วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร

 ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร

“Body is nothing more than emptiness,
emptiness is nothing more than body.
The body is exactly empty,
and emptiness is exactly body.”
“รูป คือ ความว่าง, ความว่าง คือ รูป”

“คเต คเต ปาระคเต ปาระสังคเต โพธิ สวาหา”

อารยาวโลกิเตศวารา โพธิสัตตจวา  กรรมบิรัม
ปรัชญาปารมิตา จารัม จารา มาโน
วียาวะโลกิติสมา  ปัญจะ สกันดา อะสัตตัสจา
สวภาวะ ศูนิยา ปาสัสติสมา
อีฮา สารีปุตระรูปัง, ศูนยัง ศูนิยะตา อีวารูปัง
รูปานา  เวทะศูนิยะตา ศูนยา นายะนา เวทะซารูปัง
ยัทรูปัมสา ศูนิยะตายะ ศูนิยะตา ซารูปัม
อีวัม อีวัม เวดะนา สังญา  สังสการะ วิญญานัม

อีฮา สารีปุตระ สรวะธัมมา ศูนิยะตะ ลักษณา, อนุตปัญนา, อนิรูปยา, อะมะลา อะวิมาลา, อะนูนา อะปาริปุนา

ตัสมาค สารีปุตระ  ศูนิยะตายะ นารูปัม  นาเวดานา  นาสังญานา  สังสการะ นา วิญญานัม
นา จักษุ โสตรา กรรณนา  ชิหวา กายา  มะนา ซา
นะ รูปัม ชับดา  กันดา รัสสะ สปรัตตา วียะดามา

นาจักษุ ดาตุ ยาวันนะ มะโนวิญญานัม ดาตุ
นาวิดียา นาวิดียา  จาโย ยาวันนา จะรามะระณัม นะจาระมะระณัม จาโย, นาดุกขา สมุดายา นิโรดา มรรคา, นายะนัม นาประติ นาอะบิส สะมายัง ตัสมานา ปรัตติตวา
โพธิสัตวานัม ปรัชญาปารมิตา อาสริตะ วิหะรัชชะ จิตตา  
อะวะระนะ จิตตา  อะวะระนะ นัสติต วาทัต ทรัสโต  วิปาริยาซา อาติกันดา  นิสทรา นิรวาณัม
ตรียาวะ เรียวะ สิทธะ สาวา บุทดา ปรัชญาปารมิตา อาสวิชชะ อนุตตระ สัมยัก  สัมโบดิ  อบิสัมโบดา

ตัสมาต  เนียทาวียา ปรัชญาปารมิตา มหามันทรา  มหาวิทยะ-มันทรา อนุตตระ-มันตรา อสมาสมาธิ-มันทรา, สัตวา ทุกขา ปรัชญา มานา, สักยัง อามิ เจียจวา , ปรัชญาปารมิตา มุขา มันทรา
ตะติติยะตา  คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โบดิ สวาหา

  ย้อนหลังขึ้นไปกว่า ๒๕๐๐ปีมาแล้ว ณ เชิงเขาคิชฌกูฎ กรุงราชคฤห์ครานั้นองค์พระศากยมุนีพุทธเจ้ากำลังทรงเข้าสู่สมาธิที่ชื่อว่า "คัมภีราวสมาธิ"ท่ามกลางบรรดาพระโพธิสัตต์และพระอรหันต์สาวกจำนวนมากอยู่นั้นเป็นขณะเดียวกันกับที่
พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ได้ ดำริขึ้นว่า ขันธ์ทั้ง 5 เป็นความว่างเปล่าอยู่แล้วตามธรรมชาติ ดังนั้น พระอรหันต์สาวกองค์หนึ่งซึ่งมีนามว่า "ท่านสารีบุตร"จึงได้ปรารภขอให้องค์พระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจงแสดงธรรมเรื่อง   "ความว่าง สุญญตา”  ให้แก่บรรดาพุทธบริษัทที่ชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้นด้วยด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มีกำเนิดแห่งพระสูตรเลื่องชื่อซึ่งมีความหมาย
"พระสูตรที่ว่าด้วยปัญญาเป็นส่วนสำคัญที่จะพาไปให้ถึงฝั่ง(พระนิพพาน)"

คำแปล ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผู้ประกอบด้วยโลกุตรปัญญาอันลึกซึ้ง
ได้มองเห็นว่า โดยธรรมชาติแท้แล้ว ขันธ์ทั้งห้านั้นว่างเปล่า
และด้วยเหตุที่เห็นเช่นนั้น จึงได้ก้าวล่วง พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้
สารีบุตร รูปไม่ต่างจากความว่าง  ความว่างก็ไม่ต่างไปจากรูป
รูปคือความว่าง และความว่างก็คือรูปนั่นเอง
เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็เป็นดังนี้ด้วย
สารีบุตร ธรรมทั้งหลาย มีธรรมชาติแห่งความว่าง ไม่ได้เกิดขึ้นและไม่ได้ดับลง
ไม่ได้สะอาดและไม่ได้สกปรก ไม่ได้เพิ่มขึ้นไม่ได้ลดลง
ดังนั้น ในความว่างจึงไม่มีรูป ไม่มีเวทนา หรือสัญญา ไม่มีสังขาร หรือวิญญาณ
ไม่มีตาหรือหู ไม่มีจมูกหรือลิ้น ไม่มีกายหรือจิต ไม่มีรูปหรือเสียง ไม่มีกลิ่นหรือรส
ไม่มีโผฏฐัพพะหรือธรรมารมณ์ ไม่มีโลกแห่งผัสสะ หรือวิญญาณ
ไม่มีอวิชชา และไม่มีความดับลงแห่งอวิชชา ไม่มีความแก่และความตาย
และไม่มีความดับลงซึ่งความแก่ และความตาย ไม่มีความทุกข์
และไม่มีต้นเหตุแห่งความทุกข์ ไม่มีความดับลงแห่งความทุกข์
และไม่มีมรรค ทางให้ถึง ซึ่งความดับลงแห่งความทุกข์
ไม่มีการประจักษ์แจ้งและไม่มีการลุถึง เพราะไม่มีอะไรที่จะต้องลุถึง
พระโพธิสัตว์ผู้วางใจในโลกุตรปัญญา จะมีจิตที่เป็นอิสระจากอุปสรรคสิ่งกีดกั้น
เพราะจิตของพระองค์เป็นอิสระจาก อุปสรรคสิ่งกีดกั้น
พระองค์จึงไม่มีความกลัวใดๆ ก้าวล่วงพ้นไปจากมายาหรือสิ่งลวงตา
ลุถึงพระนิพพานได้ในที่สุด พระพุทธเจ้าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ผู้ทรงวางใจในโลกุตรปัญญา ได้ประจักษ์แจ้งแล้วซึ่งภาวะอันตื่นขึ้น
อันเป็นภาวะที่สมบูรณ์และไม่มีใดอื่นยิ่ง ดังนั้น จงรู้ได้เถิดว่า โลกุตรปัญญา
เป็นมหามนต์อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นมนต์แห่งความรู้อันยิ่งใหญ่
เป็นมนต์อันไม่มีมนต์อื่นยิ่งกว่า เป็นมนต์อันไม่มีมนต์อื่นใดมาเทียบได้  ซึ่งจะตัดเสียซึ่งความทุกข์ทั้งปวง
นี่เป็นสัจจะ เป็นอิสระจากความเท็จทั้งมวล ดังนั้น จงท่องมนต์แห่งโลกุตรปัญญา
คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โพธิ สวาหา
ไป ไป ไปยังฟากฝั่งโน้น ไปให้พ้นอย่างสิ้นเชิง ลุถึง การรู้แจ้ง  ความเบิกบาน
จาก : http://www.oknation.net/blog/buddhamantra/video/6155

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น