วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

แด่..จิตตื่นรู้

แด่..จิตตื่นรู้


สิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ในใจผมมาตั้งแต่เด็ก คือความปรารถนาแรงกล้าที่จะทำความเข้าใจแจ้งใน “ชีวิต” นี้ให้ได้ 
ครูผู้รู้แจ้งท่านหนึ่ง  ได้มาบรรยายเกี่ยวกับเรื่อง “ชีวิต”  ในวันนั้นมีผู้สนใจมาเข้าฟังจนเต็มห้องประชุมใหญ่จนออกมาข้างนอกเลย   ครูท่านนี้เริ่มการบรรยายด้วยการถามผู้เข้าฟังว่า   “ท่านทั้งหลายมีความรู้ความเข้าใจเรื่องชีวิตกันหรือไม่ ”   ทุกคนในนั้นต่างตอบกันอย่างพร้อมเพรียงว่า “ ยังไม่รู้” “ ยังไม่เข้าใจ”


“ เรื่องชีวิตเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และมีความสำคัญมาก  แต่พวกท่านกลับไม่รู้อะไรเลย  มันจึงป่วยการที่เราจะต้องพูดอะไรอีก “  ครูกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด  ว่าแล้วก็เดินออกจากห้องประชุมไป  คนในห้องประชุมต่างไปขอร้องให้ครูกลับมาบรรยายอีกครั้ง และท่านก็ได้ถามเช่นเดิมว่า “ท่านทั้งหลายมีความรู้ความเข้าใจเรื่อง ชีวิต หรือไม่ ”  
คราวนี้ทุกคนในที่ประชุมต่างต้องการตอบเพื่อเป็นการเอาใจครู จึงพร้อมใจกันตอบว่า “ เข้าใจแล้วๆ”  เมื่อได้ยินดังนั้นครูจึงยิ้มและกล่าวว่า  “ ในเมื่อพวกท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องชีวิตเป็นอย่างดีแล้ว  เราก็คงไม่ต้องพูดอะไรอีก”  แล้วท่านก็เดินออกจากห้องประชุมไปเป็นครั้งที่สอง
ผู้เข้าประชุมในห้องต่างรู้สึกงงงันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี  มีคนหนึ่งเสนอความคิดว่า หากครูกลับเข้ามาแล้วถามคำถามเดิมอีก  พวกเราทั้งหมดจะแบ่งกันออกเป็นสองฟากๆละครึ่งหนึ่ง  ให้ฟากหนึ่งตอบว่า “รู้แล้ว”  และอีกฟากตรงข้ามให้ตอบว่า “ไม่รู้ ”
          เหตุการณ์ก็เป็นดังที่คาดการณ์ไว้คือครูถามด้วยคำถามเช่นเดิม  และทางผู้เข้าประชุมอย่างละครึ่งหนึ่งก็ตอบว่า “รู้แล้วๆ”  “ ไม่รู้ๆ”  ครูพูดกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า “ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ขอให้ครึ่งที่บอกว่า รู้แล้ว  ช่วยอธิบายให้กับครึ่งที่ยังไม่รู้ด้วย เราก็ไม่มีอะไรต้องบอกแก่พวกท่านอีก” และเดินจากไปอีกเป็นครั้งที่สาม  
ท่านผู้อ่านคิดว่าคนในห้องประชุมควรจะทำเช่นไรดี  จึงจะได้ฟังคำบรรยายของครูผู้รู้แจ้งท่านนี้
เมื่อเชิญท่านกลับมาในครั้งที่สี่  คราวนี้ครูก็ถามอีกครั้งด้วยคำถามเดิม ปรากฎว่าทั้งห้องประชุมต่างเงียบสนิท ไม่มีเสียงตอบจากผู้ใดอีกเลย มีเพียงบรรยากาศของความเงียบที่แผ่ปกคลุมไปทั่ว    ถึงตอนนี้ครูยิ้มออกมาอย่างเบิกบานด้วยประกายตาแจ่มใสและกล่าวว่า “ ดีมากๆ  ณ บัดนี้ จิตใจของท่านทั้งหลายเป็นอิสระจากความคิดว่าตนเองรู้หรือไม่รู้แล้ว  จิตใจเยี่ยงนี้จึงเป็นจิตที่เหมาะในการเรียนรู้เรื่อง ชีวิต !!”  
จากเรื่องราวทั้งหมดที่ผมเล่ามาก็เพื่อจะเรียนว่าการเข้าใจแจ้งในชีวิตนั้น ไม่ต้องมีคำตอบสำเร็จรูป  และชีวิตไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว  แต่ในทางตรงข้าม ชีวิตเต็มไปด้วยความเป็นไปได้  และไม่อยู่ในอำนาจหรือต้องเป็นไปตามความปรารถนาของใคร   ความทุกข์สองประการในใจคนเราจึงเกิดขึ้นเมื่อ “ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการได้” และ “ ได้ในสิ่งที่ไม่ต้องการจะได้” ใช่ไหมครับ เช่น  เราไม่ได้ความร่ำรวยมั่งคั่งอย่างที่ต้องการ  หรือได้ความเจ็บป่วยทั้งๆที่ไม่ต้องการเลย!!
การที่คนเรามักจะมีข้อสรุปกับเรื่องราวต่างๆไว้ล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ก่อความทุกข์ใจโดยเราไม่รู้ตัวได้บ่อยมาก  เช่น  ข้อสรุปที่ว่า  “ถ้ามาทำงานแต่เช้า และขยันไม่อู้งาน เราจะต้องได้ขึ้นเงินเดือนสองขั้น”  “ เพื่อนที่เอาเราไปพูดลับหลังเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกคบไม่ได้” อย่างนี้เป็นต้น  ซึ่งมักเป็นข้อสรุปที่มีความเอนเอียงเข้าข้างตนเองและมีอคติต่อผู้อื่น เป็นข้อสรุปแบบยึดติดคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าสิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา  กรอบความคิดและข้อสรุปนี้เองที่ขวางกั้นเราจากการรู้และเข้าใจชีวิต  ที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตจำกัด 
มาขยายมุมมองต่อชีวิตให้กว้างกว่าเดิมกันดีไหมครับ  การเปลี่ยนมุมมองนี้จะเป็นการเปลี่ยนโลกทัศน์จากมุมมองภายในของท่านเอง  ไม่ใช่การเรียนรู้จดจำจากหนังสือตำราใดๆ  และไม่ต้องไปหาที่ไหน เพราะสิ่งนั้นอยู่ภายในตัวเราเอง  พร้อมหรือยังครับ  ถ้าพร้อมแล้วเชิญทางนี้เลย
เริ่มต้นด้วยการหาสถานที่เงียบสงัด  ไม่มีสิ่งรบกวน  สวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมๆและนั่งหลับตาในท่าที่รู้สึกสบาย ขอให้ท่านทั้งหลายได้ปล่อยวางภาระเรื่องราวต่างๆชั่วคราว วางอดีตและอนาคตทุกอย่างลง กลับเข้าสู่โลกภายในของตนเอง  สิ่งที่รู้ชัดเบื้องหน้าในขณะนี้จะมีเพียงลมหายใจเข้า-ออกเท่านั้น  ให้วางใจรับรู้การดำรงอยู่ของลมหายใจเข้าออกโดยไม่มีการเพ่งใดๆ  มีสติกับปัจจุบัน คือแต่ละขณะๆนั้น ให้มีความรู้สึกของลมหายใจไหลผ่านเข้ามาเป็นระลอก สู่การรับรู้ของจิตที่เฝ้าดูอยู่
ประคองจิตรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่อง  แม้มีความคิดอื่นใดแทรกเข้ามา ก็เพียงรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นความคิดจรมา  ให้วางใจเฉยเสียและไม่ต้องไปสนใจใดๆ ความคิดผ่านมาก็ผ่านไปเสมือนหมู่เมฆที่เคลื่อนตัวผ่านท้องฟ้าอันว่างเปล่า  วางใจให้เป็นอิสระอยู่เหนือความคิดทั้งปวง    ดำรงสติตั้งมั่นอย่างต่อเนื่องจนจิตไม่เกาะเกี่ยวกับสิ่งใด เหลือเพียงจิตที่รู้อยู่กับลมหายใจ  ก็จะเกิดความรู้ชัดด้วยตนเองว่า ลมหายใจนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกรู้ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกับตัวผู้รู้ จากความเข้าใจนี้เอง จิตผู้รู้จะถอนตัวกลับเข้าสู่การเฝ้าดูตัวจิตเอง เกิดเป็นสภาวะ “จิตตื่นรู้ ” เป็นจิตเห็นจิตซึ่งรู้ชัดตัวเองอย่างแจ่มแจ้งขึ้นมาในมโนสำนึก มีความว่างเปล่าและใสกระจ่าง มีความปีติสุขสงบและอิ่มเอิบในตัวเองโดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับอะไรเลย 
ภาวะจิตตื่นรู้อย่างอิสระนี้เองที่เป็นคุณภาพดั้งเดิมของจิตใจคนเรา  ซึ่งทุกคนมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด  เพียงทว่ายังไม่เคยสงบนิ่งพอที่จะสัมผัสได้  จิตตื่นรู้เป็นขุมพลังสำคัญของปัญญาความรู้แจ้งในชีวิต  ความคิดสร้างสรรค์ พลังใจ  ความปีติเบิกบานและความรักแท้ที่พร้อมจะเบ่งบานจากภายใน  ซึ่งเป็นสมบัติเหนือกว่าสมบัติใดๆบนโลกนี้ และที่สำคัญคือเราทุกคนมีพร้อมอยู่อย่างสมบูรณ์ในตัวเองแล้ว


จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น   เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว    เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง                          เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง     เป็นนิโรธ
หลวงปู่ดูลย์  อตุโล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น