วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

พุทธศิลป์ในวัชรยาน

แผ่นภาพสัญลักษณ์ในพุทธศาสนา แบบทิเบต หรือวัชรยาน


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
     

      พุทธศิลป์ในวัชรยานนั้น เต็มไปด้วยการใช้สัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงความรู้ (knowledge) ความเข้าใจ(understanding) ธรรมชาติของจิต  ที่อยู่เหนือคำอธิบายด้วยภาษา

     พระวัชรสัตว์ ซึ่งเป็นจิตเดิมแท้ของพุทธะทั้งปวง ท่านถือวัชระในมือขวาที่ระดับหัวใจ  วัชระนี้คือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงจิตเดิมแท้ซึ่งอยู่ศูนย์กลางวงกลม (Thigle) และขยายออกทั้งสองขั้ว ก่อกำเนิดความเป็นคู่(dualism) ของสรรพสิ่ง  ดี-ชั่ว  ขาว-ดำ  สังสารวัฏ-นิพพาน  

     วัชระที่ระดับหัวใจ  นั้นหมายถึงการทำให้หัวใจเป็นหัวใจแห่งวัชระ คือหัวใจที่สามารถดูดซับ โอบกอดและแปรเปลี่ยนพลังทั้งสองด้านของความเป็นคู่ เพื่อกลับคืนสู่ธรรมธาตุเดิมแท้ของจิต นี้จึงเป็นวิถีของตันตระที่แท้




สัญลักษณ์มงคล 8 อย่างในวัชรยาน: 

1.ฉัตร (Chatra: parasol) 




     เป็นของใช้ที่มีมาตั้งแต่ในอินเดียโบราณ มี ความหมายถึงความ

ภักดีและการปกป้อง เพราะฉัตรนั้นให้ร่มเงา ป้องกันความร้อนจาก

แสงแดด จึงเปรียบได้กับการที่พลังของ พระพุทธองค์และธรรมะเป็น

เครื่องปกป้องเราจากความทุกข์ ความ เจ็บป่วย อุปสรรคและ

ภยันตรายทั้งปวง และในตำนานยังมีว่า พญานาคได้ถวายร่มฉัตร

ประดับไปด้วยเพชรนิลจินดาให้กับ พระพุทธเจ้า จึงมักเห็นฉัตรถูก

สร้างอยู่เหนือองค์พระในที่ต่างๆ ในศิลปะแบบทิเบต ฉัตรจะมียอด

โดมทำด้วยผ้าไหมสีขาว และใช้ผ้าไหมหลากสี พลอย ขนนกยูง หาง

ของจามรีขาวประดับห้อยลงมา

2. ปลาทองคำ ( Suvarnamastsya: golden fish)



   
     เป็นตัวแทนของแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สองสายทางตอนเหนือของอินเดีย  

คือแม่น้ำคงคา (Ganges) และแม่น้ำยมุนา (Yamuna) เปรียบเหมือน

พลังของพระอาทิตย์และพระจันทร์  ที่ไหลผ่านช่องทางของพลัง

ปราณ ที่สองข้างของไขสันหลัง( nadis)ในร่างกายมนุษย์  
      
     อาจจะพบการปักภาพปลานี้ด้วยเส้นทองคำหรือไหมจากพาราณสี    

ในทางพุทธศาสนา ปลามีความหมายถึง ความสุขและความง่ายดาย

เหมือนอย่างที่ปลาว่ายน้ำได้อย่างอิสระ  ในประเทศจีน ปลาคู่เป็น

สัญลักษณ์ในพิธีการแต่งงาน คือ  การรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

และความซื่อสัตย์  ในศาสตร์ของฮวงจุ้ย  ปลาทองยังหมายถึงการ

ดึงดูดโชคลาภ ความมั่งคั่งอีกด้วย


3. แจกันสมบัติทองคำ (Golden treasure vase: nidhana-

kumbha) 

     เป็นแจกันสมบัติที่ไม่มีวันหมด (inexhaustible) มาจากรูปแบบของ

หม้อดินที่ใช้ในอินเดียโบราณ และแจกันใส่น้ำอมฤตในตำนาน จึงมัก

ถูกวาดให้วางไว้ที่เบื้องล่างเทพแห่งความมั่งคั่ง ได้แก่ ไวชรวัณ 

วสุธารา และจัมบาลา

     ในทิเบตนั้น แจกันสมบัติ มักอยู่ในรูปของหม้อที่ถูกตกแต่งด้วย

ทองคำ มีฐานเรียบ ทรงกลมเหมือนดอกบัว และมีร่องที่ขอบด้านบน 

ฝาด้านบนประดับด้วยเพชรนิลจินดา มีการใส่มวลสารมงคลในแจกัน

สมบัตินี้และฝังอยู่ในบริเวณพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เพื่อกระจายความมั่งคั่ง

สู่สถานที่ และบูชาดวงวิญญาณในสถานที่นั้นด้วย

4. ดอกบัว (Lotus: padma, kamala, utpala) 



     ดอกบัวเกิดจากโคลนตมแต่ไม่ถูกแปดเปื้อนจากโคลนตม เป็นสัญลักษณ์สำคัญในพุทธศาสนาที่หมายถึงความบริสุทธิ์และการปล่อยวาง  เป็นตัวแทนของการเบ่งบานด้วยพลังแห่งคุณธรรมและอิสระจากสังสารวัฏ  ดอกบัวจะถูกใช้รองเป็นฐานขององค์พระที่นั่งหรือยืนบนดอกบัว คือการก่อกำเนิดขึ้นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความสมบูรณ์พร้อมทั้งทางกาย วาจา ใจ  จะมีการวางแผ่นจานวงกลมพระจันทร์สีขาวที่ใจกลางดอกบัว  ดอกบัวหมายถึงการปล่อยวาง ส่วนแผ่นจานวงกลมพระจันทร์สีขาวคือปัญญาบริสุทธิ์  การปล่อยวางที่แท้จริงคือการปล่อยวางด้วยปัญญาที่เห็นแจ้งแล้วนั้นเอง
     นอกจากนี้ดอกบัวที่ปรากฏในพุทธศิลป์นั้น  จะอยู่ในมือขององค์พระ เช่นองค์พระโพธิสัตว์ตารา  และอาจมีสีสรรต่างๆกันไป มี 8, 16, 32, 64 หรือเป็นร้อยเป็นพันกลีบก็ได้  ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของจักระหรือกายมณฑล ที่มีพลังกุณฑลินีไหลเวียนอยู่

5. หอยสังข์ขาว ( White conch shell: dakshina-shankha)



     ซึ่งเปลือกหอยสังข์นั้นหมุนเกลียวไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา (ทักษิณาวรรต)   เป็นสัญลักษณ์ของเทพแห่งชัยชนะมาตั้งแต่ครั้งอินเดียโบราณ  แสดงถึงความองอาจและชัยชนะในสงคราม  พระวิษณุซึ่งเป็นเทพเจ้าของการปกป้องรักษายังทรงถือหอยสังข์ขาวไว้ในมือข้างซ้ายด้วย   และในพุทธศิล์ปของทิเบต จะมีภาพของอินทราเทพเจ้าแห่งท้องฟ้าได้นำหอยสังข์ขาวของพระวิษณุมาถวายแด่พระพุทธเจ้าด้วย
     ชาวพุทธในยุคเริ่มแรกถือว่าหอยสังข์ที่หมุนเวียนขวาซึ่งเป็นของหายาก  เป็นสัญลักษณ์ถึงพุทธวจนะแห่งการตรัสรู้  เมื่อพระองค์ทรงประกาศสัจธรรมอย่างห้าวหาญ  ช่องทางลมที่เกิดจากการตัดที่ส่วนปลายทำให้เป็นแตรสังข์นั้น  แสดงถึงพลังความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดของพระพุทธองค์  
     ในการกระทำพิธีกรรมต่างๆนั้น เสียงอันก้องกังวานของแตรสังข์  จะมีพลังในการขับไล่วิญญาณ สิ่งชั่วร้าย อันตรายทั้งปวงให้ออกไป

6.  เงื่อนนิรันดร์ หรือเงื่อนรุ่งโรจน์ (Endless knot, Glorious knot: shrivatsa, granthi)  



      เป็นสัญลักษณ์ของความไม่สิ้นสุด หรือนิรันดร  มีใช้อยู่ในวัฒนธรรมที่หลากหลาย  เป็นการออกแบบอันมหัศจรรย์ซึ่งแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียว  ความต่อเนื่อง  ความสอดคล้องกลมกลืน  และความมีโชค  คำว่า shrivatsa ที่ใช้ในภาษาสันสกฤตนั้นหมายถึง "ผู้อันเป็นที่รักของพระลักษมี"  ซึ่งก็คือพระวิษณุ ผู้ปกปักรักษา นั่นเอง
     ลักษณะลายเส้นที่ถักทอเชื่อมโยงไม่สิ้นสุดนี้  ในทางพุทธศาสนา หมายถึงองค์คุณของพระพุทธเจ้า  คือปัญญาความรู้แจ้ง  และความเมตตา  หรืออาจหมายถึงพระธรรมคำสอนในเรื่องอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท  ของเหตุปัจจัยการเกิดทุกข์ คือกิเลส กรรม วิบาก ซึ่งเริ่มจาก อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร..สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ...วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป.. ฯลฯ ในสังสารวัฏที่ไม่สิ้นสุดก็ได้

7. ธงแห่งชัยชนะ (Victory banner: dhvaja)  


   ถูกใช้เป็นเครื่องมือการศึกสงครามตั้งแต่อินเดียโบราณ  ที่จะประดับธงนี้ไว้ที่รถศึกของแม่ทัพ  ซึ่งจะมีชื่อของแม่ทัพหรือกษัตริย์นักรบจารึกไว้ที่ธงนั้น  ที่ส่วนยอดของธงอาจมีรูปของสัตว์ที่มีพลังอำนาจ เช่น เสือ จรเข้ หมาป่า  วัวกระทิง เป็นต้น  จรเข้จะมีความหมายถึงฝ่ายกิเลสมาร ที่มาผจญพระพุทธเจ้าในช่วงก่อนการตรัสรู้  ธงรูปจรเข้จึงอาจหมายถึงการที่พระพุทธองค์ทรงพิชิตมารนั้นได้
      เทพเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญพระพุทธเจ้าด้วยการประดับธงแห่งชัยชนะไว้ที่ยอดเขาพระสุเมรุ  ลักษณะธงจะมียอดฉัตรสีขาวประดับด้วยเพชรจินดา หนังเสือและแถบผ้าไหมหลากสีประดับไว้  ทำเป็นลอนคลื่นห้อยลงมาเบื้องล่าง  

8. จักร (Wheel: chakra)



     จักระหรือวงล้อ เป็นสัญลักษณ์ที่มีมาตั้งแต่ยุคคัมภีร์พระเวทในอินเดีย  ในพุทธศิล์ปแบบทิเบตยังมีภาพพระพรหมนำจักระทองคำถวายแด่พระพุทธเจ้า  และในยุคแรกของพุทธศาสนา ได้ใช้รูปธรรมจักร ( dharmachakra) คือวงล้อแห่งธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน
     วงล้อแทนพุทธิจิต  ที่มี 3 ส่วน คือแกนกลาง(hub) ซี่ล้อ (spokes) และขอบล้อ (rim) ซึ่งหมายถึง ศีล  สมาธิ ปัญญา  ที่แกนหมุนตรงกลาง ยังมี 3 ขดม้วน คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  เพื่อหมุนเปลี่ยน โลภะ โทสะ โมหะ  ให้กลายเป็น พลัง เมตตาและปัญญา  ส่วนซี่ล้อทั้ง 8   เป็นตัวแทนของอริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8  ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ), สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ), สัมมาวาจา (เจรจาชอบ), สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ), สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ), สัมมาวายามะ (พยายามชอบ), สัมมาสติ (ระลึกชอบ) และ สัมมาสมาธิ (ตั้งใจชอบ)
      ขอบล้อทองคำ คือ พลังสมาธิ ที่ทำให้วงล้อแห่งธรรมหมุนไปสู่การรู้แจ้ง

     
     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น