วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ไม่ร้อนใจ..แม้มีไฟสุมทรวง

    

    “ มีสุขก็ตัวฉัน มีทุกข์ก็เช่นกัน ทุกข์ใครไหนนั้นจะทุกข์แทนฉัน ผมได้ยินเพลงนี้ขณะที่กำลังนั่งแท๊กซี่ไปทำธุระพอดี  คงเป็นเพราะได้ขอให้คุณลุงคนขับแท๊กซี่ช่วยเร่งเสียงวิทยุให้ดังขึ้นอีก    แกจึงเปรยขึ้นว่า เป็นเพลงเก่ามากแล้ว  แต่ฟังแล้วสบายใจดีนะครับ  เมื่อกลับมาค้นดูจึงรู้ว่าเป็นเพลง ฉันไม่แคร์ ซึ่งร้องโดยคุณนัดดา วิยะกาญจน์   เมื่อนานมาแล้ว
       สิ่งที่สะดุดใจมากคือเนื้อร้องท่อนสุดท้ายที่ว่า  ไม่ร้อนใจ แม้มีไฟสุมทรวง   นี่สิ  จะทำได้จริงๆหรือ?
     ท่านพุทธทาสภิกขุ ก็เคยสอนว่า ชีวิตนี้มันเหมือนกับการหาจุดเย็นที่สุดในกลางเตาหลอม มันอยู่ที่ตรงกลาง  ท่ามกลางความร้อนที่สุด  ความเย็นที่สุดมันอยู่ที่นั่น ซึ่งท่านเปรียบเทียบเพื่อหมายถึง ความสุขสงบเย็นของจิตใจนั้นสามารถมีได้แม้ในสถานการณ์กดดันมากที่สุด  มันจึงขึ้นกับว่าเรามีการวางใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างไรนั่นเอง  เข้าทำนองว่า สุขเป็น ก็เป็นสุข ไงครับ


     การวางใจให้เย็นแม้อยู่ท่ามกลางเตาหลอมของชีวิตได้  คือการใช้พลังสมาธิประคับประคองจิตให้มั่นคง  และมีพลังแห่งปัญญาคุ้มครองรักษาใจ  ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสของอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำดังเพลิงอันร้อนแรง  จิตใจคนเราจึงเป็นสิ่งพิเศษมาก ที่สามารถนำพาชีวิตให้ทุกข์ใจ เดือดร้อนใจจนอาจถึงขั้นทนการมีชีวิตต่อไปไม่ได้  แต่ในทางตรงข้าม จิตใจเดียวกันนั้นเองที่จะสามารถใช้เป็นเบ้าหลอมสู่การรู้แจ้งและพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้เช่นกัน
     มาทดลองใช้ความทุกข์เป็นเครื่องมือเพื่อศึกษาจิตใจกันให้ถึงแก่นดีไหมครับ  ผมขอสรุปเป็นแนวทางได้ดังนี้  คือเริ่มต้นจากการที่จะกำหนดให้ทันว่าอารมณ์ใดๆเกิดขึ้นในขณะนั้น  และตามด้วยการยอมรับโดยไม่ปฏิเสธ  อารมณ์เช่น ยอมรับว่าตอนนี้ฉันมีอารมณ์กังวลกับงาน  ตอนนี้ใจฉันมีความเศร้าที่เขาทิ้งไป หรือฉันรู้สึกอิจฉาที่เห็นเขาได้รับรางวัลคำชมเชย   

     ลองนึกภาพดูนะว่า เมื่อตอนกลับบ้านมาตอนเย็นแล้วพบกับสภาพบ้านที่รกมาก เสื้อผ้าใส่แล้วก็ยังกองอยู่ตรงบันได  เศษขนมถุงพลาสติกและสมุดหนังสือของลูกยังวางระเกะระกะอยู่ที่โต๊ะรับแขก  แถมจานข้าวที่ทานเสร็จแล้วก็ยังอยู่ในอ่าง ไม่ล้างให้เรียบร้อย ทิ้งไว้จนมดขึ้น  และแมลงสาบมาเดินไต่ยั้วเยี้ยไปหมด   ท่านคงไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่อยู่เบื้องหน้า  โดยการเดินปิดตาไม่มองแล้วหลอกตัวเองว่า  บ้านของฉันสะอาดสะอ้าน  ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
     แต่สิ่งที่จะต้องทำคือ การเปิดตามองและยอมรับว่าสภาพความเป็นจริงภายในบ้านของท่านเป็นอย่างไร  เช่นเดียวกับ สภาพความเป็นจริงในจิตใจ  ที่จะต้อง เปิดใจ ยอมรับโดยดุษฎีว่า  จิตใจกำลังสุขหรือทุกข์ท่วมท้นเช่นไรอยู่  ผมขอเน้นอีกครั้งว่า  มันเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งและเป็นก้าวแรกที่เราจะปรับเปลี่ยน ปรับปรุงแก้ไขสภาพจิตใจนั้น 
     ประการต่อมาซึ่งอาจฟังดูแปลกสักหน่อย แต่ผมขอเรียนว่ามันได้ผลจริงๆ  คือ ขอให้ ดื่มกินความทุกข์ระทม นั้นเข้าไป  โดยไม่ระเบิดอารมณ์รุนแรงสู่สิ่งต่างๆรอบตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เก็บกดจนไม่รับรู้อารมณ์   แต่ให้อนุญาตความรู้สึกทุกข์ใจที่รุมเร้าอยู่ได้ดำรงอยู่อย่างที่เป็น  ขณะที่ท่านเองนั้นเฝ้ามองอย่างใส่ใจในความรู้สึก  เหมือนกับการที่เราเก็บบ่มขยะหรือสิ่งปฏิกูลอย่างดี ทำให้ได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดีนำไปช่วยให้ต้นพืชงอกงาม หรือแม้แต่ซากพืชที่ทับถมกันเป็นเวลานานนับล้านๆปี  ยังเปลี่ยนสภาพกลายเป็นน้ำมันดิบ  ใช้เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลกได้  เช่นเดียวกับการบ่มรักษาอารมณ์ แม้เป็นทุกข์ทรมานใจ  แต่มันจะกลายเป็นประโยชน์หล่อเลี้ยงการเติบโตทางจิตใจและจิตวิญญาณได้เช่นกัน
     คราวนี้ก็เริ่มสนุกแล้วนะครับ  เราไม่ต้องเสียเงินมากมายไปเล่นบันจี้จั๊มพ์ ไต่หน้าผาสูงเสี่ยงตาย หรือขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา เพื่อจะได้เผชิญกับความกลัว ความตื่นตระหนกตกใจ    เพราะชีวิตมีสิ่งเหล่านี้หยิบยื่นให้เราได้พบแทบทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว  แถมยังให้มากกว่านั้นอีก คือให้ทั้งความกลัวกังวล  ความโกรธหงุดหงิดใจ ความเศร้าเหงาโศกอาลัย  และยังได้คับแค้นขัดเคืองใจแถมให้อีกด้วย  แล้วเราจะใช้อารมณ์เหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร  
     ขั้นต่อไปในเรื่องการจัดการกับอารมณ์จะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาวะ (transformation)  ผมขอยกตัวอย่างเทียบเคียงกับการจุดเทียนไข  เนื้อเทียนส่วนที่ถูกความร้อนจะละลายเปลี่ยนแปลงสถานะจากของแข็งเป็นของเหลวคือน้ำตาเทียน น้ำตาเทียนที่หลอมละลายนั่นเองจะถูกไส้เทียนดูดเข้าไปเผาไหม้และเปลี่ยนแปลงสภาวะอย่างสิ้นเชิง  คือเปลี่ยนจากสสารกลายเป็นพลังงานความร้อนและแสงสว่าง  
     วิธีการคือในขณะรับรู้อารมณ์แม้จะทุกข์กดดันเช่นใดก็ตาม  ให้เราภาวนาโดยการอธิษฐานถามเบาๆในใจว่า ความทุกข์ใจเหล่านี้กำลังให้บทเรียนใดกับชีวิต?  มีความหมายใดซ่อนอยู่ในกลุ่มก้อนของอารมณ์ที่กำลังกดดันเหล่านี้? หลังจากนั้นก็ให้บ่มเพาะจิตที่สงบต่อเนื่องและเปิดใจรอคอยปัญญาญาณซึ่งจะเปิดเผยตนเองขึ้นมาเองในจิตใจเราโดยไม่ต้องอาศัยการนึกคิดใดๆ  เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาวะความทุกข์ไปสู่ปัญญาบริสุทธิ์เรียกว่า ภาวนามยปัญญา ซึ่งปัญญานี้จะเป็นเหมือนแสงสว่างนำพาให้ข้ามพ้นความทุกข์ที่กำลังกดดันจิตใจได้อย่างน่าอัศจรรย์  แล้วท่านจะทราบได้เองว่าสภาพที่เย็นที่สุดในกลางเตาหลอมเป็นเช่นไร
     กว่าที่จะทำได้อย่างที่เนื้อเพลงนี้บอกเอาไว้  จึงคงไม่ง่ายนัก  แต่ก็เชื่อว่าไม่ยากเกินความสามารถของท่านผู้อ่านนะครับ  แล้วเราจะได้ร่วมกันร้องเพลงนี้ด้วยกันอย่างเต็มปากเต็มคำว่า     
    ฉันจึงไม่แคร์จะแก่หรือตาย  ฉันจึงไม่อายใครๆไม่แคร์  ไม่แยแสแม้โลกทลาย
ไม่ร้อนใจ แม้มีไฟสุมทรวง


ปัญญาของพระพุทธเจ้า หรือ หลักของพระศาสนามาช่วยเรา ก็หาพบจุดเย็นที่สุดท่ามกลางเตาหลอม
ยิ่งร้อนเท่าไร ยิ่งเย็นเท่านั้น  คือมันเท่ากัน

พุทธทาสภิกขุ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น