วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ก้าวข้ามความ(กลัว)ตาย ตอนหนทางแห่งรักที่ยิ่งใหญ่



       ...ครั้งหนึ่งมีคุณยายซึ่งชรามากแล้ว ดูได้จากใบหน้าเหี่ยวย่น ท่าทางการเดินอย่างเชื่องช้า หลังโค้งงอ  พอนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับผมที่ห้องตรวจจิตเวช  คุณยายท่านนี้มองผมด้วยรอยยิ้ม แล้วเอื้อมมือมาลูบเบาๆที่แขนผมที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างช้าๆ จากต้นแขนไล่ลงมาถึงปลายแขน  พร้อมกับพูดแบบรำพึงว่า รู้จักเจ็บ รู้จักป่วยมั้ยน๊ะ 

        โห!! คุณยายคงนึกว่าหมอเป็นเทวดา เป็นหมอแล้วคงไม่ต้องแก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายกระมังครับ   ผมเลยอมยิ้มและบอกกับคุณยายว่า " เป็นหมอก็ป่วย ก็ตายเป็นเหมือนกันครับ  และผมนึกอยากสารภาพกับคุณยายด้วยว่า ที่มาเป็นหมอนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะมีความรักตัวกลัวตายมากเลยนะครับ  ลึกๆในใจผมมีความต้องการที่จะเอาชนะความตายให้ได้  ทั้งความตายของตนเองและของบุคคลที่รัก
         จากที่ได้เรียนให้ทราบว่า ความตายกับความกลัวตาย เป็นคนละสิ่งกัน  แต่มีความเกี่ยวเนื่องกันครับ  ความตายเป็นสภาวะธรรมชาติ  อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์เช่นเดียวกับทุกสรรพสิ่งในจักรวาล  และไม่ว่าท่านจะเกิดมาบนโลกใบนี้หรือไม่ กฏของการเกิดและการตายก็ยังดำรงอยู่เสมอ  ความตายจึงไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชังกับใครคนใดคน  ทุกคนได้รับสิทธิ์นี้เท่าเทียมกัน   ไม่รู้ว่าเราควรจะดีใจไหมนี่ !!
       คราวนี้มาถึงคำถามที่ว่า จะก้าวข้ามความกลัวตายกันได้อย่างไร  ผมขอเรียนว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะทำได้ครับ คือมีอยู่ 2 แนวทาง  แนวทางแรกคือ หนทางแห่งปัญญา  ส่วนแนวทางที่สองคือ หนทางแห่งรักที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งก็คือ หลักคำสอนในศาสนาหลักของโลกปัจจุบันนั่นเอง
         ท่านเคยรู้สึกรักใครมากจนถึงขนาดที่ยอมตายแทนเขาได้ไหมครับ  ผมเชื่อว่าต้องมีแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็น ภรรยา สามีและลูกๆ  บางท่านก็อาจนึกถึงคุณพ่อคุณแม่ หรือนึกไปถึงประเทศชาติก็ได้ เพราะเรารักเขามาก  มากจนกระทั่งสามารถสละได้ทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง  
       ความรักนี้มีพลังอย่างใหญ่หลวงดังที่ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล  1 ยอห์น 4:18  ทรงตรัสว่า ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย    ซึ่งก็รวมไปถึงความกลัวตายด้วย

คำถามคือ ถ้าเราต้องการก้าวข้ามความกลัวตายด้วยหนทางแห่งรักที่ยิ่งใหญ่นั้น เราควรมีรักแบบไหนและรักอย่างไร ?
        ในบทประพันธ์ The Prophet ของ คาลิล ยิบราน  ซึ่งถูกแปลเป็นภาษาไทย ในชื่อ ปรัชญาชีวิต โดย ศ.ดร.ระวี ภาวิไล  ในเรื่องของความรัก ขอคัดมาบางตอนมีดังนี้

เมื่อความรักร้องเรียกเธอ จงตามมันไป แม้ว่าทางของมันนั้น จะขรุขระและชันเพียงไร
และเมื่อปีกของมันโอบรอบกายเธอ จงยอมทน
แม้ว่าหนามแหลมอันซ่อนอยู่ในปีกนั้นจะเสียดแทงเธอ

      หมายถึงเมื่อมีหน้าที่อย่างใดในชีวิตทั้งต่อครอบครัวและการงาน  ก็ให้ทำด้วยความเสียสละ   เพราะหน้าที่ถือเป็นโอกาสอันดีให้เราสามารถแสดงออกซึ่งความรักที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว  ยอมรับความทุกข์ยากลำบากในการอุทิศตนเพื่อผู้อื่น  แรกๆก็อาจยังเป็นเรื่องยาก เพราะจิตใจคอยจะคิดถึงตัวเองอยู่  แต่เมื่อฝึกฝืนใจที่เห็นแก่ตัวเป็นใจที่เห็นแก่ผู้อื่นมากขึ้นๆ    ความรักจะเปลี่ยนแปลงเราเองคือ ช่วยให้เราได้ลดละอัตตาตัวตนให้เบาบางลง   เริ่มจากลดการยึดติดความสุขสบายส่วนตัว  จนถึงการลดทิษฐิมานะ  ลดความถือตัวเองเป็นใหญ่ 
       
       เมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว แม่ชีเทเรซา (Mother Teresa) ได้สร้างบ้านพักสำหรับผู้ที่กำลังจะตายชื่อว่า บ้านแห่งหัวใจบริสุทธิ์ (Pure Heart Home) ที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย  ท่านได้นำพาผู้ป่วยโรคเรื้อนที่จนยิ่งกว่าจนคือไม่มีอะไรเหลืออีกแล้วในชีวิต  บางคนมีบาดแผลพุพองตามตัว มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มน่าเวทนา บางคนนอนหายใจรวยรินอยู่ริมถนนรอคอยความตายอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง  คนเหล่านี้ถูกทอดทิ้งและถูกปฏิเสธจากสังคม  แต่ในสายตาของแม่ชีเทเรซานั้น ทุกคนคือนางฟ้าและเทวดาน้อยๆ ท่านให้การดูแลคนเหล่านั้นอย่างไม่มีความรังเกียจใดเลย  ด้วยการเช็ดตัว ทำแผลให้  ป้อนน้ำและอาหารด้วยความรักความใส่ใจ  ผู้ป่วยบางคนยังคงมีรอยยิ้มสุดท้ายและได้กล่าวคำขอบคุณก่อนจะสิ้นลมหายใจในอ้อมกอดของท่าน 
        และเมื่อพลังของความรักบริสุทธิ์หลั่งไหลออกจากหัวใจนั้นมีทิศทางมุ่งสู่ผู้อื่น  เราจะพบกับปีติสุขที่ลึกซึ้งกว่าความสุขที่ให้แค่สุขสนุกกับตัวเอง  เกิดความเปลี่ยนแปลงธรรมชาติภายในจิตใจ  จนทำให้มุมมองทัศนคติและแนวทางการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป จากชีวิตที่อยู่เพื่อตัวตนเอง(self-based living)ไปสู่ธรรมชาติใหม่ที่มีชีวิตเพื่อรักและอุทิศตน(love-based living)  ผมขอใช้คำว่า อยู่เพื่อรัก  คือมีความรักเมตตา ความกรุณา ความอ่อนโยนทั้งในแววตา  คำพูดและการแสดงออกต่อผู้อื่น  บุคคลนั้นจะมีชีวิตที่ปราศจากพิษภัยและไม่มีความรุนแรงใดๆหลงเหลืออีก หนทางนี้จึงเป็นทางของนักบุญและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
 
   ในท้ายที่สุดบทประพันธ์ยังกล่าวไว้ว่า   
ความรักจะกระทำสิ่งทั้งหมดนี้แก่เธอ  เพื่อว่าเธอจะได้หยั่งรู้  ความลับของดวงใจเธอเอง 
และด้วยความรู้นั้น เธอจะได้เป็นส่วนหนึ่ง  
ของดวงใจแห่งชีวิตอมตะ
       เมื่อมาถึงจุดนี้  ความตายกลับกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับท่านเหล่านี้ไปเสียแล้ว  เพราะท่านได้เข้าถึงดวงใจแห่งชีวิตอมตะแล้ว  ซึ่งก็คือ
      " ความรักในหัวใจนั่นเองที่ทำให้ชีวิตเป็นชีวิตที่ไม่รู้ดับ  เป็นจิตวิญญาณที่ยังดำรงอยู่ในทั้งโลก จักรวาล และในหัวใจผู้คนตราบนานเท่านาน  เป็นพลังแห่งความการุณย์ที่ช่วยเกื้อหนุนชีวิตทั้งหลาย แม้ร่างกายของท่านจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม "


     If I love until it hurts, then there is no hurt, but only more love."
เมื่อฉันรักจนกระทั่งรู้สึกเจ็บ  ความเจ็บนั้นกลับหายไป  มีเพียงรักที่มากยิ่งกว่าเดิมอีก

                                                                          แม่ชีเทเรซา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น