วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หยุดคิดติดลบ



        มีคำสอนของหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงอยู่เรื่องหนึ่ง   ที่สอนไว้แบบเปรียบเปรยว่า  สมมติคุณเลี้ยงสุนัขไว้สองตัว  ตัวหนึ่งนั้นดุร้ายมาก มีเขี้ยวแหลมคม  รูปร่างกำยำแข็งแรง มันจะเห่าและกัดได้แม้กระทั่งเจ้าของ  ส่วนสุนัขอีกตัวหนึ่งเป็นลูกสุนัขเล็กๆ  น่ารัก  เป็นมิตร  ชอบกระดิกหางและขี้เล่น  แถมยังชอบประจบเจ้าของเสียด้วย  คุณจะทำอย่างไรจึงจะปราบความก้าวร้าวของเจ้าสุนัขตัวแรกและฟูมฟักสุนัขตัวที่สองให้เติบใหญ่มีพลัง  ท่านผู้อ่านลองช่วยตอบดู  เดี๋ยวผมจะเฉลยตอนท้ายนะครับ 


ผู้ป่วยหญิงโรคซึมเศร้าเรื้อรังท่านหนึ่ง  มาพบบผมที่คลินิกจิตเวชต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว  อาการของเธอนั้นดีขึ้นบ้าง  แต่มักจะยังมีความคิดติดลบวนๆเวียนๆอยู่ในสมองของเธอ  ซึ่งก็จะเป็นในเรื่องของลูกสาวที่ป่วยเป็นโรคจิต  เวลาอาการกำเริบจะอาละวาดและส่งเสียงด่าว่าคนในบ้านเสียงดังเป็นที่อับอาย ทำให้เธอรู้สึกเสียใจที่เลี้ยงลูกไม่ได้ดี ยังมีสามีป่วยเป็นอัมพาตและโรคหัวใจ  ที่เธอต้องช่วยเหลือดูแลอาบน้ำป้อนข้าวทุกวัน  เธอรู้สึกว่า ชีวิตไม่เคยมีความสุขเลย  มีแต่ทุกข์และทุกข์  ทุกข์ตั้งแต่เช้าจรดเย็น  หลายครั้งที่คิดอยากให้หลับไปเลยไม่ต้องตื่นมารับรู้ความทุกข์อะไรอีก  แต่ถ้าจะให้ฆ่าตัวตายก็ยังไม่กล้า  กลัวเจ็บกลัวพิการ และก็กลัวทรมาน 
ครั้งหนึ่งผู้ป่วยท่านนี้ อยู่ๆก็ถามผมว่า ฉันขอถามหมอเรื่องหนึ่งได้ไหม  ถามแล้วหมออย่าโกรธนะ  คืออยากถามว่า  ที่หมอมารักษาอย่างนี้ได้หนะ  หมอเรียนมาหรือว่าหมอเคยเป็นมาก่อน ? ”  โอ้โห  คำถามนี้เล่นเอาผมอมยิ้มเลย  เป็นคำพูดแบบซื่อๆที่ตรงไปตรงมา  แต่มันทิ่มเข้ามาที่กลางใจเลยครับ เป็นคำถามประเภทที่ว่าคนตอบตั้งหลักแทบไม่ทัน  แต่เมื่อฟังดูแล้วจะพบว่าเป็นการถามที่ถามอย่างจริงใจไม่เสแสร้ง  เป็นเพราะเธออยากรู้จริงๆ   ผมจึงตอบเธอกลับไปทันควันเลยว่า  ก็ทั้งสองอย่างเลยครับ    และผมจึงถามเธอกลับบ้างว่า  ทำไมถึงถามหมอเช่นนั้นครับ  ผู้ป่วยก็ตอบว่า  เพราะเหมือนหมอรู้หมดเลยว่าฉันชอบคิดติดลบ  ชอบมองโลกในแง่ร้าย ชอบตำหนิโทษตัวเอง  กลัวกังวลจนเศร้าและไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้ว  เหมือนหมอมานั่งอยู่ในใจฉัน !! ”
เมื่อผมกลับมานึกทบทวนสิ่งที่ผมพูดไป  ผมคิดว่าเป็นคำตอบที่พอใช้ได้ทีเดียว  เพราะการที่ผมยอมรับว่าตัวเองก็เคยทุกข์ เคยเศร้าและท้อแท้มาก่อนนั้นเป็นเรื่องจริงที่สุด  และจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คนที่ย่ำแย่และป่วยอยู่คนเดียว  ในความเป็นปุถุชน  ผมก็มีความคิดติดลบจนใจเป็นทุกข์ เคยผิดพลาด  เคยทำอะไรไม่ได้เรื่องจนล้มเหลวเช่นกัน  สิ่งนี้ช่วยให้เราเข้าใจความทุกข์ของคนอื่นจริงๆ  แต่ประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า  ผมออกจากความทุกข์นั้นได้อย่างไร  สิ่งที่ผมเรียนรู้มาในชีวิตจะนำมาช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้อื่นได้อย่างไร ?
จำได้ว่าครั้งหนึ่งสมัยที่เป็นนักศึกษาแพทย์  อาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งได้บอกกับนักเรียนทั้งห้องว่า  ผมจะให้เวลาคุณทุกคนหนึ่งนาที  ให้คิดอะไรก็ได้  ยกเว้นไว้อย่างเดียวคือห้ามคิดถึงภาพวัวสีแดง   ตอนนั้นผมใช้ความตั้งใจอย่างมากที่คิดในเรื่องต่างๆ  ยกเว้นไม่คิดถึงวัวสีแดง  ผมคิดไปถึง ชื่อเพื่อนๆในชั้นเรียน  อาหารการกิน  สถานที่ท่องเที่ยวและอื่นๆสัพเพเหระ  โดยบอกกับตัวเองตลอดเวลาว่าผมจะไม่คิดถึงภาพวัวสีแดง  แต่ผมก็ต้องยอมรับกับตัวเองในที่สุดว่า  ผมทำไม่ได้เลยแม้สักนาทีเดียว  นั้นคือ  ขณะที่ผมพยายามไม่คิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นนั่นเองที่กำลังวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของผม
คำตอบอยู่ตรงนี้นี่เอง  เพราะในท่ามกลางจิตใจที่เป็นทุกข์นั้น  เรามีความคิดติดลบเป็นเหมือนเครื่องปั่นไฟ  ปั่นอารมณ์เราให้ทุกข์ซ้ำซาก  แล้วเราก็เชื่อตามความคิดติดลบนั้นไป  โดยไม่ทันได้เอะใจนึกเลยว่า  การคิดติดลบนั้น  เกิดจากการมองอะไรเพียงด้านเดียว  หรือการมีอคติติดลบกับเรื่องนั้นๆหรือคนนั้นๆอยู่ก่อน   แต่เจ้าความคิดติดลบนี้  มันเหมือนกาวดักหนู ที่ยิ่งดิ้นยิ่งหนีก็ยิ่งติด   เพราะเมื่อรู้ว่าเราชอบคิดติดลบ  เราก็จะบอกตัวเองว่าฉันจะไม่คิดแบบนี้อีก  แต่พอเผลอความคิดติดลบกลับมาอีก  เราไม่อยากคิด  จึงพยายามห้ามตัวเองไม่ให้คิด เท่ากับว่าเรายังวนเวียนคิดถึงแต่ความคิดด้านลบนั้นอยู่ดี  หนักเข้าก็จะยิ่งรู้สึกตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดีที่ชอบคิดติดลบ  กลายเป็นการตำหนิตนเอง  ซึ่งก็คือความคิดติดลบที่มากขึ้นกว่าเดิมอีก
ผมจึงชวนผู้ป่วยท่านนี้  ให้ลองมองหาข้อดี  สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่ละวัน  ซึ่งจะพบอย่างแน่นอนว่า  เรื่องราวที่ดูว่าแย่ที่สุดนั้น  มีด้านบวกแฝงไว้เสมอเช่นกัน  เช่น  ตั้งแต่สามีเป็นโรคหัวใจ  เขาก็เลิกสูบบุหรี่ เลิกเหล้า  อยู่บ้านไม่ออกไปเที่ยวเล่นให้เธอต้องกังวลเหมือนก่อน  รักลูกเมียมากขึ้น  ลูกสาวที่เป็นโรคจิตก็เป็นลูกคนเดียวที่ได้อยู่เป็นเพื่อนแม่  ช่วยแม่ดูแลพ่อที่ป่วยและช่วยทำงานบ้าน  ขณะที่ลูกคนอื่นๆต่างมีครอบครัวออกเรือนไปหมดแล้ว  ตอนเย็นลูกคนนี้ยังได้เป็นเพื่อนเธอไปเต้นแอโรบิคทุกวัน
ถึงตอนนี้   ผมขอเฉลยคำถามของหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง  ที่ถามไว้ในตอนต้นคือ ทำได้โดยการที่เราหยุดให้อาหารเจ้าสุนัขตัวที่ดุร้าย  แต่จะให้อาหารสุนัขตัวที่น่ารักเป็นมิตรให้มากๆแทน  เมื่อสุนัขดุร้ายไม่ได้รับอาหาร  ความดุร้ายก้าวร้าวก็จะค่อยๆหมดกำลัง  แคระแกรนไม่สามารถเติบโตต่อไปได้อีก  เปรียบเหมือนการที่เรามีความคิดติดลบในใจ  เราไม่ต้องให้ความสนใจ  ไม่ต้องไปพยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลงความคิด  ไม่ต่อสู้กับความคิดที่ติดลบ  เพราะเท่ากับเรากลับไปเติมพลังด้านลบให้มากขึ้น  แต่ให้เราคิดแง่บวกมากๆ  ได้แก่  การมองคนในแง่ดีทั้งมองตนเองและผู้อื่น  มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าต้องมีแง่บวกที่เราอาจมองข้ามไป  คิดชื่นชมในความดีของผู้อื่น  มองหาข้อดีของเขาให้มากๆ  กล่าวชื่นชมคนให้เป็น  ฝึกการขอบคุณในสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับเรา  วิธีเพิ่มความคิดด้านบวกนี้เองที่จะก่อให้เกิดพลังการเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดีขึ้น  และจะเป็นพลังสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีให้กับท่านได้อย่างแน่นอน


-               ความคิดติดลบ เกิดจากการมองอะไรเพียงด้านเดียว  หรือการมีอคติติดลบกับเรื่องนั้นๆอยู่ก่อน  
-               ยิ่งพยายามไม่คิด  หรือสู้กับความคิดติดลบ  จิตใจจะยิ่งวนเวียนติดลบมากขึ้น
-               ฝึกคิดบวก  มองคนและเหตุกาณ์ในแง่ดี  ชื่นชมคนและขอบคุณผู้อื่นเสมอๆ  จะเป็นพลังเชิงบวกที่สร้างสรรค์ชีวิต


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น