้ชิมสักครั้งหนึ่งก็สิ้นสงสัยได้  
3. บูรณาการความเข้าใจในชีวิตประจำวัน (gdeng. grol.tog.tu. cha : integrate understanding into all circumstances)

สามารถดำรงความเข้าใจในทุกประสบการณ์หลากหลายในชีวิต  ด้วยความเชื่อมั่น  ในตอนแรกก็จะมีทั้งรู้และหลง  เมื่อพากเพียรรู้อยู่เสมอ ก็จะเป็นรู้ต่อเนื่องที่ไม่หลงไปกับกระแสอารมณ์ความคิด  มีภาวะรู้ เป็นฐานของการดำเนินชีวิต อย่างที่เป็น  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น