วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ความสุขแท้ไม่ได้หายไปไหน


แม้มนุษย์สามารถเดินทางไปถึงดวงจันทร์  แต่ก็ยังไม่สามารถพาใจตนไปให้ถึงความสุขได้


            ความสุข  เป็นยอดของปรารถนาในชีวิตผู้คน เป็นสิ่งทรงพลังที่ผลักดันให้เราทำทุกอย่างในชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ   ทุกการกระทำก็เพื่อความสุขมิใช่หรือ   เพราะสิ่งนี้สิ่งเดียวที่เป็น  คำตอบสุดท้าย !! 


         นักวิทยาศาตร์พบว่าในสมองของคนเรามีศูนย์ความสุข ชื่อว่า นิวเครียส แอคคัมเบนส์(nucleus accumbens)  เวลาที่มีไฟฟ้ามากระตุ้นที่ศูนย์นี้ เราจะรู้สึกเป็นสุข เคลิบเคลิ้มได้เลยทีเดียว หรือคนที่ใช้สารเสพติดก็พบว่ามีการหลั่งสารเคมีที่สมองตำแหน่งนี้ ทำให้เกิดความสุขได้เช่นกัน แต่การที่จะได้ความสุขด้วยวิธีลัดแบบการกระตุ้นสมอง หรือใช้ยาเสพติดนั้น  คงไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาใช้ในชีวิตกันหรอกนะครับ  มันยังเป็นความสุขที่หยาบ  และจะก่อให้เกิดผลเสียตามมาอีกมากมาย

           เราจะมาเรียนรู้วิธีการหาความสุขแท้ ที่ยั่งยืนกันจะดีกว่าไหม??
เริ่มต้นสังเกตจากชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นนอนกันเลย  ว่ามีอะไรที่ทำให้ท่านมีความสุขได้บ้าง  บางท่านอาจบอกว่ากาแฟดีดีสักแก้วเสริฟพร้อมกับขนมครัวซอง  แต่บางท่านอาจคิดถึงแค่ข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ร้านปากซอยก็สุขแล้ว  ถ้าวันนี้รถไม่ติดก็จะมีความสุข และถ้าหัวหน้าพูดดีด้วยไม่ตำหนิเหมือนที่แล้วๆมา ฉันคงสุขแบบลิงโลดใจเลยทีเดียว  พอช่วงเที่ยงวันก็ขอให้อากาศไม่ร้อนอบอ้าว  ขอทำงานในห้องที่มีแอร์เย็นๆคงมีความสุขมากเลย  และพอตอนเย็นกลับบ้านก็ขอให้ลูกๆไม่ดื้อกวนใจ  ทำการบ้านให้เรียบร้อย สามีกลับบ้านตรงเวลา  ได้ดูละครเกาหลีเรื่องโปรด  และได้นอนหนุนตักคนที่เรารัก คงมีความสุขน่าดู

         แต่เดี๋ยวก่อน..  ปัญหาได้เกิดขึ้นแล้วครับ  เพราะวันนี้กาแฟในครัวหมด  ข้าวเหนียวหมูปิ้งปากซอยก็ไม่มาขาย  วันนี้เป็นวันจันทร์ที่มีการซ่อมสะพานทำให้รถติดมากๆ  และไม่รู้ว่าหัวหน้าไปกินยาผิดขวดมาหรือเปล่าถึงได้หงุดหงิดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย   คงเป็นเพราะโลกร้อนถึงทำให้อุณหภูมิตอนเที่ยงสูงขึ้นถึง 43 องศา  ขนาดนี้น่าจะเรียกว่าร้อนตับสุกมากกว่า  แล้วทำไมลูกๆถึงได้ชอบแย่งช่องทีวีกันจนทะเลาะกันเสียงดังลั่นบ้านอยู่เรื่อย  ทั้งที่การบ้านก็ยังไม่เสร็จ  สามีก็ไม่ยอมกลับมาช่วยดูแลลูกสักทีไม่รู้ว่าไม่เถลไถลที่ไหน  ตอนนี้อย่าว่าแต่ดูละครเลย  ไหนจะอาหารมื้อเย็นและโครงการที่ต้องรีบทำส่งเจ้านายก็ยังไม่เสร็จ  วันนี้ทั้งวันจึงไม่มีความสุขเลย !!

      ผมขอแบ่ง ประเภทความสุขออกเป็น 2 แบบ  คือความสุขที่ต้องมีเงื่อนไข(conditioned happiness)และ ความสุขที่ไม่ต้องมีเงื่อนไข(unconditioned happiness)  ความสุขที่ต้องมีเงื่อนไขก็คือสิ่งที่กล่าวมาในตอนต้นทั้งหมด ซึ่งจะเห็นว่าเราต้องได้รับตามความคาดหวัง  ตรงกับเงื่อนไขหรือข้อแม้ที่เรากำหนดเสียก่อนจึงจะมีความสุขได้  ความสุขแบบนี้จึงเป็นความสุขแบบจำกัด  ความสุขที่ต้องรอคอยและเจือด้วยความกังวลอยู่ลึกๆตลอดเวลาว่าสิ่งต่างๆจะไม่เป็นดังที่หวังไว้ 

ความสุขแบบไม่ต้องมีเงื่อนไขเป็นความสุขแท้
        ความสุขเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆนะครับ  มันอยู่ที่ใจเราเองไม่ต้องไปหาที่ไหน  ท่านเป็นคนเดียวในโลกนี้ที่ทราบได้อย่างแท้จริงว่ากำลังมีความสุขหรือไม่  ดังนั้นจึงเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความสุขของตัวเอง  หากความสุขหายไปย่อมหมายความว่าท่านนั่นเองที่เป็นคนทอดทิ้งความสุขในใจไป ไม่ใช่เกิดจากลูก  สามีภรรยา  หัวหน้างาน  รถติด  ดินฟ้าอากาศ  ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เราชอบเอามากล่าวอ้างหรือกล่าวโทษ เพราะยังไม่รู้จักแหล่งของความสุขแท้ที่เราทุกคนมีอยู่แล้วในใจ และมีได้ตลอดเวลา

        เราสามารถเห็นความสุขแบบไม่มีเงื่อนไขได้ในรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทารก รอยยิ้มที่สุขสงบของพระพุทธเจ้าหรือยิ้มแบบพระสังกัจจายน์ที่ชาวจีนเคารพ  ซึ่งเราเองก็สามารถมีได้เช่นเดียวกัน  เริ่มจากการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ฉันเลือกที่จะมีความสุข !!  สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องยากหรือลึกลับอะไรเลย  มันเป็นเรื่องง่ายดายมากเหมือนกับการพลิกฝ่ามือและใกล้ตัวท่านที่สุดจนท่านอาจมองข้ามไป  ใช้เวลาชั่วแวบเดียวไม่ถึงวินาทีที่จะสร้างความรู้สึกดีดีคือความสุขขึ้นมาในใจ  โดยไม่ต้องรอคอยใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ เป็นความสุขที่ไม่ต้องมีเหตุผล  เพราะความสุขชนิดนี้คือคุณภาพของจิตใจที่ก้าวข้ามเหตุผลแล้วนั่นเอง จึงเป็นความสุขแท้ที่ยั่งยืน  เป็นการแสดงออกของพลังชีวิตที่เราทุกคนต่างมีติดตัวมาแต่กำเนิดด้วยกันทุกคน

มาหาความสุขแท้กัน
       อาจจะเริ่มต้นง่ายๆด้วย
      -  การให้รอยยิ้มน้อยๆเป็นตัวแทนของความสุข ดั่งดอกไม้บานในใจทุกเช้าที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา  
      -  ดำเนินชีวิตให้ผ่อนคลายขึ้น โดยลดความคาดหวังกดดันตนเองและผู้อื่นลง  เช่น เวลาขับรถก็ยิ้มอย่างแจ่มใสเพื่อเติมความสุขใจให้กับรถที่ติดยาวอยู่ข้างหน้า  
     - หากพบใครที่มาว่าร้ายหรือตำหนิ ก็จงตอบรับคำตำหนินั้นด้วยรอยยิ้มพร้อมทั้งคำขอบคุณจากใจ   เสียงนั้นเป็นดังมนตราให้ท่านฝึกขันติธรรมในใจ  และท่านมิได้ดีขึ้นหรือแย่ลงด้วยคำพูดของใครๆ
      -  และจงยิ้มทักทายโชคร้ายทั้งมวลในชีวิตด้วยความสุขในใจ  เพราะเดี๋ยวมันก็ผ่านไป และช่วยบ่มเพาะชีวิตให้ท่านแข็งแกร่งขึ้น
      -  แบ่งปันและทำสิ่งดีๆเพื่อผู้อื่น คือการช่วยให้ผู้อื่นมีความสุข    
    - ฝึกดำรงใจให้มีสมาธิเสมอๆเพื่อจะได้พบ ปีติสุขและความสุขสงบภายใน
   - สัมผัสกับความรักที่หัวใจในยามที่ท่านแผ่เมตตาทำให้รู้สึกอิ่มเอิบใจ  และความสุขนี้จะฉายออกทางแววตาและรอยยิ้มจนกลายเป็นธรรมชาติใหม่
      ไม่มีใครสามารถมาห้ามท่านไม่ให้มีความสุขได้ และจะไม่มีคำว่าทำไม่ได้เพราะการคิดว่าทำไม่ได้นั่นเองที่เป็นเงื่อนไขความคิดแบบเดิมๆที่ชอบมาหลอกให้ใจท่านจมอยู่กับความทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำอีก 

      และเติมความสุขละเอียดอ่อนลงในจิตใจ ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยรักเมตตานี้     ฝึกลมหายใจอนัมคารา  คือการให้ลมหายใจเข้าออกช้าๆที่หัวใจ ท่านกำลังมอบความรักอ่อนโยนต่อตนเองและท่านกำลังเป็นมิตรกับสรรพชีวิต  เพราะกระแสแห่งความสุขนั้นเกิดจากพลังชีวิตภายในตัวคนเรา ซึ่งก็คือพลังเดียวกับพลังงานที่หนุนเนื่องจักรวาลทั้งหมด  จึงเท่ากับว่า ชีวิตท่านได้ประสานเป็นหนึ่งเดียวกับกระแสแห่งความสุขที่หล่อเลี้ยงจักรวาลและทุกชีวิตอยู่ตลอดเวลานั่นเอง  ความสุขแท้จึงไม่ได้หายไปไหนเลย เห็นด้วยไหมครับ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น