วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

พลังรักจากหัวใจ


พลังรักจากหัวใจ
รศ.นพ.ธวัชชัย  กฤษณะประกรกิจ
ศูนย์อนัมคาราเพื่อปัญญาเมตตาและสันติสุข

หัวใจคนเราบีบตัวเต้นเฉลี่ย 72  ครั้งต่อนาที  นั่นหมายความว่าหัวใจจะออกแรงเต้นถึงวันละกว่า 103,680 ครั้ง หรือประมาณ 37,840,000 ครั้งต่อปี  และลองคิดดูว่าตลอดทั้งชีวิตของคนเรานั้นหัวใจจะต้องเหน็ดเหนื่อยออกแรงมากมายเพื่อเราแค่ไหน  แต่เลือดที่หัวใจบีบออกไปทั้งหมดนั้น  มีเพียง 10 % ที่เลี้ยงตัวหัวใจเอง  อีก 90 % หัวใจได้มอบให้ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะส่วนอื่นๆ  ทั่วทั้งร่างกาย !!  


หัวใจเป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์มาก  เริ่มตั้งแต่การก่อตัวขึ้นจากเนื้อเยื่อแผ่นเล็กๆในตัวอ่อนที่มีกลุ่มเซลล์ 2 กลุ่มพับตัวจนเป็นรูปหลอด 2 อัน  และมีการบีบตัวเต้นได้ตั้งแต่เมื่อทารกในครรภ์มีอายุเพียง 21 วัน  หรือ  5 สัปดาห์หลังจากประจำเดือนของแม่ครั้งสุดท้าย  เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากว่า  ตอนเริ่มต้นนั้น หัวใจลูกจะเต้นตามจังหวะหัวใจของแม่!!  เป็นท่วงทำนองแรกของชีวิตที่สอดประสานกลมกลืน  เพราะคลื่นหัวใจของแม่จะไปกระตุ้นหัวใจน้อยๆของลูก หัวใจแม่ส่งสัญญาณกระซิบบอกกับหัวใจของลูกอย่างอ่อนโยนว่า “ เต้นเถิดนะลูก ลูกคือหัวใจอีกดวงของแม่ เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยกัน  “    และด้วยสัมผัสแห่งรักแรกนี้เอง  จึงเป็นจุดเริ่มต้นความผูกพันลึกซึ้งที่สุดในชีวิตของคนเรา  ด้วยเหตุนี้จึงใช้รูปหัวใจเป็นตัวแทนของความรักความปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจที่เป็นสากล  ไม่ว่าชาติใดภาษาใดต่างก็รับรู้ตรงกันว่า หัวใจคืออวัยวะแห่งความรักนั่นเอง    
เมื่อเป็นดังนี้แล้วท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมว่า  ทุกคนที่มีชีวิตเกิดมา  แม้แต่จะเป็นลูกกำพร้าไม่มีพ่อแม่ตั้งแต่เกิดก็ตาม  อย่างน้อยที่สุดคนๆนั้น  ก็ต้องเคยได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่และเป็นรักแท้จากหัวใจบริสุทธิ์มาแล้วทั้งสิ้น  ชีวิตทุกชีวิตจึงมีค่าเพราะเกิดขึ้นจากสิ่งที่มีค่า คือเกิดจากพลังแห่งรักที่หยั่งลึกลงสู่ใจกลางของชีวิตคือที่กลางใจเราทุกๆคน  และพลังความรักอันบริสุทธิ์นี้ยังดำรงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจตลอดเวลา ไม่ได้หายไปไหนเลย   ไม่ว่าจะรับรู้ได้หรือไม่ก็ตาม  

ฉันคือความรัก
พลังรักจากหัวใจบริสุทธิ์นี้  เขาต้องการจะแสดงตัวออกมาตลอดเวลา เหมือนกับเป็นเสียงที่แผ่วเบาแต่มีพลังว่า “ รักเธอ รักเธอ” ฉันต้องการที่จะรัก ต้องการที่จะให้ความรักกับทุกๆชีวิต  ฉันคือความรัก  เพราะความรักคือประสบการณ์แรกสุดในชีวิต  ฉันเกิดมาจากความรัก สิ่งนี้คือธรรมชาติที่แท้จริง เราทุกคนจึงอยากให้รักเมตตาต่อกัน อยากมีเพื่อน อยากมีสายใยรักเป็นความผูกผัน จากความรักในครอบครัว  สู่ความรักเพื่อน สังคม ชุมชนและประเทศชาติ จนถึงผองเพื่อนสรรพชีวิตที่อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้  
ในตอนเช้าวันทำงาน ผมจะเดินผ่านแผนกต่างๆในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ที่ จ.ขอนแก่น ภาพที่พบเห็นเป็นประจำคือภาพคนเจ็บป่วยมากมายมารอตั้งแต่เช้ามืด  หลายคนจะมีญาติพี่น้องมาห้อมล้อมเฝ้าด้วยความห่วงใย  บางคนก็นั่งกับพื้นจับกลุ่มกินข้าวเหนียวที่เตรียมมาในกระติบเก่าๆ จิ้มกับน้ำพริกแจ่วและปลาแห้ง   บางคนนอนบนรถเข็นด้วยอาการหอบเหนื่อยและอ่อนเพลียจากโรคหัวใจ บางคนมีแผลพุพองอักเสบตามแขนขามีน้ำหนองและเลือดไหลออกมา  บางคนมีเหล็กแทงทะลุกระดูกและใส่เฝือกเพื่อยึดส่วนที่หักไว้  คนไข้บางคนตาเหลือกโปนออกมานอกเบ้าตาจากโรคมะเร็งร้าย ยังมีเด็กเป็นโรคปากแหว่งแต่กำเนิดนอนร้องไห้ในอ้อมกอดแม่ที่พยายามใช้ช้อนป้อนนมให้ลูกกิน ในแววตาของเขาเหล่านั้นมีทุกข์กังวลที่ฉายออกมาให้เรารับรู้ได้   และต่างอดทนรอคอยแพทย์และพยาบาลด้วยความหวังที่จะหายพ้นจากความเจ็บป่วย  เชื่อว่าท่านก็เคยผ่านพบเห็นภาพเช่นนี้  ในส่วนลึกของหัวใจ  รู้สึกเช่นไรครับ  
เวลาที่เราเห็นใครสักคนทุกข์เดือดร้อน ไม่ว่าจะรู้จักเขาเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม ธรรมชาติความรักที่บริสุทธิ์ในหัวใจเราจะรู้สึกทุกข์ตามไปด้วย เช่น เมื่อเราพบเห็นคนเจ็บป่วยทุกข์ทรมานอย่างที่กล่าวมาข้างต้น   โดยที่ไม่ต้องนึกถึงหลักธรรมะใดๆ  และไม่ต้องอิงกับหลักคำสอนในศาสนาไหนเลย  เพราะความรักเมตตาเป็นศาสนาของความจริงแท้ในใจนั่นเอง  ที่จะบอกให้รู้ถึงความรู้สึกเจ็บแปลบ ลึกๆในหัวใจของเราด้วย  บางคนอาจจะใช้คำว่า ใจแป้ว  เช่นใจแป้วหมดเลยที่เห็นเธอเจ็บป่วยมากขนาดนั้น  หรืออาจใช้คำว่าใจฝ่อ หรือใจหายใจคว่ำ ก็ได้ และตามมาด้วยความเมตตากรุณาที่อยากช่วยเหลือผู้ที่กำลังตกทุกข์นั้น
หากมีใครมาทำความขัดเคืองใจ  จนเรารู้สึกโกรธและหงุดหงิดไม่พอใจต่อเขานั้น  แต่อีกด้านของมโนธรรมในใจเราก็มักกลับมาคิดตำหนิตนเอง มองตัวเองว่าทำไมเราจึงเป็นคนที่ไม่ดีเอาเสียเลย  เขาทำไม่ดีแค่นี้ ทำไมต้องโกรธมากมาย  ทำไมให้อภัยเขาไม่ได้  ทำไมยังนึกแค้นเคืองและอยากแก้แค้น เลยกลายเป็นโกรธทั้งเขาและโกรธทั้งเราไปด้วย หากได้ฝึกเฝ้าดูสภาวะอารมณ์ขุ่นมัวที่กำลังกดดันอยู่โดยไม่ต้องโต้ตอบออกไป  จะพบว่าความโกรธเคืองคับแค้นแน่นหัวใจทั้งหมดนั้น เป็นเพียงความรู้สึกที่ชั้นผิวนอกของจิตเท่านั้น  ผมอยากจะเรียนว่าในเบื้องลึกลงในก้นบึ้งหัวใจเรานั้น  กลับเต็มไปด้วยความต้องการที่จะรักเขา  หัวใจกำลังร้องบอกว่า “ รักเธอ  อยากรักเธอจนจะแย่อยู่แล้ว”  แต่เงื่อนไขความคิดบางอย่างที่ยึดถือไว้ขวางกั้นทำให้เราไม่สามารถรักเขาได้  เช่น  เงื่อนไขความคิดว่า ไม่ชอบคนที่ไม่รักษาคำพูด  เกลียดคนไม่ซื่อสัตย์หลอกลวง  เราจึงเป็นทุกข์สองขั้น  คือทุกข์จากความโกรธไม่พอใจเขา และทุกข์ลึกลงไปในจิตวิญญาณ คือทุกข์ที่ไม่สามารถรักเขาอย่างที่ธรรมชาติในหัวใจต้องการนั่นเอง

จงรักและช่วยเหลือทุกคน (Love All, Serve All)
พระโพธิสัตว์และนักบุญทั้งหลายต่างมีพลังรักจากหัวใจที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับเรา  แตกต่างกันเพียงว่าท่านเหล่านั้นหยั่งรู้  เข้าถึงและสัมผัสได้ถึงธรรมชาติแท้จริงในตัวท่านเอง  ดังที่ท่าน ศรี สัตยา ไสบาบา  นักบุญองค์สำคัญของอินเดียในปัจจุบัน  สอนว่า “  ไม่มีความจำเป็นใดที่จะไปเสาะแสวงหาพระเจ้า  เพราะในความจริงแล้วตัวคุณนั่นเองที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น  พยายามทำความเข้าใจในความจริงนี้ให้ได้  ด้วยวิธีการที่ง่ายดายและเรียบง่าย  คือมีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนคือความสูงส่ง  และหนทางดีที่สุดที่จะเข้าถึงพระเจ้าคือ จงรักและช่วยเหลือทุกคน ” 
              ในความเงียบงัน  ณ เบื้องลึกในหัวใจของทุกคน  ความรักบริสุทธิ์กำลังใช้เวลาทุกขณะ ทุกวินาที เต้นส่งเสียงกระซิบเป็นจังหวะเพื่อบอกกับเราว่า “ ตุ๊บๆ .. ตุ๊บๆ.. รักเธอ.. รักเธอ..”
 

     “ ไม่สำคัญว่าเราได้ทำอะไรไปมากแค่ไหน  แต่สำคัญว่าได้ใส่ความรักมากเพียงใดในการกระทำนั้น
      ไม่สำคัญว่าเราได้ให้ไปมากแค่ไหน  แต่สำคัญที่ได้ใส่ความรักมากเพียงใดในการให้นั้น “
                                    แม่ชีเทเรซา


[ บทความนี้เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Secret  คอลัมน์ Mind Management ]

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น