วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อุณหภูมิใจ




      “หนูจะสอบวิทยาศาสตร์เรื่องความร้อนอาทิตย์หน้า มีเรื่องการนำ การพาและการแผ่รังสีความร้อนด้วย คุณพ่อช่วยติวให้หนูหน่อยนะค่ะ
       พอถึงช่วงใกล้สอบครั้งใด  คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงต้องวางมือจากกิจกรรมอื่นๆสักพัก  เพื่อให้เวลามาเตรียมตัวลูกก่อนสอบกันใช่ไหมครับ  ครั้งนี้ก็เหมือนทุกๆครั้งที่ลูกสาวจะให้ผมช่วยติวก่อนสอบให้  สิ่งที่เรียนมาตั้งนานหลายสิบปี  ก็ได้มารื้อฟื้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อตอนติวให้ลูกนี่แหละครับ


          ทำให้ผมได้ทบทวนอีกครั้งว่า  ความร้อนสามารถถ่ายเทได้ 3 วิธีการคือ  การนำ หมายถึงความร้อนวิ่งผ่านโมเลกุลของสารตัวนำ เช่นแท่งเหล็ก หรือแท่งโลหะอื่นๆได้เร็วกว่า   แต่หากเป็นแท่งแก้วจะนำความร้อนไม่ค่อยดีนัก  วิธีที่สองเรียกว่าการพาความร้อน คือการที่มีตัวกลางเช่นน้ำหรืออากาศมาพัดความร้อนจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งเช่นการเปิดเครื่องปรับอากาศ ให้ลมเย็นหมุนเวียนภายในห้องหรือการต้มน้ำในหม้อจนเดือด  ส่วนวิธีการสุดท้าย คือ  การแผ่รังสีความร้อน  คือพลังงานที่เดินทางไปด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้ตัวกลางใดๆเช่นความร้อนจากดวงอาทิตย์แผ่ผ่านอวกาศมาสู่โลกได้แม้อยู่ห่างกันมากก็ตาม
          ถึงตรงนี้ผมอยากตั้งคำถามให้ท่านผู้อ่านคิดกันนะครับว่า  ความร้อนใจ สามารถกระจายได้หรือไม่และด้วยวิธีการใด?  ถือว่าเป็นข้อสอบปลายภาคสำหรับคุณพ่อคุณแม่กันบ้างนะครับ
ท่านเคยสังเกตไหมครับว่าเวลาที่อยู่ใกล้ใครที่จิตใจร้อนรุ่ม โกรธ  หรือฟุ้งซ่านสับสน  เราจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่เป็นความอึดอัดไม่สบาย  รู้สึกตะหงิดๆอยู่ข้างในใจไปด้วย แต่การที่จะสัมผัสเช่นนั้นได้ใจต้องนิ่งสงบดีพอก่อนนะครับ  ไม่เช่นนั้นจะบอกไม่ได้ว่าที่รู้สึกอึดอัดอยู่นั้นเป็นความร้อนจากใจเราเองหรือเป็นของคนอื่นที่กระจายมาสู่จิตใจเรา  และความร้อนใจในที่นี้ไม่ได้หมายความเพียงความรู้สึกใจร้อนเร่งรีบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความทุกข์ทั้งปวงที่ทำให้ใจคนหวั่นไหวด้วย  ดังนั้นใจของเราสามารถใช้เป็นเครื่องบอก อุณหภูมิใจ (mind temperature)”   ได้เป็นอย่างดี
       ที่หอผู้ป่วยจิตเวชมีผู้ป่วยทางจิตมารับการรักษาด้วยปัญหาแตกต่างกัน เช่นผู้ป่วยที่มีอาการ หวาดระแวงกลัว  ก้าวร้าวอาละวาด  ผู้ป่วยที่มีอารมณ์ซึมเศร้า  ผู้ที่มีอาการวิตกกังวล  เหล่านี้ล้วนสามารถส่งผ่านความรู้สึกอึดอัดไม่สบายบางอย่างออกมา  ช่วงใดที่มีผู้ป่วยก้าวร้าวมากจะสามารถชักนำอารมณ์หงุดหงิดในผู้ป่วยคนอื่นๆให้หงุดหงิดตามไปด้วย  จนก่อให้เกิดบรรยากาศความเครียดเพิ่มมากขึ้น  ผู้ป่วยบางรายที่อาการเพิ่งเริ่มจะสงบก็อาจกลับมีอารมณ์รุนแรงกำเริบขึ้นได้อีก     
     เพราะว่าความร้อนใจสามารถถ่ายเทได้คล้ายๆกับความร้อนทางกายนั่นเอง  อย่างเช่นเวลาที่ทุกข์ใจ    หงุดหงิดในใจจะทำให้ร่างกายทั้งหมดเกิดอาการร้อน ตึงเครียด  ปวดศีรษะ  นอนไม่หลับ  บางครั้งเกิดอาการหน้าแดงหูแดงขึ้นมาเลย  อย่างนี้ขอเรียกว่าการนำความร้อนจากใจมาที่ร่างกายผ่านตัวนำคือเนื้อเยื่อของร่างกายและระบบประสาท  ส่วนในกรณีของการพาความร้อนใจก็ได้แก่เวลาที่ใครใช้คำพูดหรือท่าทางที่ไม่ดีแล้วกระตุ้นให้ใจเราเกิดความโกรธ คือการพาความร้อนใจผ่านตัวกลางคือคำพูด กิริยาท่าทางของอีกฝ่ายหนึ่ง
          ส่วนวิธีสุดท้ายคือการแผ่รังสีความร้อนใจ  เช่นเวลาที่เรารักและใกล้ชิดใครสักคนมากๆ  เวลาเขาทุกข์เราจะพลอยเป็นทุกข์ไปด้วยใช่ไหมครับ  คลื่นความทุกข์จากใจคนหนึ่งสามารถส่งถึงใจอีกคนได้  และยังกระจายออกไปสู่คนอื่นๆในครอบครัว  สู่สิ่งแวดล้อมและโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ได้  ทราบไหมครับว่าความร้อนในใจคนเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน  ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของลม กระแสน้ำและส่งผลต่อทุกชีวิตบนโลกใบนี้ได้ด้วยเช่นกัน
          เนื่องเพราะความคิดเป็นพลังงานชนิดหนึ่งนั่นเอง  พลังงานความคิดนั้นแม้ไม่มีรูปร่าง  ไม่มีน้ำหนัก   แต่สามารถก่อให้เกิดการกระทำต่างๆได้เหมือนกับที่ พลังงานไฟฟ้าทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์  พลังงานความร้อนทำให้น้ำเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นไอน้ำ  พลังงานความคิดสามารถขับเคลื่อนใจให้เกิดเป็นคำพูดและการกระทำ  พลังงานความคิดบวกทำให้เกิดคำพูดและการกระทำที่สร้างสรรค์ จิตใจอิ่มเอิบผ่องใส ส่วนความคิดลบทำให้เกิดการทำลาย  และจิตใจเป็นทุกข์กดดัน  และที่สำคัญคือความคิด อารมณ์ เป็นกรรมคือการกระทำ จะก่อให้เกิดผลของกรรม เรียกว่าวิบากกรรม หนุนเนื่องไปจนเกิดเป็นสังสารวัฎนั่นเอง

จะวัดอุณหภูมิใจได้อย่างไร?
           สามารถใช้เทอร์โมมิเตอร์หรือปรอทวัดไข้ วัดอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์เลือดอุ่น  ค่าปกติจะอยู่ที่ 36.5–37.5 องศาเซลเซียส เป็นระดับความร้อนที่เหมาะสมช่วยให้ปฏิกริยาทางเคมีในร่างกายทำงานได้ปกติ  ส่วนอุณหภูมิใจนั้นยังไม่มีมาตรวัดเป็นตัวเลขนะครับ  อาศัยใช้ความรู้สึกในตัวเราเป็นผู้เปรียบเทียบ  เช่นอาจตั้งเกณฑ์ไว้กับตัวเองว่า  ตอนนี้นั้น อุณหภูมิใจของเรามี 5 ระดับ คือ  ใจสงบเย็นที่สุด  ใจสงบเย็นมาก  ใจสงบบ้างร้อนใจบ้าง  ใจร้อนรุ่มมาก  ใจร้อนรุ่มมากที่สุด
          การมีเกณฑ์เช่นนี้เอาไว้ติดตามวัดอุณหูมิใจอยู่เสมอๆ  จะช่วยให้สามารถรู้ทันสภาพอารมณ์จิตใจได้ดีขึ้น  การติดตามดูใจช่วยให้สามารถรักษาใจให้เป็นปกติสุข  เป็นผลดีต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจด้วยนะครับ 
           จวบจนเวลาค่ำวันนั้น ผมได้ติวเรื่องความร้อนให้ลูกจนจบบท  ทำให้รู้สึกเบาใจและเป็นสุขใจ  ผมจึงลองวัดอุณหภูมิใจตัวเองได้ว่า ใจสงบเย็นมาก และสำหรับท่านผู้อ่านหละครับ เ วลานี้อุณหภูมิใจของท่านเป็นอย่างไร

" เพราะใจคนร้อน  จึงส่งผลให้โลกร้อนไปด้วย "
                                                                                       ธวัชชัย  กฤษณะประกรกิจ



 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น