วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ก้าวข้ามความ(กลัว)ตาย ตอนแรก


       ไม่น่าเชื่อว่าตัวอักษรเพียงสามตัวคือ ตอเต่า  สระอา และยอยักษ์ เมื่อมารวมกันจะกลายเป็นคำที่ทำให้คนเราเกิดอาการหวาดผวาได้มากที่สุด  ขนาดที่ว่าเรายอมทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเพื่อจะหลีกเลี่ยงต่อความตาย  แต่ไม่ว่าจะกลัวมากเพียงใดก็ตาม ความตายก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้อยู่ดี  ถือได้ว่าเราท่านต่างมีความเท่าเทียมกันในเรื่องนี้ก็ว่าได้ 


       สมัยตอนเด็กๆ  ผมมีความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นความรู้สึกกลัวว่าพ่อแม่จะตายจากเราไป  ผมถึงกับนั่งที่บันไดบ้านคนเดียว แอบร้องไห้อยู่ตั้งนาน  ไม่กล้าเล่าความรู้สึกนี้ให้ใครฟัง  ได้แต่พยายามคิดปลอบใจตัวเองว่าพ่อแม่แข็งแรงดี  ท่านจะอยู่กับเราไปอีกนาน  แต่อย่างไรก็ตามความกลัวนี้ยังคงฝังลึกๆอยู่ในใจผมมาตลอด  
       จนเมื่อน้องน้ำหวานลูกสาวคนโตเอ่ยถามผมในวันหนึ่งว่า   หวานกลัวพ่อตาย  พ่อจะตายจากหวานหรือเปล่า   ผมอึ้งกับคำถามนี้ไปเลย  เหมือนมีกลุ่มก้อนของความรู้สึกหนึ่งอัดแน่นเต็มอยู่ในอก  ลูกสาวผมกำลังรู้สึกอย่างที่ผมก็เคยรู้สึกกับพ่อแม่ในวัยเด็ก!!  ถ้าเป็นท่านจะให้คำตอบกับลูกอย่างไรครับ 

     ความตายกับความกลัวตาย เป็นคนละเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันนะครับ  ความกลัวตัวเองจะตาย กลัวคนที่รักจะตายเป็นรากเหง้าของความกลัวทั้งหลายในใจคนเรานั่นเอง  ไม่ว่าจะเป็นความกลัวผี  กลัวความมืด ก็เป็นสัญญลักษณ์ของความกลัวตายทั้งสิ้น ถึงขนาดที่เคยมีผู้ป่วยโรคกลัวความสูงคนหนึ่งรักษามานานหลายปีก็ยังไม่หาย  กลับมาบอกกับจิตแพทย์ว่า ตอนนี้อาการโรคกลัวความสูงของผมหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว  ตั้งแต่ผมไปตรวจเลือดแล้วเจอว่าเป็นโรคเอดส์ !!”  หมายถึงว่าตอนนี้กลัวความตายมากจนเลิกกลัวความสูงไปเลย

        เอสิซาเบธ คูเบลอร์ รอสส์(Elisabeth Kübler-Ross)  เป็นจิตแพทย์ผู้มีชื่อเสียงจากที่ได้ทำงานดูแลและเฝ้าสังเกตผู้ที่ใกล้ตาย  จากการสอบถามผู้ใกล้ตายจำนวนมาก  ท่านพบว่ากว่าที่คนเราจะยอมรับและเลิกกลัวความตายได้จริงๆไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ และจะมีการแสดงออกแตกต่างได้หลายแบบ  ซึ่งในบางคนก็จะเป็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน  หรือเป็นแบบข้ามขั้นกลับไปกลับมาก็ได้  ลักษณะปฏิกริยาทางอารมณ์ที่เป็นขั้นตอน มีดังนี้ครับ
1.  การปฏิเสธ(Denial)  เกิดขึ้นในช่วงแรกที่บุคคลนั้นได้รับรู้ข่าวร้ายเรื่องความตาย  เช่น ทราบว่าเป็นมะเร็ง  หรือไตวายระยะสุดท้าย   ความรู้สึกแรกเลยคือ ไม่จริง  ไม่เชื่อ  เกิดความคิดว่าสิ่งนี้แม้จะเกิดขึ้นได้แต่ก็ไม่ใช่สำหรับตนเอง  การปฏิเสธนี้โดยทั่วไปจะเป็นอยู่ไม่นาน  เพราะความเจ็บป่วยที่ประสบอยู่ ทำให้จำต้องเชื่อ
2.  ความโกรธ (Anger)  เป็นความคิดที่ว่า  ทำไมต้องเป็นฉัน  มันช่างไม่ยุติธรรมเลย  เป็นเพราะใครที่ทำให้เป็นแบบนี้  อารมณ์โกรธจึงมาพร้อมกับการกล่าวโทษว่า  เป็นความผิดของคนนั้นคนนี้ เป็นการตำหนิบุคคลรอบข้างที่ทำหรือไม่กระทำบางอย่าง  หรือแม้แต่ตำหนิแพทย์ที่ดูแล
3.  การต่อรอง (Bargaining) พยายามที่จะกระทำบางสิ่งที่จะช่วยยืดเวลาชีวิต  เช่น  ขออ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย  การบนบานศาลกล่าว เช่น  ฉันจะกินเจตลอดชีวิต  ขอให้ฉันได้อยู่จนกว่าลูกจะเรียนจบ  ในช่วงนี้บางคนก็จะไปเสาะแสวงการรักษาทางเลือกอื่นๆที่เชื่อว่าจะช่วยให้หายจากโรคได้  แม้ว่าการรักษาเหล่านั้นจะเป็นเรื่องความเชื่องมงายหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายก็ตามที   
4.  ภาวะซึมเศร้า (Depression)  เมื่อไม่พบวิธีการอันจะช่วยให้หายหรือดีขึ้นแล้ว  สภาพจิตใจแบบสิ้นหวังและท้อแท้ก็จะเกิดขึ้นต่อมา  เกิดเป็นภาวะซึมเศร้า ร้องไห้เสียใจ ไม่อยากพูดคุย ไม่อยากพบหน้าใคร  เบื่อข้าวปลาอาหาร ไม่รู้ว่าจะทนอยู่ต่อไปให้ทรมานทำไม คิดตำหนิตนเองวนเวียนในใจ  ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีความคิดฆ่าตัวตายได้ในระยะนี้   แต่อารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ถือว่าเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้กำลังจะตายได้ปล่อยวางจากความยึดติดในความรักความผูกพันกับคนรักและสิ่งต่างๆในชีวิต  ความเศร้าใจที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นอารมณ์ปกติ  คือควรยอมรับและอนุญาตให้ใจรู้สึกเศร้า  จะเรียกว่าเป็นความเศร้าที่จำเป็นก็ว่าได้  เพื่อจะช่วยให้ผู้นั้นสามารถก้าวผ่านช่วงระยะนี้
5. การยอมรับ (Acceptance)  เป็นอารมณ์ในระยะสุดท้ายเมื่อผู้นั้นยอมรับความจริงของชีวิตได้ว่า ตนเองกำลังเผชิญความตาย  ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนใดใดเพื่อหลีกหนีความตายอีกแล้ว  ชีวิตกำลังเดินทางมาสู่บทสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ชีวิตนี้สมบูรณ์  คือมีเกิดก็ต้องมีตายเป็นธรรมดา  ทุกสิ่งที่ได้มาในชีวิตกำลังจะส่งคืนกลับสู่ธรรมชาติทั้งหมด   บัดนี้พร้อมแล้วที่จะตาย  เมื่อจิตใจบรรลุถึงการยอมรับได้อย่างแท้จริงแล้ว  บุคคลนั้นจะรู้สึกถึงความสงบสุข  ไม่ว้าวุ่นใจกับอะไรอีก  บางคนอยากอยู่ลำพังในห้องที่สงบเงียบ  สวดมนต์ทำสมาธิ  ลูกหลานจึงไม่จำเป็นต้องมาร้องไห้คร่ำครวญ   เพราะเป็นการรบกวนผู้ที่กำลังจะจากไปเสียมากกว่า  แต่หลายคนก็ไม่สามารถบรรลุถึงการยอมรับนี้  ต้องตายจากโลกไปพร้อมความหวาดกลัว 

       จึงเห็นว่ากว่าที่จะทำใจกับเรื่องความตายจริงๆนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  ผมจึงไม่คาดหวังให้ลูกสาวทำใจยอมรับเรื่องความตายให้ได้ตอนนี้  ผมตอบคำถามลูกด้วยการโอบกอดเขาเข้ามาด้วยความรัก  ลูบที่ศีรษะของเธอ แล้วพูดกับลูกว่า  ใช่จ๊ะ ตอนเด็กๆพ่อก็เคยกลัวว่า คุณปู่ คุณย่า จะตายเหมือนกัน  สักวันหนึ่งร่างกายนี้ของพ่อจะต้องตายจากลูกเป็นธรรมดา    แต่ตอนนี้พ่ออยากให้น้ำหวานหลับตา   ลองนึกภาพพ่อที่กำลังยิ้มให้ลูกสิจ๊ะ  ลูกเห็นภาพพ่อยิ้มอย่างชัดเจนใช่ไหม ในรอยยิ้มนั้นมีความรักของพ่อ ซึ่งจะอยู่กับลูกตลอดไป  
        ตอนนี้คงได้เพียงแค่เกริ่นนำแบบอุ่นเครื่องเรื่องความตายกันก่อน  แล้วตอนหน้าเรามาก้าวข้ามความ(กลัว)ตายด้วยกันนะครับ


ความตายคือจุดที่เราได้มาเผชิญหน้ากับตัวเองในที่สุด

โซเกียล  รินโปเช ใน ประตูสู่สภาวะใหม่ : พระไพศาล วิสาโล แปล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น