วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วงจรแห่งความกลัว (Fear Circuit)


                  ท่านพุทธทาสภิกขุ  นับเป็นปราชญ์ทางพุทธศาสนาในยุคสมัยนี้อย่างแท้จริง  ท่านสอนธรรมะจากเรื่องพื้นๆในชีวิตประจำวันของผู้คนไปจนถึงเรื่องการบรรลุธรรมและหลุดพ้นจากทุกข์  ผู้สนใจคำสอนของท่านสามารถค้นคว้าได้จากตำราจำนวนมาก ซึ่งเขียนไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่  หรือทางเวปไซด์ พุทธทาส.คอม ก็ได้นะครับ  ที่เอ่ยถึงท่านในวันนี้ เนื่องจากผมได้พบคำสอนเกี่ยวกับเรื่อง ความกลัว  ท่านเทศน์สอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 คือ กว่า เจ็ดสิบปีมาแล้ว  ท่านได้กล่าวว่า  ความกลัว เป็นสิ่งที่มีอำนาจมากสิ่งหนึ่ง  ในบรรดาสิ่งที่ทำลายความสุขสำราญ หรือ รบกวนประสาทของมนุษย์ เป็นอย่างยิ่ง 
            ที่คลินิกจิตเวช  ในแต่ละวัน  ผมจะพบผู้ป่วยล้วนแล้วแต่มีปัญหาเกี่ยวเนื่องด้วยความกลัวจำนวนมาก  ตั้งแต่  กลัวสอบไม่ผ่าน  กลัวถูกตำหนิ กลัวการพลัดพรากเสียของรัก กลัวผี กลัวความมืด เหล่านี้เป็นความกลัวทั่วๆไป  และที่กลัวมากขึ้นจนเป็นโรคประสาท  เช่น  กลัวเป็นโรคหัวใจอ่อน  กลัวว่าจะนอนไม่หลับ  กลัวที่สูง  กลัวสัตว์หรือแมลง  กลัวฟ้าร้องฟ้าผ่า  กลัวการพูดต่อหน้าผู้คน  และที่รุนแรงจนอาการเข้าขั้นโรคจิต เช่น  กลัวคนมาฆ่า  กลัวถูกวางยาพิษ  กลัวถูกสะกดรอยตาม ทั้งที่ความจริงไม่ได้มีเรื่องราวทำนองนั้นเลย   แสดงว่าปัญหาเรื่องความกลัวนี้ เป็นสิ่งที่บั่นทอนความสงบสุขของจิตใจดังที่ท่านพุทธทาสได้สอนไว้จริงๆ
  


            เมื่อศึกษาเจาะลึกค้นคว้าลงไปที่สมองของคนเรา  จะพบว่ามีวงจรความกลัว  ประกอบด้วยส่วนที่ชื่อไพเราะมากว่า อมิกดารา(amygdala) ตั้งชื่อมาจากภาษากรีก แปลว่า อัลมอนต์ เนื่องจากสมองส่วนนี้มีรูปร่างกลมรี เล็กๆน่ารัก เหมือนเม็ดอัลมอนต์  เรียกว่าเป็นศูนย์กลางความกลัว  เพราะทำหน้าที่ตัดสินเหตุการณ์ในชีวิตว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีอันตรายต่ออัตตาตัวตนหรือไม่  โดยอาศัยข้อมูลประสบการณ์เดิมที่ผ่านมา เนื้อหาเรื่องราวอดีตไว้  และถูกเก็บไว้เป็นโปรแกรมสมองส่วน ฮิปโปแคมปัส(hippocampus) และยังมีสมองส่วนหน้า(frontal cortex)เป็นสมองเหตุผลและสติ  คอยทำหน้าที่ยั้บยั้งเหมือนเบรกห้ามล้อไว้ไม่ให้เกิดความกลัวเกินควร หรือกลัวแบบไม่สมเหตุสมผล   สมองส่วนอมิกดาราเป็นเหมือนยามเตือนภัยอันตรายที่ขยันขันแข็ง  คอยเฝ้าระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นแต่กลับไม่ค่อยฉลาดเลย  คอยแต่จดจ่อระวังระไวกับเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามา   ดังนั้นหลายครั้งคนเราจึงเกิดความกลัวเกินควร  หากว่าสมองส่วนสติและความมีเหตุผลทำหน้าที่น้อยลงไป ร่วมกับสมองส่วนฮิปโปแคมปัสเก็บสะสมไว้แต่ข้อมูลประสบการณ์ในแง่ลบที่มากเกิน
            ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้สอนหลักสำคัญของการขจัดความกลัวออกจากจิตใจ สามประการ คือ หนึ่ง สร้างความเชื่ออย่างเต็มที่ในสิ่งที่ยึดเอาเป็นที่พึ่ง สองให้ส่งใจไปเสียที่อื่น และสามคือตัดต้นเหตุของความกลัวนั้นๆ เสีย


เมื่อผนวกหลักการทั้งสามข้อนี้เข้ากับหลักการทางวิทยาศาสตร์ของสมอง  ก็จะได้ว่า
1.         สร้างความเชื่ออย่างเต็มที่ ในสิ่งที่ยึดเอาเป็นที่พึ่ง  การยึดถือบางสิ่งที่เคารพศรัทธา เป็นที่พึ่ง  อาจจะเป็น  พระเจ้า  พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ทำให้จิตใจเกิดความมั่นคง  เกิดปัญญา ซึ่งจะดีกว่าการยึดเอา เครื่องราง ตะกรุดของขลัง ต้นไม้ ภูเขา เป็นที่พึ่ง  การมีความเชื่อมั่นศรัทธา เท่ากับว่าทำให้เกิดระบบเหตุผลใหม่ มั่นใจได้มากกว่า  แต่ก็ต้องคอยเพาะปลูกศรัทธานั้นๆไว้ไม่ให้ถดถอย  ถือเป็นการใช้สมองส่วนหน้าเกี่ยวกับเหตุผลไปปรับเปลี่ยนโปรแกรมการทำงานของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส  ทำให้มีการตีความเรื่องราวที่กำลังเผชิญเสียใหม่  เพื่อที่จะหยุดความกลัว  วิธีนี้จะได้ผลดีกับความกลัวจากการเผชิญเหตุการณ์ซึ่งไม่คาดฝันในชีวิตที่ต้องการกำลังใจในการเผชิญปัญหา  เช่นการป่วยเป็นโรคมะเร็ง การตกงาน  การสูญเสียคนรัก  
2.        ให้ส่งใจไปเสียที่อื่น  อาจเป็นเพียงแค่หันเหความสนใจไปนึกคิดเรื่องอื่น เช่น จินตนาการภาพวิว ทิวทัศน์  ภูเขา ทะเล ที่มีความสุขสงบ หรือทำสมาธิจนจิตสงบนิ่ง  ไม่มีความคิดใดๆความกลัวจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้  หรือการทำสมาธิแผ่เมตตาซึ่งจะได้ผลมากในการลดความกลัวต่อสิ่งร้ายๆ    เมื่อระบบเบรกห้ามล้อทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคือการทำงานของสมองส่วนหน้านั่นเอง  นับเป็นขั้นการจัดการความกลัวที่สูงขึ้นมา   แต่ก็เป็นเพียงการข่มไว้ชั่วคราว  รากเหง้าความกลัวยังไม่ได้ถูกถอนออกมา  การฝึกแบบนี้จะได้ผลกับความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผล  เช่นโรคกลัวความสูง  กลัวที่มืด  กลัวที่แคบ 
3.        ตัดต้นเหตุของความกลัวนั้นๆเสีย  เพราะรากเหง้าของความกลัว  คือการยึดถือตัวตน  ยึดถือในความมีและ ความเป็น ฉัน  นั่นเอง  เมื่อมีการยึดถือจึงต้องพยายามปกป้องตัว ฉันไว้ให้รอดปลอดภัยจากอันตราย  อัตตานี้เป็นผลจากอวิชชาคือความไม่รู้  หลงไปว่าตัวตนมีอยู่จริง  จึงอาศัย อมิกดารา ซึ่งก็เป็นส่วนของสมองที่ขาดปัญญากำกับเช่นกันแต่มีความขยันมาก   มาเป็นยามคอยเฝ้าระวังสิ่งที่อาจมากระทบความมั่นคงปลอดภัยของตัวตนนี้ไว้  การจะตัดการยึดถือตัวตนให้ขาดไปนั้นก็คือการปฏิบัติธรรมจนมองเห็นความจริง  ซึ่งก็ขึ้นกับสติปัญญา บารมีของแต่ละท่านนะครับ  วิธีนี้สามารถแก้ไขปัญหาความกลัวได้อย่างครอบจักรวาล  แต่ในระดับปุถุชนอาจจะเริ่มจากการสร้าง ตัว ฉันที่ดี  เป็นคนดีมีศีลธรรม  หลีกเลี่ยงอบายมุข  ใช้ชีวิตไม่เบียดเบียนใคร  ก็จะไม่มีศัตรู  ลดความกลัวระแวงได้ระดับหนึ่ง  แต่ยังไม่ถึงกับขุดรากถอนโคนตัวตนออกไป  คงยังต้องกลัวสิ่งที่คุกคามต่อตัวตนอยู่ในใจลึกๆ
วันนี้หากยังมีใจว้าวุ่นวนเวียนกับความกลัวเรื่องหนึ่งเรื่องใด  ขอให้ลองนั่งเงียบๆ  มองลึกลงในใจ  ให้เห็นการทำงานของวงจรแห่งความกลัว  แล้วลองดูนะครับว่าหลักการข้างต้นทั้งสามข้อ  พอจะช่วยให้ท่านคลายจากความกลัวที่กำลังเผชิญอยู่ได้หรือไม่ครับ  แล้วท่านจะพบว่าคำสอนของท่านพุทธทาสนั้นยังคงเป็นจริงจวบจนถึงเวลานี้



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น