วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ความโกรธที่เป็น..อยู่..คือ..


         
        เมื่อปีพ.ศ. 2536  ผมเพิ่งจบการฝึกอบรมทางจิตเวชศาสตร์  ด้วยความมุ่งมั่นในทางธรรม  ผมจึงได้ลาอุปสมบทเป็นเวลา 3 เดือนที่วัดถ้ำผาปู่  จ.เลย  ซึ่งเป็นวัดป่า  ยังได้ฉายาว่า " ครูบาหมอ" ในเวลานั้นเพราะเป็นหมอแล้วไปบวช   ในช่วงที่บวชนี้เองที่มีเหตุการณ์ที่มีคุณค่าให้ผมได้เรียนรู้หลายๆเรื่องด้วยกันครับ  เรื่องหนึ่งที่ประทับใจมากคือเรื่อง ความโกรธ 
        
                   โกรธกันนั้นไซร้เป็นสิ่งเลว  ดุจดังเป็นเปลวร้อนไฟนั่น
                  เผาใจให้มีความไหวหวั่น  จับมือยิ้มให้กันนั่นแหละดี

               เป็นส่วนหนึ่งของเพลงเชียร์ที่ร้องกันสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์  เป็นสิ่งที่เราท่องได้และระลึกถึงทุกครั้งเวลาที่เกิดอารมณ์โกรธ  เพราะการเรียนและทำงานในอาชีพแพทย์นั้นต้องเจอกับความกดดันมาก หากตั้งสติไม่อยู่  ระเบิดอารมณ์โกรธออกไป  ย่อมเกิดผลเสียมากมายตามมา  โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นต่อผู้ป่วย  ที่ผ่านมาผมคงจัดการกับอารมณ์โกรธนี้ได้ดีพอควร  เพราะไม่ค่อยมีเรื่องปัญหากับใคร  แต่วันนั้น..วันที่ผมเป็นครูบาหมอ

            วันหนึ่งในช่วงกลางพรรษา ในฐานะพระบวชใหม่ ไฟแรง  กำลังเร่งความเพียร  เอาละวันนี้  เรามีความตั้งใจที่แน่วแน่ว่าจะนั่งสมาธิให้ได้ตลอดวันตลอดคืนเลย กะว่าจะให้บรรลุมรรคผลให้ได้ภายในพรรษานี้(ทั้งที่เพิ่งบวชได้เดือนเดียว)   เมื่อจัดข้าวของและอาสนะในกุฏิดีแล้ว  ผมก็เริ่มนั่งสมาธิ  โดยกำหนดรู้ที่ลมหายใจเข้าออก  ที่สัมผัสความรู้สึกเบาๆที่ปลายจมูก  เวลาผ่านไป  จิตใจกำลังจะเริ่มสงบ  จู่ๆก็มีกลิ่นไหม้ลอยเข้ามากระทบจมูก  ช่วงแรกผมใช้การไม่สนใจ..ไม่สนใจ  จิตใจจดจ่อแต่ที่ลมหายใจเข้าออก  แต่กลิ่นควันไฟไหม้กลับรุนแรงมากขึ้นจนฉุนจมูก  ผมจึงลืมตาขึ้น  ภาพที่เห็นตอนนั้น  คือภายในกุฏิผมมีควันไฟ ฟุ้งตลบ อบอวลไปหมด  ควันไฟลอยเข้ามาทางหน้าต่างที่ผมเปิดอยู่เพียงบานเดียว

            ด้วยความตกใจ  ผมจึงลุกขึ้นมาดูที่หน้าต่าง  เมื่อมองออกไป  เห็นเณรน้อยกำลังเผาขยะใบไม้ ในหน้าฝน  ทำให้มีควันเกิดขึ้นมากมาย  อยู่ที่พื้นด้านล่างข้างๆกุฏิที่ผมอยู่  ผมตะโกนถามว่า เณรทำไมมาเผาขยะตรงนี้  ตอนนั้นผมคงเริ่มโกรธแล้ว เพราะน้ำเสียงที่ออกไปไม่ดีเลย  เณรน้อยกลับตอบว่า ครูบาที่กุฏิโน้นใช้ให้มาเผาที่ตรงนี้  โอ้..ตอนนั้นผมเลือดขึ้นหน้าเลย  เลือดพระก็ไม่ต่างจากเลือดโยมนะครับ  คิดวูบเลยว่าที่กุฏิคุณมีตั้งกว้างไม่เผา  มาเผาที่กุฏิผม  มาขัดขวางการบรรลุมรรคผลของผม  ทำแบบนี้ได้ยังไง  ใจคิดไป  เท้าก้าวอย่างรวดเร็วไปที่กุฏิพระองค์นั้น  ตอนนั้นลืมหมดทุกอย่าง  รู้แต่ต้องไปพูดกับพระองค์นั้นให้รู้เรื่อง  พอไปถึงกุฏิพระองค์นั้น  ผมตะโกนเรียกด้วยเสียงอันดัง  และพูดด้วยเสียงขุ่นและดังเกือบตะคอกไปถึงเรื่องที่ใช้เณรไปเผาขยะที่กุฏิของผม  ครูบาท่านนั้น ก็พูดตอบเพียงว่า ขอโทษ  ขอโทษ  ซึ่งสำหรับผมในเวลานั้น  คำขอโทษมันช่างไม่คุ้มค่าเลย  กับโอกาส  มรรคผลและเวลาที่เสียไป

            ผมเดินกลับมาด้วยใจที่โกรธ  หงุดหงิด  ฉุนเฉียว  โมโห  ยิ่งคิดยิ่งโกรธ  ยิ่งโกรธยิ่งคิด  ก้มหน้าเดินกลับมาตามทางเล็กๆ  ครั้นกลับมาถึงที่กุฏิ  ถึงกองขยะที่เณรเผาใบไม้อยู่เมื่อครู่  มองลงมายังกองใบไม้ที่ถูกเผา  ตอนนี้เหลือเพียงเศษเถ้าที่ดับสนิท  ดับสนิท  โห.. อะไรนี่  ผมรู้สึกตกใจ เป็นความตกใจที่สะเทือนดังลั่นอยู่ข้างใน  เหมือนมีของหนักขนาดใหญ่ตกใส่  โอ้..ไฟข้างนอกดับแล้ว  แต่ไฟข้างในยังไม่ดับ  ไฟข้างนอกกับไฟข้างในมันเป็นคนละอันกัน  เคยมองเห็นแต่ไฟข้างนอก  ไฟข้างในร้อนยิ่งกว่ากลับไม่เห็น  ถึงตอนนี้จิตใจที่โกรธรุนแรงเมื่อครู่ ค่อยๆสงบลงจนเย็น  จากความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้น  ขอขอบคุณเณรน้อย กองไฟ  และเหตุการณ์วันนี้  ที่ได้มาช่วยให้ได้เห็นความโกรธ  ขอบคุณที่มาให้ผมได้รู้สึก  ได้เห็น  ได้เข้าใจในความเป็นปุถุชน และข้อบกพร่องของตนเอง  ความโกรธมากมายที่เกิดขึ้น  มาจากความคิดแวบแรกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  มารบกวนผม” “ มาขัดขวางผม” “ เสียเวลาของผมและยิ่งเรามีความคาดหวังกับเรื่องนั้นมากเท่าไร  เราก็จะยิ่งโกรธเครียดมากขึ้นเท่านั้น  ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้พบมากขึ้นในสังคมที่มีการแข่งขัน  จังหวะชีวิตที่ถูกเร่ง ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา  เป็นความเครียดที่ก่อตัวโดยเราแทบไม่รู้ตัวเลย  บ่อยครั้งที่ความเร่งรีบนั้นไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นเลย  เหมือนคนที่ขับรถเร่งรีบ  แต่ก็ต้องไปหยุดที่ตรงไฟแดงข้างหน้าเหมือนกับคันอื่น  หรืออาจเกิดอุบัติเหตุเสียก่อนก็ได้ 


            การรู้และการเห็นอารมณ์ ความคิดที่กำลังผลุดขึ้นในใจตนเองนั้น  เป็นวิธีการฝึกสติในชีวิตประจำวันที่มีคุณค่ามาก  หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ได้สอนไว้ว่า ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่เห็นความคิด แต่ตัวความคิดจริงๆนั้นมันไม่ได้มีความทุกข์ สาเหตุที่มันมีความทุกข์เกิดขึ้นคือ เมื่อเราคิดขึ้นมา เราไม่ทันรู้ ไม่ทันเห็น ไม่ทันเข้าใจความคิดอันนั้น มันก็เลยเข้าไปในความคิด เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลงไป แล้วมันก็นำทุกข์มาให้เรา  ท่านจึงสอนให้มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอๆ  เพื่อให้รู้เท่าทัน ถึงตอนนี้ผมจึงอยากชวนให้ลองสังเกตไฟโกรธในใจ เล่นๆกันดูบ้างนะครับ

           จะพบว่า " อารมณ์โกรธ " เป็นเพียงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในจิตรู้ เพียงชั่วคราวแปปเดียว  จิตรู้นั้น มีธรรมชาติรู้อย่างใสกระจ่าง  ไม่อาจแปดเปื้อนด้วยอารมณ์ใดๆ  จิตรู้นี้จึงเป็นจิตเดิมแท้ เป็นธรรมชาติแท้ ที่ดำรงอยู่  และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ จิตเดิมแท้นี้ไม่ได้มีความเป็นเรา เป็นของเราใดๆเลย  เมื่อเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยจิตเดิมแท้ให้อิสระจากการครอบครอง เราจะพบพลังสร้างสรรค์อันมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่ ที่สามารถแปรเปลี่ยนพลังความโกรธไปเป็นพลังความกรุณา ดังภาพพระวัชรปานี (Vajrapani)  พระโพธิสัตว์ ปางโกรธแบบวัชรยาน  ที่มีอยู่พร้อมและสมบูรณ์ในชีวิตของเราทุกๆคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น