วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

คัมภีร์มรณศาสตร์ของทิเบต

คัมภีร์มรณศาสตร์ของทิเบต (The Tibetan Book of the Dead) 
การหลุดพ้นเมื่อสดับฟังในระยะบาร์โดหลังความตาย (Bardo Thodol )

ศูนย์อนัมคาราเพื่อปัญญาเมตตาและสันติสุข


  เป็นคัมภีร์ที่แต่งโดยท่านคุรุ ปัทมสัมภาวะ (คุรุ รินโปเช) ผู้นำพุทธศาสนาจากอินเดียมาเผยแผ่ที่ทิเบตเป็นท่านแรก  ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 และถูกบันทึกโดยYeshe Tsogyal (757–817) และฝังไว้ที่เทือกเขากัมโป ในทิเบตตอนกลาง  จนมาถูกค้นพบอีกครั้งโดยท่าน Karma Lingpa ในศตวรรษที่ 14   เพื่อเป็นการนำทางให้กับดวงวิญญาณของผู้ที่กำลังจะตาย หรือเพิ่งตาย ให้ไปสู่ความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดหรือเกิดในสุขคติภพ  
บาร์โด (Intermediate state) มีความหมายถึงระยะที่เชื่อมต่อจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง  ซึ่งในคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า มีทั้งสิ้น 6 ระยะด้วยกัน  ประกอบด้วย
1.  ระยะระหว่างการเกิดและการตาย (Bardo between Birth and Death : Kay Nay Bardo) คือช่วงที่คนเรามีชีวิตอยู่ในชาติหนึ่งๆ
  2.  ระยะของความฝัน (Bardo of Dream : Mi Lam Bardo)
3. ระยะของจิตเป็นสมาธิ  (Bardo of Meditative Stability : Sam Ten Bardo)
4.  ระยะขณะตาย ( Bardo of Moment of Death : Chik Khai Bardo)
5. ระยะมีประสบการณ์ความจริง (Bardo of Experiencing of Reality : Chönyid Bardo)
        6.  ระยะของการเกิด (Bardo of Becoming :Sid Pa Bardo)


ในคัมภีร์มรณะศาสตร์นี้   จะพรรณนาถึงภาวะตั้งแต่ระยะขณะตาย ไปจนถึงดวงวิญญาณนั้นเข้าไปสู่ร่างใหม่  โดยเมื่อจิตเป็นอิสระจากร่างกายแล้ว จะเกิดการสร้างโลกความเป็นจริงที่เสมือนเป็นความฝัน  ซึ่งประสบการณ์ทางจิตนี้จะเกิดขึ้นหลายระยะลักษณะ มีทั้งที่งดงามท่วมท้นไปด้วยความสงบสุข เช่นภาพของทวยเทพ และภาพที่น่ากลัวจากเหล่าปีศาจ  ดวงจิตในสภาพเช่นนั้นจะอยู่ในความสับสนที่ต้องการการสวดเพื่อนำทางไปสู่ความรู้แจ้งในฉับพลัน
การพรรณาระยะของบาร์โดหลังความตาย เป็นดังนี้

1. บาร์โดระยะที่ 1  หลังความตาย ( Bardo of Moment of Death : Chik Khai Bardo)
เกิดขึ้นทันทีขณะที่ตายเมื่อลมหายใจสุดท้ายหยุดลงและคงอยู่นาน 3 วันครึ่ง  เป็นการปรากฎขึ้นของ แสงประภัสสรปฐมภูมิของปรมัตถสัจจะ ( Primary Clear light of Ultimate Reality) เป็นช่วงแห่งความปีติสุขที่จะนำสู่ความหลุดพ้น   เงื่อนไขมีเพียงว่าดวงวิญญาณนั้นจะต้องสามารถตระหนักรู้และดำรงอยู่ในภาวะนั้นได้   การปฏิบัติโพวาจึงมีจุดมุ่งหมายให้เกิดความระลึกนี้ให้ได้ทัน  การดำรงอยู่ในภาวะนี้นั้นจะต้องไม่เป็นไปเพื่อตัวตน โดยความเห็นแก่ตัว แต่ต้องด้วยโพธิจิตคือการหลุดพ้นเพื่อช่วยสรรพชีวิตให้พ้นทุกข์ด้วย (โพธิจิต: Bodhichitta)  และด้วยโพธิจิตที่เต็มเปี่ยมนี้แล้ว  จะระลึกได้ว่าจิตและแสงประภัสสรนั้นคือสิ่งเดียวกัน  ไม่อาจแยกจากกัน  และแสงประภัสสรนั้นก็คือพระพุทธเจ้าทั้งหลายในจักรวาล  ที่อยู่เหนือกาลเวลา ดำรงอยู่เหนือการเกิดการตายเป็นนิรันดร์  หากจิตสามารถระลึกได้เช่นนี้ในขณะเสียชีวิตก็จะเข้าสู่ความหลุดพ้นและดำรงสภาพแสงประภัสสรแห่งธรรมกายนี้ตลอดไป  ซึ่งเป็นกายที่สูงสุดของพุทธะในตรีกาย ( นิรมานกาย  สัมโภคกาย  ธรรมกาย)
แต่ดวงวิญญาณเกือบทั้งหมดนั้นไม่สามารถระลึกได้  ก็จะถูกฉุดลากลงต่ำโดยน้ำหนักของกรรมที่ทำมาในระยะขั้นที่ 2  ของบาร์โดระยะที่ 1  เห็นเป็นแสงประภัสสรทุติยภูมิ (Secondary Clear Light) ซึ่งจะยังคงช่วยดวงวิญญาณนั้นให้รู้ถึงแสงประภัสสรในขั้นที่ 2 นี้ เพื่อนำให้เข้าถึง ธรรมกายได้เช่นเดียวกัน สำหรับในผู้ปฏิบัติโพวา สามารถช่วยในระยะนี้ได้โดยการภาวนาถึงองค์พระที่นับถือศรัทธาอยู่ แล้วส่งจิตสำนึกผ่านรูเปิดที่กระหม่อมเพื่อขึ้นสู่พุทธภูมิได้

2. บาร์โดระยะที่ 2 หลังความตาย (Bardo of Experiencing of Reality : Chönyid Bardo)
หลังจาก 3 วันครึ่งแล้ว หากดวงวิญญาณยังไม่หลุดพ้นในบาร์โดระยะที่ 1  ก็จะเข้าสู่บาร์โดร์ระยะที่ 2  ซึ่งจะมีระยะเวลานานประมาณ 14 วัน  ในระยะที่ 2  ก็ยังแบ่งออกเป็น 2 ขั้น  ในขั้นแรก คือ 7 วันแรก ดวงวิญญาณจะพบกับ พระพุทธแห่งความสงบสุข(Peaceful Deities) ในช่วงเวลาทุกๆวันจะมี องค์พระพุทธผู้ทรงรัศมีและศิริงดงาม พร้อมด้วยทวยเทพที่ห้อมล้อมอยู่  ในแต่ละวันจะฉายแสงจากภูมิแห่งพุทธะ 1  ใน 5 ลงมา  ในขั้นที่ 2  คือวันที่  8-14  จะพบกับพระพุทธในปางที่เต็มไปด้วยความดุร้าย
ในวันที่ 1  ของบาร์โดระยะที่ 2  นี้ จะปรากฎ จิตแห่งพระไวโรจนะ  ซึ่งเป็นองค์สูงสุดในจักรวาล  ที่อยู่เหนือทวิลักษณ์ทั้งหมด  ซึ่งชะตากรรมของดวงวิญญาณนั้นจะขึ้นกับท่าทีต่อจิตแห่งพระไวโรจนะนี้   ถ้าหากดวงวิญญาณนั้นดำรงชีวิตด้วยดีมีธรรมะ  สภาวะในดวงวิญญาณจะมีความบริสุทธิ์และได้รับพร มีผลให้ได้เข้าไปอยู่กับองค์พระและเข้าสู่ความหลุดพ้น  แต่ถ้าเขาเคยมีชีวิตที่เต็มไปด้วยโมหะและไม่มีศรัทธา  ผลกรรมในดวงวิญญาณนั้นจะทำให้เขารับรู้แสงแห่งองค์พระในลักษณะของความตระหนกกลัวในหัวใจ  และเขาจะถูกดึงเข้าไปสู่แสงที่อ่อนกว่าของเทวโลก  ซึ่งในทางพุทธศาสนาแล้วภพภูมิเทวดาก็ยังไม่หลุดพ้น  ยังผันแปรและไม่เที่ยงแท้อยู่
ในวันที่ 2  ของบาร์โดระยะที่ 2  จะปรากฎองค์พระอักโษภยะ ส่องแสงสีขาวสว่างเรืองรอง  และหากดวงวิญญาณตอบสนองต่อแสงนั้นด้วยความยินดีจากใจที่บริสุทธิ์ ก็จะเข้าถึงความหลุดพ้นได้  แต่หากเกิดโทสะ  จากความเคยชินยามใช้ชีวิตบนโลก  ก็จะถูงดึงลงสู่ภพภูมินรก
ลักษณะเช่นเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นซ้ำๆในวันที่ 3  ซึ่งความมีอัตตาตัวตน ถือตัวถือตนเป็นใหญ่  เมื่อพบพระรัตนะสัมภาวะ จะทำให้ดวงวิญญาณนั้นมีปฏิกิริยาไปในทางหวาดกลัว  ก็จะถูกฉุดลงสู่โลกมนุษย์    ในวันที่ 4 ได้พบพระอมิตาภะ ถ้าตอบสนองในอาการของความโลภ  จะไปเกิดเป็นเปรต  ในวันที่ 5  ได้พบพระอโมฆะสิทธิ ถ้าตอบสนองในอาการของความอิจฉาริษยาก็จะไปเกิดเป็นอสุรกาย  ในวันที่ 6  แสงแห่งพุทธภูมิของพระพุทธเจ้า 5 พระอง์  จะมารวมตัวกัน  และในวันที่ 7 จะพบกับสัมโภคกายและสุขาวดีของ Regdzin  Lhatshok ซึ่งเป็นพระพุทธในปางหญิง (Kandro)  ถ้ามีอาการตอบสนองในลักษณะของความโง่เขลาก็จะเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานบนโลก
ในช่วงสัปดาห์ที่ 2  ของบาร์โดระยะที่ 2  ดวงวิญญาณจะพบกับพระพุทธในปางที่เต็มไปด้วยความดุร้าย(Wrathful Deities) ถือดาบและเปลวไฟ  ดื่มเลือดจากชามหัวกระโหลก  คุกคามอย่างไร้ความปรานี  ที่จะแทง ฟัน แล่เนื้อและตัดคอ  ซึ่งดวงวิญญาณจะพยายามหนีอย่างไม่คิดชีวิต  คำสอนในช่วงเวลานี้คือการช่วยให้ดวงวิญญาณไม่ต้องกลัว  โดยเข้าใจว่าเทพดุร้ายนั้นก็เป็นสิ่งเดียวกับเทพที่สุขสงบ  การปรากฎขึ้นของด้านมืดแห่งองค์เทพนั้นก็คือภาพสะท้อนด้านมืดในจิตใจของเราเอง  ให้เผชิญหน้าด้วยความสงบและจินตภาพให้เห็นว่าเทพดุร้ายนี้ก็คือองค์พระที่เขาสามารถเข้าไปรวมและบรรลุถึงการหลุดพ้นในระดับสองได้  แม้ว่าจะได้ในระดับที่รองลงมา แต่ก็นับว่าดีที่สุดแล้วในยามนี้  แต่ถ้าเขาไม่สามารถมองเห็นความจริงในระยะนี้ได้  ดวงวิญญาณนั้นจะเข้าสู่ บาร์โดระยะที่ 3 ต่อไป  

3. บาร์โดระยะที่ 3  หลังความตาย (Bardo of Becoming : Sid Pa Bardo)
ดวงวิญญาณพบสภาวะเปลี่ยนแปลง  มีลักษณะเป็นควันและเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้  มีสภาพเป็นจุดของแสง ลมพายุ มหาสมุทรที่เหวี่ยงขึ้นลง    จะเผชิญหน้ากับเทพแห่งความตายทำการพิพากษาดวงวิญญาณนั้น  ด้วยการฉายภาพผลกรรมให้ดวงวิญญาณเห็นจาก กระจกกรรม  ที่จะสะท้อนผลกรรมที่ทำมาอย่างชัดเจน  หลังจากนั้นก็จะเป็นการรับทัณฑ์ทรมาน การลงโทษในผลกรรมที่ทำนั้น  คำสอนในระยะนี้คือการชี้ให้เห็นความเป็นมายาภาพของทุกสิ่งที่ปรากฎตรงหน้า  แม้เทพแห่งความตายก็เป็นเพียงภาพสะท้อนของจิตใจตัวเอง  หากเห็นความว่างเปล่าไร้แก่นสารใดๆไ้ในระยะนี้ก็ยังสามารถหลุดพ้นได้  ดวงวิญญาณที่ไม่สามารถเห็นความเป็นจริงนี้ได้ก็จะต้องทนทุกข์ทรมานและกลับมาเกิดใหม่  
จนครบวันที่ 7,14,21 49 แตกต่างไปในแต่ละดวงวิญญาณ  แสงของภพภูมิทั้ง 6 จะฉายขึ้นอีกครั้ง  โดยจะฉายไปยังภพที่ดวงวิญญาณนั้นจะไปเกิดเป็นลำแสงที่เข้มกว่าลำแสงอื่น  ขณะที่ดวงวิญญาณยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว  พยายามที่จะหนีจากความทุกข์ทรมานนี้ด้วยการแสวงหาที่พำนักปลอดภัย  มีลักษณะเหมือนถ้ำอันมืดมิด เป็นที่หลบซ่อนซึ่งแท้ที่จริงก็คือมดลูกที่ดวงวิญญาณนั้นจะไปเกิดนั่นเอง  ซึ่งในคัมภีร์มรณะศาสตร์จะเตือนไม่ให้ดวงวิญญาณเข้าไปในนั้น  แต่จะบอกให้ทำสมาธิถึงแสงประภัสสร  ซึ่งอาจจะช่วยนำให้เข้าถึงการหลุดพ้นในระดับสามได้  และไม่ต้องกลับมาเกิดอีก
และในที่สุดเมื่อมาถึงจุดที่ไม่สามารถหลุดพ้นได้  ก็จะสอนให้ดวงวิญญาณนั้นเลือกกลับมาเกิดในครรภ์ที่ดีและเหมาะแก่การปฎิบัติธรรมในภพชาติต่อไป  ด้วยการระลึกที่จะ ไม่ยึดติดกับความสุขสบายทางโลก และไม่ปฎิเสธต่อความทุกข์ที่ต้องเผชิญ  
และคำสอนสุดท้ายในคัมภีร์มรณะศาสตร์ของทิเบต คือ 

“ จงดำรงไว้ซึ่งคุณธรรมและความดีให้สมบูรณ์พร้อมในทุกการกระทำ ( Let virtue and goodness be perfected in every way) ”

อ้างอิงจาก :
The Tibetan Book of the Dead and NDEs  By Kevin Williams at http://www.near-death.com/experiences/buddhism01.html

Lama Namgay Tenzin teaching , 6 Bardos in “Vajra Samadhi Course” at The Anam Cara Center for Wisdom-Compassion-Peace. October 4-5, 2014.


Bardo Thodol . http://en.wikipedia.org/wiki/Bardo_Thodol

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น