วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ครูชีวิต

แสงส่องมรรคา



ก่อนที่ตาจะมองเห็นความจริงได้  ตานั้นจะต้องไม่สามารถร้องไห้ได้อีก
ก่อนที่หูจะสดับเสียงแห่งสัจจะได้  ความอ่อนไหวทั้งปวงจักต้องสูญสิ้นไป
ก่อนจะสามารถเปล่งวาจาใดต่อหน้าครู   วาจานั้นต้องหมดพลังที่จะทำร้ายผู้คน
ก่อนจะยืนเบื้องหน้าครูได้ เท้าทั้งสองจักต้องถูกชำระล้างด้วยเลือดที่หลั่งจากหัวใจ

          Mabel Collins จาก “ Light on the Path”

       ผมประทับใจในข้อความทั้งสี่ประโยคจากคำสอนในหนังสือเรื่อง "แสงส่องมรรคา" เป็นอย่างมาก  เพราะให้คำตอบกับผมในการใช้ชีวิตหลายๆด้านได้เป็นอย่างดี  ไม่ทราบว่าจากตอนที่แล้วท่านผู้อ่านได้เห็นแง่คิดใดเพิ่มเติมไหมครับ  มาถึงตอนนี้เราก็ได้ถึงช่วงบรรทัดที่สามและสี่แล้ว  ผมขออธิบายต่อเลยนะครับ 

ก่อนจะสามารถเปล่งวาจาใดต่อหน้าครู   วาจานั้นต้องหมดพลังที่จะทำร้ายผู้คน
       ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าครู  ที่ถูกเอ่ยถึงนี้คือใคร   ครูเป็นคำที่มีความหมายกว้างมากนะครับ  บางท่านเรียกคุณพ่อคุณแม่ว่าเป็นบูรพาจารย์ คือบุคคลแรกในชีวิตของลูกที่สั่งสอนเราด้วยความรัก ความปรารถนาดี โดยไม่ต้องมีค่าจ้าง  สอนได้โดยไม่ต้องมีวันหยุด  และยังสอนเรามาถึงทุกวันนี้แม้เราจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม ครูท่านต่อมาคือครูในโรงเรียนตั้งแต่เริ่มต้นสอนให้เขียนอ่านจนถึงครูบาอาจารย์ที่สอนให้เรามีวิชาชีพ  ทำงานเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวและช่วยเหลือสังคม  และยังมีครูอีกมากมายรวมไปถึง ครูทางจิต คือผู้ช่วยยกระดับจิตใจเราให้มีคุณธรรม  ความเมตตา และมีปัญญารู้แจ้งในทางธรรม 
ครูอีกท่านหนึ่งที่ยังไม่ค่อยรู้จักกัน แต่ท่านสอนเราไม่น้อยกว่าครูที่กล่าวมาทั้งหมด ท่านชื่อว่า ครูชีวิต   

       ท่านคือครูผู้ให้ประสบการณ์ชีวิตแก่เรา  ใช่แล้วครับ!  ผมกำลังจะบอกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นล้วนเป็นครูของเราเช่นกัน  ซึ่งเราควรจะให้ความเคารพ  นอบน้อมถ่อมตัวและเปิดใจรับฟังสิ่งที่ครูชีวิตกำลังหยิบยื่นประสบการณต่างๆให้  ทั้งนี้เพื่อจะสอนให้เราได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตที่ทรงคุณค่า
       ทุกเหตุการณ์ในชีวิตล้วนเป็นครู  แต่ท่านจะมาด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไปตลอดเวลา  บางครั้งท่านมาแบบให้เราสบายใจ คือได้พบเหตุการณ์ที่สมปรารถนา เช่น รางวัล คำชมเชย ความสำเร็จ  แต่บางครั้งท่านก็มาในแบบที่ทำให้เราทุกข์ใจ กลัวกังวล  หัวเสีย  ขมขื่นใจ ผิดหวัง หรืออาจถึงขนาดย่ำแย่จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป 
     แต่ไม่ว่าครูชีวิตจะมาในรูปแบบใดก็ตาม  ผมขอเรียนว่าท่านเป็นครูของเราจริงๆ  ท่านรักและปรารถนาดีต่อเรามากที่สุด  ท่านอดทนเฝ้ามองเราทำผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า  ท่านก็ยังรอคอยและให้โอกาสได้แก้ตัว  เพื่อช่วยให้เรามีการเปลี่ยนแปลงในวิถีสู่ความเติบโต  ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังทราบจุดอ่อน จุดด้อยในตัวเรา  ว่าควรจะได้รับบทเรียนแบบไหนถึงจะเหมาะ   ชีวิตจึงจะพัฒนาขึ้น  ทว่าไม่ใช่พัฒนาแบบรวยมากขึ้นหรือมีชื่อเสียงมากขึ้นนะครับ  แต่ครูชีวิตท่านจะสอนให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้นครับ  คือเป็นผู้มีความเข้าใจตนเอง  เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์และทุกชีวิต  รู้จักให้ความรักและรู้จักการให้อภัย ลดทิษฐิมานะ ลดความอวดตัวและถือตัวว่าดีกว่าใคร  จนถึงขั้นที่รู้จักการปล่อยวางไม่ยึดติดกับร่างกาย อารมณ์ ความคิด  ว่าเป็นของๆตนอีก
        ในชีวิตที่ผ่านมาก่อนผมจะเข้าใจเรื่องนี้  ผมได้ทำผิดพลาดทั้งคำพูดและการกระทำมากมาย เนื่องเพราะผมยังอ่อนด้อยถือดีและไม่ทราบว่าเหตุการณ์ต่างๆนั้น  แท้จริงแล้วคือครูชีวิตที่แฝงตัวมาเพื่อให้บทเรียนบางอย่างแก่ผม สิ่งซึ่งผมทำผิดต่อครูชีวิต จึงมีตั้งแต่การพูดตรงๆโดยไม่รักษาน้ำใจผู้ฟัง  พยายามต่อล้อต่อเถียงเพื่อเอาชนะ  การแสดงอารมณ์โกรธขึ้งต่อเหตุการณ์ที่ไม่พึงพอใจและผู้คนที่เกี่ยวข้อง  จนถึงการใช้วาจาดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่น 
       แล้วเราควรมีท่าทีการแสดงออกต่อครูชีวิตอย่างไร  สิ่งที่คำสอนในแสงส่องมรรคา สอนไว้คือ  จงฝึกให้วาจาที่จะพูดออกไปนั้น จะต้องไม่ทำร้ายผู้คน  ซึ่งรวมทั้งภาษาพูดและภาษาท่าทางที่แสดงออกต่อเหตุการณ์ต่างๆ  จงมีสติกลั่นกรองเพื่อมิให้วาจานั้นมีคมมีดหรือหนามแหลมไปกรีดทำร้ายใคร  ไม่บาดหูหรือบาดใจใคร  ก่อนจะพูดสิ่งใดให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา   ฝึกให้มีวาจาสุภาพนุ่มนวล  รู้จักเลือกสรรถ้อยคำที่จะช่วยให้เกิดบรรยากาศของความสมานฉันท์ มีมิตรไมตรีต่อกัน  รู้จักพูดเพื่อส่งเสริมกำลังใจ  ขอบคุณในสิ่งที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้และกล่าวคำขอโทษให้เป็นเมื่อคราวที่กระทำผิดพลาดไป

ก่อนจะยืนเบื้องหน้าครูได้ เท้าทั้งสองจักต้องถูกชำระล้างด้วยเลือดที่หลั่งจากหัวใจ
       ประโยคสุดท้ายในคำสอนนี้  สำหรับผมแล้วเป็นส่วนที่มีความหมายลึกซึ้งกินใจมากที่สุดครับ  คือนอกจากคำพูดแล้ว  ยังสอนให้มองลึกลงไปที่หัวใจ  ว่าเรามีหัวใจบริสุทธิ์จริงใจต่อผู้คนดีพอหรือยัง  เพราะคำพูดที่ดีนั้นยังไม่สำคัญเท่ากับการมีจิตใจดี ซื่อตรงต่อผู้อื่น  มีความจริงใจ คือ  ไม่เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก  ปลิ้นปล้อนตลบแตลง 
       ครูชีวิตนี้ท่านมีภูมิปัญญาสูงส่งมาก  ท่านมองเห็นจิตใจและความคิดเราอย่างทะลุปรุโปร่ง  เราจึงไม่มีทางหลอกลวงท่านได้หรอกนะครับ  หากเราไม่มีความจริงใจกับใคร หรือใช้วิธีการสับปลับในเหตุการณ์ใดก็ตาม  เรื่องราวเหล่านั้นก็จะย้อนกลับมาเล่นงานเราจนสะบักสะบอมในเวลาต่อมา ซึ่งก็คือการที่ต้องเจ็บปวดด้วยการใช้เลือดที่หลั่งจากหัวใจมาชำระความหลอกลวงในตัวเราให้หมดไปเสียก่อน  ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือสิ่งที่ครูชีวิตต้องการสอน  โดยให้โอกาสเราได้เรียนรู้  เพื่อปรับปรุงแก้ไขตนเองให้ได้ในที่สุด  เราจึงจะมีสิทธิที่จะยืนหยัดอย่างสง่างามที่เบื้องหน้าครูนั่นเอง

           ปัญหา คือ ครูของชีวิต

             ศาสตราจารย์ระพี สาคริก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น