วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ชีวิต..ไม่ใช่ปัญหา



     ปัญหา..ปัญหา..ปัญหา  บางคนชอบมองว่าอะไรๆก็เป็นปัญหา  ถ้าเช่นนั้นชีวิตก็จะเป็นปัญหาให้เขาต้องหาทางแก้ไขอยู่เรื่อยไป  แต่หากเรามองชีวิตด้วยมุมมองใหม่ว่า “ชีวิต..ไม่ใช่ปัญหา” กันบ้างหละ  ชีวิตจะเป็นเช่นไร
หลายวันก่อนผมได้ซื้อกล้วยแขกของชอบมาทาน  กล้วยแขกในถุงที่เพิ่งซื้อมา  มันถูกทอดเสร็จใหม่ๆยังร้อนระอุและหอมกรุ่น  จนผมต้องเป่าและรอคอยให้มันเย็นลงก่อนจะทานได้ ระหว่างที่เป่าไปพลางทานไปพลาง ผมก็พลิกถุงกล้วยแขกนั้นดู  มันเป็นถุงกระดาษที่พับมาจากหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง  พบมีคอลัมน์หนึ่งซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ชีวิต  เขียนโดยท่านอาจารย์ โสภา ชูพิกุลชัย สปิลมันน์ เนื้อหาในบทความนี้มีความน่าสนใจที่ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในแง่มุมต่างๆ  หนึ่งในข้อเสนอแนะซึ่งสะดุดใจผมมากที่สุดคือ อาจารย์โสภาแนะนำว่า  “ไม่จริงจังต่อชีวิต  มองชีวิตอย่างปกติ ”  


การมองสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตว่าเป็นปัญหา  เท่ากับไปตีตราว่าเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ปกติ เช่น รถติดไม่ดี  เพื่อนนินทาไม่ดี  อาหารไม่อร่อยไม่ดี  ที่นี่ร้อนเหลือเกินไม่ดีเลย และเรื่องราวอีกสารพัดอย่างที่ผ่านเข้ามา ผู้คนและเหตุการณ์เหล่านั้นกลายเป็นปัญหารบกวนอยู่ตลอดเวลา ใจเราจะรู้สึกต่อต้านและไม่ต้องการให้เป็นเช่นนี้ต้องหาทางแก้ปัญหานั้นให้ได้   บางทีก็มองเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่โตหรือเป็นเรื่องซีเรียสเกินจริง จึงตามมาด้วยอารมณ์กลัวกังวล  โกรธเคือง  บางคนถึงกับตกใจไปเลยว่าคราวนี้ต้องแย่แน่ๆ   และคิดต่อไปว่าผลสุดท้ายเราจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ทำนายคาดเดาไปก่อนหน้าว่าเหตุการณ์จะเป็นในทางเลวร้าย  จึงเท่ากับว่ากำลังตกอยู่ในหลุมพรางของปัญหาซึ่งสร้างขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว
คนที่ชอบมองชีวิตว่าเป็นปัญหา  จะเกิดความเคยชินที่คอยสอดส่ายสายตา มองไปมองมาเพื่อหาว่ามีปัญหาใดๆเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า  จิตที่คอยมองหาปัญหาก็คือการเพ่งเล็งจับผิด  ซึ่งยังไงก็ต้องเจอปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน  ปัญหาจึงเป็นภาพเสมือนจริงที่ถูกสร้างขึ้นจากคนที่เชื่อว่าชีวิตคือปัญหา  ซึ่งเขาเหล่านั้นอาจจะรู้สึกสมหวังลึกๆก็ได้ว่า ฉันหาปัญหาเจอเข้าแล้ว!!
การไป  จริงจังต่อชีวิต คือการที่เราตั้งข้อแม้กับสิ่งต่างๆ  กรณีที่หนักหน่อยก็ว่าต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้  หรือที่เบาลงหน่อยก็ว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น ควรจะเป็นอย่างนี้  ซึ่งข้อกำหนดว่า”ต้อง” และ” ควร” นี้ ก็มาจากข้อคิดเห็นส่วนตัว  แบบฉบับที่สอนต่อๆกันมา  และกฏเกณฑ์กติกาอีกมากมายที่เราชอบตั้งขึ้นมาเพื่อล้อมกรอบชีวิตไว้  ดังนั้นหากไม่เป็นตามที่คาดหวังไว้ ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว 
การ มองชีวิตอย่างปกติ  คือการมีทัศนคติที่เปิดกว้างกับการมีชีวิต  ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้    ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออก รถจะติด เราจะเจ็บป่วยไม่สบาย  เป็นไข้เป็นมะเร็ง  งานจะทำไม่สำเร็จ  คนรักจะนอกใจ  บ้านถูกยึด  หุ้นตก  เพราะทุกอย่างที่ได้เคยเกิดขึ้นในอดีต  หรือที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจเรา  มันเต็มไปด้วยความเป็นไปได้  คือ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ (nothing is impossible)   เป็นปรากฎการณ์ของชีวิตที่เปิดเผยขึ้น  เหมือนที่ดอกไม้บานแล้วร่วงโรยไป พระอาทิตย์ขึ้นแล้วตก  ภูเขาไฟระเบิดและดับมอดลง  หากมาลองมองกันใหม่ว่าไม่ใช่ปัญหาใดๆของใครเลย  แต่สิ่งหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่สดใหม่ของชีวิต เหมือนหนังสือเล่มใหม่  ละครตอนใหม่  เรื่องราวใหม่ๆที่น่าเรียนรู้  น่าศึกษา น่าทำความเข้าใจ ต่างหาก
แต่อย่าเข้าใจผิดนะครับว่า  การไม่จริงจังกับชีวิตและมองชีวิตอย่างปกตินั้นจะกลับกลายเป็นการนิ่งดูดาย  ไม่ดิ้นรนขวนขวายทำอะไร เพราะมองไปว่าก็เป็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา  อะไรก็เกิดขึ้นได้ ปล่อยให้มันผ่านเลยไป  เราเกิดมาจนก็เป็นธรรมดาก็ควรจะจนต่อไป  เราทำความผิดให้ผู้อื่นเขาเดือดร้อนก็เป็นธรรมดาของปุถุชน  ลูกไม่ตั้งใจไม่เรียนหนังสือก็เป็นเรื่องเด็กๆ เรื่องจิ๊บๆให้ปล่อยเลยไป  นั่นแปลว่าเรากำลังประมาทแล้วครับ ขอเน้นย้ำตรงนี้นะครับว่า  ารยอมรับไม่ได้แปลว่าเห็นดีด้วย    เพราะนั่นคือไปอยู่สุดขั้วที่อีกฝั่งตรงข้ามแล้ว  เป็นความประมาท ขาดสติพิจารณาไตร่ตรองให้แยบคาย 
ท่านพุทธทาสภิกขุได้สอนว่า ตถตา คือ เป็นเช่นนั้นเอง ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต นั้นมันเป็นเช่นนั้นเอง  เป็นอย่างที่มันเป็นตามเหตุปัจจัย  สมควรที่เราจะเปิดใจยอมรับ  เมื่อเรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น  ใจที่คิดต่อต้านเรื่องราวนั้นก็ลดลงและหมดไป  ความว้าวุ่นใจก็จะไม่มี  กลับกลายเป็นสภาวะที่มีสติ  มีความหนักแน่นมั่นคง สามารถไตร่ตรองความคิด การพูดและการกระทำได้อย่างมีสติ  และจะมีความคิดสร้างสรรค์  ความเป็นอิสระ ความมีชีวิตชีวา  มองเห็นหนทางใหม่ๆที่จะนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมลงตัว  และในหลายครั้งที่เรื่องราวเหล่านั้นสามารถคลี่คลายไปเองได้ เมื่อท่านมีจิตใจมั่นคง สงบไม่หวั่นไหว  
เมื่อเปิดใจยินยอมให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นได้ เท่ากับท่านกำลังคล้อยตามกระแสธารแห่งพลังชีวิตยิ่งใหญ่ที่ไหลมาท่วมท้นลงบนชีวิต  ด้วยความไว้วางใจและเชื่อมั่นว่าในที่สุดชีวิตจะมอบความเข้าใจแจ้งชีวิตให้  ท่านจะได้รื่นเริงอภิรมย์ ได้อาบซึมซับทุกเรื่องราวที่ชีวิตหยิบยื่นให้ ได้เป็นประจักษ์พยานของประสบการณ์ชีวิตทั้งหมด  และในชั่วขณะเวลานั้น  ชีวิตจะเป็นผู้เติมเต็มบางสิ่งที่ขาดพร่องไปให้กับท่านเอง  ซึ่งก็คือ ปีติสุข  พลังสร้างสรรค์  ความมีสติ ขันติธรรม  การเปิดใจยอมรับ  การให้อภัย  ความสำนึกรู้คุณต่อสิ่งที่ชีวิตได้มอบประสบการณ์มีค่านี้ให้  
เมื่อชีวิตไม่ใช่ปัญหา  เราจึงไม่ต้องวิ่งวน และดิ้นรนหาคำตอบอีก   ปัญหาจึงหมดลง ไม่ใช่เพราะเราแก้ได้  แต่เป็นเพราะเราไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง   

“ไม่จริงจังต่อชีวิต  มองชีวิตอย่างปกติ ”  
                                                   โสภา ชูพิกุลชัย สปิลมันน์

       

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น