วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ก้าวข้ามความ(กลัว)ตาย ตอน หนทางแห่งปัญญา



     เราต่างกำลังยืนต่อคิวเข้าแถวกันเดินเข้าหาความตายอยู่ทุกวัน  ต่างกันแค่ว่าบางคนอยู่หน้าก็ถึงก่อน บางคนอยู่หลังก็เดินตามต่อกันไป 

      ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ตอนยังเป็นเด็กซึ่งคุณครูจะให้เด็กเข้าแถวฉีดวัคซีนที่โรงเรียน  คุณครูจะยืนถือไม้เรียวคอยกำกับแถว  งานนี้รับรองไม่มีเด็กคนไหนหรอกครับที่อยากลัดคิวเพื่อนไปอยู่ข้างหน้า  มีแต่ที่จะหนีหลบไปต่อท้ายใหม่เวลาที่จวนจะถึงคราวของตัวเอง  สังเกตดูนะครับว่าเด็กคนที่ยิ่งกลัวการฉีดวัคซีน จะเป็นคนที่เจ็บปวดร้องโอดโอยจากการถูกฉีดมากที่สุด  ส่วนเด็กคนที่ยอมให้ฉีดเสียแต่โดยดี เจ็บแป๊บเดียวก็ไปวิ่งเล่นกับเพื่อนสนุกต่อได้แล้ว  เหมือนเรื่องความตายนะครับที่ยิ่งกลัวก็ยิ่งทุกข์
       ตอนนี้เราจะมาพูดถึงหนทางข้ามพ้นความกลัวตาย นั่นคือ หนทางแห่งปัญญา 

       ผมขอเรียนให้ได้รู้จักกับครูซึ่งผมรักและเคารพมาก คือท่าน ภควัน นิตยานันดา แห่งเมืองคเณชบุรี (Bhagavan Nityananda of Ganeshpuri)   เป็นนักบุญองค์สำคัญของอินเดียในช่วงศตวรรษที่20 ท่านนิตยานันดาจะพูดน้อยมาก  นุ่งผ้าเตี่ยวสีขาวคาดเอวเพียงผืนเดียวตามปกติเป็นประจำ ท่านไม่เคยมีสมบัติอื่นใดติดตัวเลย  ทุกขณะของการดำรงอยู่ด้วยความรู้แจ้งและความรักเป็นเครื่องยืนยันในสิ่งที่ท่านสอนเสมอ  และคำพูดของท่านนั้นเป็นคำสอนที่สามารถนำพาผู้คนเข้าสู่สัจจะได้อย่างมีพลัง  ผู้คนชาวอินเดียจากทุกทิศทางหลั่งไหลมามากมายเพื่อขอพร (Blessing) จากท่าน
       ในคัมภีร์ จิตอากาศคีตา(Chidakash Gita) ซึ่งเป็นคำสอนเดียวของท่าน ได้กล่าวถึงธรรมชาติที่แท้ของตัวเรา  คือ จิตหมายถึง ผู้รู้  ซึ่งมีสภาพเปรียบประดุจดั่งท้องฟ้าและอากาศคือเป็นความว่างที่สมบูรณ์!! และเป็นอมตะ  สิ่งนี้คืออะไรนะ  และถ้าเราเข้าถึงความจริงนี้ในตัวเราได้ ความตายของร่างกายคงหมดความน่ากลัวไปในทันที

       เรามาทำการทดลองกันเล่นสักอย่างหนึ่ง  โดยให้กำมือหลวมๆยกเว้นนิ้วชี้  ใช้นิ้วชี้ให้ชี้ไปยังสิ่งต่างๆรอบตัว  เช่น เราอาจจะเริ่มต้นชี้ที่โต๊ะเบื้องหน้า  ชี้ที่สมุด  ชี้ที่ปากกา หรือชี้ไปที่โทรทัศน์และสิ่งของในห้อง  ทุกครั้งที่ชี้ไป สามารถบอกได้ไหมว่า  อะไรคือสิ่งที่กำลังถูกท่านชี้อยู่  คราวนี้ให้หันมือที่ชี้นั้นเข้าหาตัวเองที่ระดับสายตา  ท่านตอบได้ไหมครับว่า อะไรคือสิ่งที่กำลังถูกชี้   สิ่งนั้นไม่ใช่ดวงตา  ไม่ใช่จมูก  ไม่ใช่ใบหน้า  แต่เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง  ไม่มีตัวตน และไม่สามารถระบุรูปร่างได้    บางคนอาจจะถึงกับตกใจที่ได้พบกับสิ่งที่กำลังถูกชี้อยู่นี้  ผมขอเรียกสิ่งนี้ว่า ผู้รู้ นะครับ
       เรามาทดลองกันต่อ ด้วยการคงตำแหน่งนิ้วที่กำลังชี้เข้าหาใบหน้าระดับสายตาไว้  ยืนนิ่งให้มั่นคงบนพื้นห้องที่ราบเรียบ  แล้วค่อยๆหมุนตัวไปทิศทางใดทางหนึ่งก็ได้  จะสังเกตว่าขณะที่นิ้วกำลังชี้เข้าหาตัวเองอยู่นั้น  สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวกำลังหมุนเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา  อาจจะเห็นผนังห้องเบื้องหน้าที่มีรูปภาพแขวนไว้เคลื่อนตัวผ่านไป  นาฬิกาติดผนังเคลื่อนผ่านไป  ปลั๊กไฟ  เสาบ้าน  โซฟาและตู้หนังสือล้วนเคลื่อนผ่านท่านไปหมด  แต่มีสิ่งหนึ่งที่นิ่งอยู่  ไม่หมุนตาม  นั่นคือ ผู้รู้ นั่นเอง เป็นเหมือนผู้เฝ้าสังเกตุการณ์สิ่งต่างๆและขณะเดียวกันก็เป็นอิสระจากทุกสิ่ง 
       ผู้รู้คือตัวท่านที่แท้จริงนี้  สวมบทบาทหลายอย่างในชีวิต  บางเวลาสวมบทบาทเป็น พ่อแม่  ภรรยาหรือสามี   เป็นเพื่อน  เป็นพี่ ลุงป้าน้าอา  และตอนนี้ก็กำลังสวมบทบาทเป็นผู้กำลังอ่านอยู่  ไม่ว่าบทบาทจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร  ตัวท่านที่เป็นผู้รู้  ก็ยังเป็นคนเดิมอยู่เบื้องหลังบทบาทเหล่านั้นทั้งหมด 
       จากความรู้ตัวของผู้รู้ที่แจ่มชัดและว่างดุจดั่งท้องฟ้าและอากาศนี้  ขอให้ลองกลับมาพิจารณาดูที่ร่างกายของเรา  ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงมากมายอยู่ตลอดเวลา  บางครั้งสบายดี  บางครั้งเจ็บป่วย  ก่อนนี้ร่างกายยังเป็นเด็กเล็กๆ  ตอนนี้เติบโตขึ้นและกำลังเสื่อมลงไป  ไม่ว่าร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใดก็ตาม  แต่ตัวเราผู้รู้นั้นยังคงเดิม  ไม่ใช่ร่างกายที่ปกคลุมเราอยู่  และยิ่งไปกว่านั้นเราก็ไม่ใช่อารมณ์ที่ผ่านมาและผ่านไป  อารมณ์สุขทุกข์เกิดขึ้นมากมายบางครั้งผ่อนคลาย  บางครั้งตึงเครียด  สนุกบ้าง  เบื่อบ้าง  แต่เราที่เป็นผู้รู้ก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม
        คราวนี้เราจะเริ่มรู้เช่นกันแล้วว่า  เราก็ไม่ใช่ความนึกคิด  เพราะความนึกคิดมากมายเกิดขึ้น  บางครั้งคิดเรื่องราวในอดีต  บางครั้งนึกคิดเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต  แต่พอตั้งสติกลับมาอยู่ในปัจจุบัน  ความคิดนึกเหล่านั้นก็หายไป  ผู้รู้ก็ยังคงอยู่  ที่นี่  เวลานี้   และประสบการณ์ผู้รู้ที่ว่างจากความนึกคิดนั่นเองที่เป็นธรรมชาติเดิมของจิตใจหรือจะเรียกว่าจิตเดิมแท้ก็ได้ 
ท่านนิตยานันดา เปรียบเทียบว่าเหมือนกับเรามองภาพของท้องฟ้าซึ่งสะท้อนอยู่ในน้ำที่บรรจุอยู่ในหม้อดิน   เมื่อฝึกการมองกลับเข้าสู่ด้านในของชีวิตตัวเราเอง  เราก็จะสามารถมองเห็นจิตที่มีสภาวะของความว่างดุจท้องฟ้าและอากาศ นั้นได้  และนี่คือหนทางแห่งปัญญาที่จะนำให้ท่านพบกับความจริงแท้ในตนเองและก้าวข้ามความกลัวตายได้ !!
  
       วันนั้นเป็นวันกูรูปูรนีมา(Guru Purnima) เป็นวันเพ็ญที่ผู้เลื่อมใสจะทำการบูชาครูอาจารย์ของตน  ผู้คนมากมายต่างนำดอกไม้หลากสี  พร้อมทั้งเครื่องหอมและกำยานมาสักการะบูชาท่านนิตยานันดา  ขณะที่ท่านเองจะนั่งบนตั่ง  และมองมายังเหล่าศิษย์ทั้งหลายด้วยความรักและเมตตา ทุกขณะที่ท่านกวาดตามองผ่านไปมาโดยที่ไม่ต้องเปล่งวาจาใดๆเลยนั้น  ผู้คนจำนวนมากต่างสัมผัสได้ถึงพลังกระแสแห่งเมตตาที่บริสุทธิ์ ฉายออกมาจากแววตาและรอยยิ้มของท่าน  หลังจากนั้นท่านก็ได้เปลี่ยนท่านั่งมาเป็นการนั่งสมาธิ หลับตา  นิ่งสงบอยู่นานจนเข้าสู่สภาวะ มหาสมาธิ  และจากโลกนี้ไปโดยไม่มีอาการทุกข์ทรมานใดๆให้เห็นเลย


สิ่งที่เรียกว่า ความกลัวนั้น เป็นเพียงผลผลิตของจิตใจ 
          จงมองด้วยตาที่อยู่ข้างใน  ความกลัวหาได้มีอยู่จริงไม่

                              ภควัน นิตยานันดา แห่งเมืองคเณชบุรี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น