วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หลวงพ่อธี วิจิตฺตธมฺโม วิปัสสนาจารย์ผู้เป็นเลิศ ตอนที่ 1


บทความเรื่อง "  ใจธรรมดา " เป็นประสบการณ์ที่ได้กราบและศึกษาธรรมะจากพระอริยะเจ้าในยุคนี้ครับ
[เคยตีพิมพ์ลงในคอลัมน์ Mind Management นิตยสาร Secret ปี 2554]

ใจธรรมดา
ช่วงเวลานี้เป็นนาทีทองของชีวิตอีกครั้งหนึ่งก็ว่าได้ เพราะผมมีเวลาว่างจากงานและได้เข้าฝึกวิปัสสนากรรมฐานอย่างเต็มที่สักที  โดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ผมเลือกจะไปที่สำนักวิปัสสนาภาวนาอนัตตาราม(ถ้ำวัว) อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่  มี หลวงพ่อธี วิจิตฺตธมฺโม เป็นพระอาจารย์ 
เพราะเมื่ออ่านและฟังคำสอนของท่านจากทางเวปไซท์  ทำให้ทราบว่าหลวงพ่อเป็นพระชาวไทยใหญ่ที่ผ่านชีวิตทางโลกและทางธรรมมาอย่างสมบุกสมบัน  และสิ่งที่ทำให้ท่านมาเป็นวิปัสสนาจารย์องค์สำคัญในยุคปัจจุบัน  คือคำสอนอันวิเศษในเรื่องของปัญญาในองค์มรรค คือสัมมาสังกัปปะและสัมมาทิฐิ  แต่ที่ผมทึ่งมากไปกว่านั้นคือ ท่านมีวิถีชีวิตธรรมดามากๆ  ทำให้ผมเชื่อมั่นสุดใจว่าท่านเป็นพระผู้พ้นจากกิเลสทั้งปวงแล้ว  
ก้าวแรกเมื่อมาถึงสำนักแห่งนี้  ภาพที่เห็นก็คือชง่อนผาสูงใหญ่เบื้องหน้า มีถ้ำอยู่ด้านล่างชื่อว่าถ้ำวัว  อากาศเย็นสบายสดชื่นเพราะอยู่ท่ามกลางขุนเขาซึ่งยังมีความเขียวชอุ่ม  รายรอบเป็นชุมชนของชาวไทยใหญ่และชาวเขาเผ่ามูเซอ  สิ่งก่อสร้างเท่าที่เห็นก็มีเพียงกุฏิไม้ขนาดเล็กมีฝาสานจากไม้ไผ่ กระจายอยู่ทางขวามือและมีศาลาครึ่งไม้ครึ่งปูนเป็นที่พักของหวงพ่ออยู่ด้านหลัง  นอกนั้นก็มีเพียงโรงครัวและห้องน้ำ  ทั้งหมดที่เห็นคือความเรียบง่าย  ประหยัดอย่างพอเพียง  และมีความเงียบสงบสมกับเป็นสถานปฏิบัติธรรม  
ผมเดินตรงไปที่กุฏิของหลวงพ่อทันที  หลังจากที่ได้กราบท่านและขออนุญาตมาพักปฏิบัติวิปัสสนาแล้ว  หลวงพ่อก็ยกมือซ้ายของท่านขึ้นในแนวนอนพร้อมกับชี้มือไปที่นิ้วทีละนิ้ว   พร้อมกับพูดขึ้นว่านิ้วก้อยคืออบายภูมิ  นิ้วนางคือมนุษย์และเทวดา  นิ้วกลางคือรูปพรหม  นิ้วชี้คือ อรูปพรหม  นิ้วโป้งคือพระนิพพาน  มีทั้งหมดห้าเส้นทาง  จะเลือกเดินทางไหน ”  ผมตอบหลวงพ่อกลับทันทีเลยว่า “เลือกพระนิพพานครับ”  หลวงพ่อยิ้มแฉ่งยกนิ้วโป้งขึ้น แล้วพูดว่า “ ดีมากๆ”  ซึ่งขณะนั้นผมสบตาหลวงพ่ออยู่พอดี  
ผมขอเรียนท่านผู้อ่านว่าแววตาของท่านที่มองมา เป็นแววตาซึ่งผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต  จึงยากมากที่จะพรรณาออกมาว่าเป็นอย่างไร  แต่ถ้าจะให้ลองอธิบาย  ผมขอใช้คำว่า เป็นสายตาที่แจ่มจรัส  เป็นแววตาแห่งความยินดี ชุ่มเย็นและอ่อนโยน มีความรักเมตตาอย่างไม่มีประมาณ  ผมรู้สึกว่ามีพลังอย่างมากมายฉายส่องออกมา  เป็นแววตาที่เห็นเพียงครั้งเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้คนให้อ่อนลง 
ผมชอบเวลาที่ได้เฝ้ามองดูหลวงพ่อทำโน่นทำนี่ในวัด ไม่ว่าจะเป็นการขุดดิน  ปลูกต้นกุหลาบหลากสีดอกโต  กวาดใบไม้รอบๆศาลา  ใช้ค้อนปอนด์ทุบก้อนอิฐมาปูทางเดินให้เรียบ    ยกก้อนหินก้อนโตมาก่อแท่นวางพระพุทธรูป  ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าหลวงพ่อจะแข็งแรงได้ถึงขนาดนี้ทั้งที่มีอายุถึง 92 ปีแล้ว พอท่านเหนื่อยก็จะมานอนตะแคงเล่นอยู่ที่หินก้อนใหญ่อย่างสบายอารมณ์  
เห็นท่านทำงานหนักอย่างนี้แต่เวลามีใครเอาน้ำเย็นให้ท่าน  ถ้าท่านไม่อยากดื่มท่านก็บอกตรงๆว่า “ไม่เอา”   สักพักท่านก็เดินไปเอาถาดผลไม้และขนมหลายอย่างมาให้กับลูกศิษย์ที่กำลังทำงานด้วยความเมตตาโดยไม่ถือตัว  เวลาหลวงพ่อหัวเราะจะเหมือนกับเสียงหัวเราะของเด็กที่แจ่มใสเบิกบาน  ผมเคยถามหลวงพ่อตรงๆว่าหลวงพ่อยังมีความกลัวอะไรอยู่อีกไหม   หลวงพ่อตอบพร้อมกับหัวเราะว่า ”ไม่กลัวอะไรแล้ว ความตายก็ไม่กลัว” เห็นหลวงพ่ออยู่ง่ายๆแบบนี้ แต่ในเวลาหลวงพ่อเทศน์สอนธรรม  ท่านจะอธิบายความไม่ว่าจะเป็นในสติปัฎฐานสูตร  อนัตตลักขณสูตรได้อย่างละเอียดละออลึกซึ้ง  มีความไพเราะในถ้อยคำภาษาที่ใช้  และยังยกตัวอย่างอุปมาอุปไมยให้เห็นภาพและเข้าใจได้อย่างชัดเจน   
วันหนึ่งหลวงพ่อเรียกให้ผมขับรถพาท่านและพระภิกษุเดินทางไปเยี่ยมวัดสาขา ที่อ.ขุนยวม  ซึ่งต้องผ่านเส้นทางอำเภอปายและแม่ฮ่องสอน  นับว่าเป็นเส้นทางแห่งขุนเขาอย่างแท้จริง ถนนคดไปคดมาอยู่บนภูเขาเสียเป็นส่วนใหญ่ จะมีวิ่งทางราบบ้างก็เฉพาะช่วงที่ขับผ่านเมือง  ผมไม่กล้าเรียนหลวงพ่อว่าผมไม่เคยขับเส้นทางนี้มาก่อนเลย  ใจผมกลับมีแต่ความลิงโลดที่หลวงพ่อให้ความไว้วางใจ วันนั้นรถปิ๊คอัพเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลขับโดยโชเฟอร์มือใหม่ทะยานผ่านโค้งนับไม่ถ้วน  มีอยู่สองสามครั้งที่ผมขับเกือบหลุดโค้งตอนขาลงเขาแล้วหักเลี้ยวอย่างกระทันหัน  จนพระรูปอื่นที่ไปด้วยร้องเสียงหลงกันทั้งรถ  มีเพียงหลวงพ่อองค์เดียวที่ยังคงนั่งเฉยอยู่หน้ารถเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  และยังมีบางครั้งที่ท่านหัวเราะเสียด้วยซ้ำ  ทำให้ผมใจชื้นขึ้นเยอะ  เพราะตอนแรกยังนึกกลัวว่าจะโดนหลวงพ่อดุเอาเสียอีก  
ผมมาทราบจากท่านสามเณรี วิมาลา ซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อว่า สิ่งที่หลวงพ่อเป็นอย่างนี้เรียกว่า “ใจธรรมดา”  ยิ่งทำให้ผมกังขามากขึ้นไปอีกว่า ใจธรรมดา เป็นยังไง
สามเณรีอธิบายคลายความข้องใจให้กับผมว่า  ใจธรรมดา คือใจที่ไม่ต้องมีสังขาร( การปรุงแต่ง นึกคิดฟุ้งซ่านรำคาญใจ)  และเป็นอิสระจากสัญญา(ความจำได้หมายรู้  ก่อให้เกิดอคติความเอนเอียง) เนื่องจากเป็นใจที่ไม่มีความกลัวหลงเหลืออีกแล้ว  ใจธรรมดาจึงไม่ต้องคอยให้เหตุผลกลบเกลื่อน  ไม่ต้องคอยปกป้องตัวเอง  เป็นใจที่ตรงไปตรงมาทั้งกับตนเองและผู้อื่น  ชอบก็บอกว่าชอบ  ไม่ชอบก็บอกตรงๆ  มีความเป็นธรรม  บริสุทธิ์และจริงใจ  ไร้สิ่งเคลือบแฝง   สิ่งที่แสดงออกมาจึงตรงกับใจอย่างที่สุด  ซึ่งผมรู้สึกเห็นด้วยอย่างมากและคิดต่อว่าถ้าคนเราเป็นได้เช่นนี้  ชีวิตจะมีความสุขเย็นและจะทำให้เกิดสังคมในอุดมคติเลยทีเดียว
แล้วครั้งหน้าผมจะมาเล่าธรรมะที่หลวงพ่อสอนให้ฟัง ว่าจะช่วยเปลี่ยนใจที่รกรุงรังให้เป็นใจธรรมดาได้อย่างไร  กรุณาติดตามนะครับ

“ อนัตตาสุดยอด  ธรรมก็ได้  ไข้ก็หาย  ตายก็รอด  ยอดก็สุด  ขุดรากหัว  กลัวไม่มี  ขีไม่จับ(ไม่มีทุกข์)  ลาภไม่ต้อง  ของไม่ออม  หลอมพระนิพพาน  ญาณสว่าง”  


หลวงพ่อธี  วิจิตฺตธมฺโม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น