วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โรคแพนิคที่ไม่ต้องแพนิค



คำถาม : ดิฉันใคร่ขอความช่วยเหลือ และขอคำแนะนำค่ะ ดิฉันมีปัญหาทางด้านสุขภาพ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นสุขภาพจิตมากกว่า สุขภาพกายค่ะ จากที่ดิฉันศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ใน Internet อาการของตนเอง ที่เกิดขึ้น แล้วคาดเดาว่า น่าจะตรงกับโรคที่เรียกว่า "แพนิค"  ตอนนี้ก็เลยมีความทุกข์ในการดำรงชีวิตประจำวันค่อนข้างมากค่ะ 

  อาการที่เป็น ก็คืออยู่ ๆ ดิฉันก็เกิดอาการกลัวขึ้นมาในขณะดูหนัง(ในโรงหนังค่ะ) เหมือนจะเป็นลม อึดอัด คอแห้ง รู้สึกว่าอยู่ตรง นี้ต่อไปไม่ได้ จนดูต่อไปไม่ได้ เหมือนตัวเองกำลังจะช็อค  ขาอ่อนแรงไปเลยค่ะ ตอนนั้นงงตัวเองมาก ว่ากลัวอะไร แต่กลัวมากค่ะผ่านมาหนึ่งอาทิตย์ ดิฉันก็เกิดอาการขึ้นอีกมากน้อย แต่เป็นทุกวันคะเวลาเล่าอาการนี้ให้ใครฟังก็จะเริ่มเป็น, อยู่ในที่ ที่คนเยอะ ก็รู้สึกมีอาการ, อยู่ในลิฟท์, ดิฉันกังวลกับมันมาก พยายามหาเหตุผลข่มใจตนเอง  และเหนื่อยใจมากค่ะ


คำตอบ
    ท่านนี้มีความสนใจไปค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเองใน Internet  ซึ่งเป็นสิ่งดีมากครับ  แต่อย่างไรก็ตาม  ข้อมูลเหล่านี้อาจจะตรงหรือไม่ตรงกับภาวะที่ท่านเป็นอยู่ได้  ผมขอตอบคำถามนี้จากมุมมองของแพทย์ก่อนนะครับ  ว่า อาการดังที่คุณเล่ามาอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ  เช่น ภาวะต่อมไธรอยด์ทำงานเกิน  โรคหัวใจขาดเลือด  ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ  ภาวะความเป็นกรดในเลือดสูงจากโรคเบาหวาน  หรือโรคทางกายอีกหลายแบบที่ก่อให้เกิดอาการเช่นนี้ได้  นอกจากนี้อาจเกิดจากการใช้สารกระตุ้นเช่นการดื่มกาแฟ    ผมจึงขอแนะนำให้ท่านไปพบแพทย์ โดยเฉพาะจิตแพทย์  ซึ่งสามารถปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลทั่วไป  โรงพยาบาลศูนย์  โรงพยาบาลตามโรงเรียนแพทย์ หรือโรงพยาบาลเอกชน ตามที่จะสดวกนะครับ 

     หากว่ากรณีของท่านเป็นโรคตื่นตระหนก หรืออาจเรียกว่าโรคแพนิค(Panic disorder) จริง  จัดเป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งครับ  จากข้อมูลในตำราโรค  โดย ศ.นพ.พิเชฐ อุดมรัตน์   ระบุว่าตลอดช่วงชีวิตคนเราจะมีโอกาสเป็นโรคแพนิคได้ร้อยละ 3   โดยที่ผู้หญิงจะเป็นโรคนี้บ่อยกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า    โรคแพนิคนั้นจะเริ่มจาการมี อาการแพนิคก่อน และเมื่อเป็นซ้ำๆ  จนเกิดกังวลกลัวว่าจะเป็นอีก  แล้วควบคุมตัวเองไม่ได้  เกิดความกลัวไปต่างๆนานาเช่นกลัวจะเป็นโรคหัวใจหรือกลัวเป็นบ้า  จึงเรียกว่าเป็นโรคแพนิค
     คราวนี้ก็ลองมาดูกันครับ  ว่าอาการแพนิคเป็นอย่างไรบ้าง  ซึ่งก็คืออาการตื่นตระหนกรุนแรงที่เกิดขึ้นแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว  คือจู่ๆก็เป็นขึ้นมา  อาจมีสิ่งกระตุ้นเล็กน้อย เช่นอากาศอบอ้าวนิดหน่อย หรือไม่มีก็ได้  และไม่จำเป็นต้องมีความเครียดก็ได้นะครับ  บางคนอาจเป็นเวลาที่กำลังผ่อนคลายกำลังจะเคลิ้มหลับ  จู่ๆก็เป็นขึ้นมา

     ผมจะไล่อาการที่พบได้บ่อยๆ ซึ่งจะมี  อาการตื่นกลัวรุนแรง  รู้สึกใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว  เหงื่อออกมาก  สั่นไปทั้งตัว  รู้สึกหายใจไม่ได้หรือหายใจไม่อิ่ม  จุกแน่นในลำคอ เจ็บแน่นหน้าอก   ท้องไส้ปั่นป่วน มึนงง  หน้ามืดเหมือนจะเป็นลม  ตัวโยกโคลง  กลัวจะควบคุมตัวเองไม่ได้ กลัวจะเป็นบ้า กลัวตาย รู้สึกชาแปลบปลาบตามตัว รู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนแปลงไป เช่นเหมือนแขนและขา ไม่ใช่ของๆเรา  และรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมเหมือนภาพหลอนๆ  อาการที่พูดถึงทั้งหมดนี้  ไม่จำเป็นต้องมีครบก็ได้  แต่หากยิ่งมีอาการมากอย่างก็ยิ่งแสดงว่ามีความรุนแรงมากขึ้น

     โรคแพนิค มีความน่าสนใจตั้งแต่ชื่อที่ใช้เรียก  ว่าเป็นชื่อของเทพกรีก  ชื่อ แพน (Pan) ตอนที่เกิดมามีเขาอยู่บนศีรษะ  มีขนทั่วทั้งตัว  และมีหางเหมือนแกะ  ทำให้มารดา คือ เทพีนิ้ม(Nymp) เมื่อเห็นเข้าก็เกิดอาการตื่นตระหนกสุดขีด  บิดาคือ เทพเฮอมิส(Hermes) จึงต้องนำขึ้นไปถวายแก่เทพเจ้าบนเขาโอลิมปัส ซึ่งกลับหลงรัก และชอบในความแปลกประหลาดของทารกน้อยที่มีความร่าเริงผู้นี้  จึงให้ชื่อว่า แพน   มีความหมายว่าทั้งหมด คือทุกๆคนจะมีความสุขเมื่อเห็นทารกน้อยผู้นี้ !!

     ส่วนสาเหตุนั้นก็มาจากความเชื่อมโยงของ ร่างกาย จิตใจ สังคม  สิ่งแวดล้อม ผมจะขอพูดเน้นเฉพาะเรื่องจิตใจ  นะครับ  คือ อารมณ์วิตกกังวลเป็นพลังงานของชีวิต  ที่มีเพื่อการเตรียมตัวเผชิญปัญหา  เช่นกังวลการสอบ  กังวลลูกป่วย  คราวนี้ในบางครั้งด้วยเงื่อนไขต่างๆ ทำให้ความกังวลมีมากและไม่ได้รับการดูแลแก้ไขที่ดี  เกิดการเก็บกดมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แม้เจ้าตัวก็อาจไม่รู้ตัว  พอถึงจุดหนึ่งก็ระเบิดออกมาเป็นอาการตื่นตระหนกรุนแรง ได้  และเมื่อเกิดอาการขึ้นแล้วบุคคลนั้นก็จะคิดระแวงกลัวว่าจะเป็นขึ้นมาอีก  พอเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นมา เช่นหัวใจเต้นเร็วขึ้น  แน่นหน้าอกนิดหน่อย  จะตีความในเชิงลบว่าตัวเองกำลังจะเป็นอีกแล้ว  คราวนี้ต้องแย่แน่ๆทำนองนี้  ก็จะยิ่งเพิ่มความกังวลจนอาการเป็นมากยิ่งขึ้น 

     มีการรักษาทั้งที่ใช้ยาและการรักษาวิธีการอื่นที่ไม่ใช้ยาครับ  ผมมีความเห็นว่าในช่วงแรกที่อาการยังเป็นมากและบ่อยครั้งนั้น  จำเป็นต้องได้รับยารักษาก่อน  จะช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์  ส่วนวิธีการอื่นๆที่มุ่งเน้นบำบัดทางจิตใจ ได้แก่ สะกดจิตบำบัด  การสะกดจิตย้อนอดีตชาติบำบัด (Past Life Regression Therapy)  การฝึกหายใจอนัมคารา  จิตบำบัด  การบำบัดที่ความคิดและพฤติกรรม  การฝึกผ่อนคลาย เป็นต้น

     เมื่อพิจารณาอาการวิตกกังวลกับคำสอนทางพุทธศาสนา  พบมีที่พระพุทธองค์ตรัสสอนในเรื่องโพชฌงค์ 7 ว่า  สมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้นเป็นกาลสำหรับเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์  อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร?  เพราะเหตุว่าจิตที่ฟุ้งซ่านนั้นให้สงบได้โดยง่ายด้วยธรรมเหล่านั้น
ปัสสัทธิ  หมายถึง  ความผ่อนคลายกาย ใจ  สงบระงับ  เรียบเย็น  ไม่เครียด  ไม่กระสับกระส่าย  เบาสบาย  ช่วยลดความกดดันต่อจิตใจ  มองปัญหาต่างๆว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่ (No Big Deal)”  
สมาธิ  หมายถึง  ความมีอารมณ์หนึ่งเดียว  จิตแน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด  ทรงตัวสม่ำเสมอ  ไม่วอกแวก ไม่ฟุ้งซ่าน  ฝึกเป็นประจำจนจิตใจมีความสงบเป็นธรรมชาติ  มีพลังสมาธิเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ
อุเบกขา  หมายถึง  ความมีใจเป็นกลาง  นิ่งดูไป  ไม่โต้ตอบตามอารมณ์ที่กำลังกดดัน 
ส่วน สติ เป็นหลักธรรมที่ใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลาครับ  ซึ่งหลักการทั้งสี่อย่างนี้ สามารถนำมาประยุกต์รักษาอาการแพนิคได้ครับ

เวลาที่กำลังเกิดอาการแพนิค  ขอให้ท่านตั้งสติฝึกลมหายใจอนัมคารา 

    ลมหายใจอนัมคารา คือ กลับมาอยู่ที่ลมหายใจ  กำหนดที่บริเวณหัวใจ ( กลางอกค่อนไปทางซ้าย) หายใจให้ลมหายใจอ่อนโยน ที่หัวใจยาวๆ ประมาณ 5 วินาทีเข้า และ 5 วินาทีออก  ไปเรื่อยๆสัก 5-10 นาที อาการแพนิคที่เป็นจะลดลงอย่างรวดเร็ว จนหายเป็นปกติ  จะเกิดความเชื่อมั่น และสามารถประคองใจอยู่กับอาการ ดูแลอาการให้ทุเลาลงจนหายได้ด้วยตนเอง  

     ผมเชื่อมั่นว่าการกระทำเช่นนี้  ช่วยให้ท่านผู้อ่าน ไม่ต้องแพนิคกับอาการแพนิค อีก   อาการแพนิคจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่ดีมากๆในการฝึกใจเจริญสติให้แก่ท่าน   อาการแพนิคช่วยเป็นเครื่องเตือนให้ท่านรู้ตัวว่ากำลังเก็บกดความเครียดมากเกินไป  ช่วยมาบอกให้ท่านลดความคาดหวังกดดันกับตัวเอง สอนให้ท่านเรียนรู้จักการดำเนินชีวิตในวิถีทางที่ผ่อนคลาย  ยืดหยุ่น  มีท่าทีอ่อนโยนต่อตัวเอง  และปล่อยวางมากขึ้น   

     
     อาการแพนิคนี้จึงเหมือนกับเทพแพน ที่ดูภายนอกแล้วน่ากลัว  แต่เมื่อพินิจให้ลึกซึ้งก็มีความน่ารัก น่าชัง  ดังที่เทพเจ้าทั้งหลายต่างชื่นชอบกันไงละครับ  เมื่อท่านพบความน่ารักของเทพแพนในตัวท่านแล้วอย่าลืมเขียนมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น