วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หลวงพ่อธี วิจิตฺตธมฺโม วิปัสสนาจารย์ผู้เป็นเลิศ ตอนที่ 2

เหตุเกิดที่ใจ
[ บทความนี้ เคยตีพิมพ์ใน คอลัมน์ Mind Management นิตยสาร Secret ในปี พ.ศ.2554 ]


“ ที่เราปฏิบัติมาโดยตลอดหลายสิบปี และตลอดทั้ง 14 วันที่ผ่านมานี้  เราเอาสติและสมาธินำหน้าจึงไม่สามารถเห็นถึงปรมัตถ์ธรรม  ที่พบเห็นเป็นได้ก็เพียงอุคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตเท่านั้น มรรคผลนิพพานนั้นไม่มีนิมิต  เราจะต้องเอาปัญญานำหน้า ” 
ข้างต้นคือคำดำริของหลวงพ่อธี วิจิตฺตธมฺโม  แห่งสำนักวิปัสสนาภาวนาอนัตตาราม(ถ้ำวัว)  หลังจากท่านได้ทุ่มเทฝึกฝนตนเองเพื่อการบรรลุธรรมขั้นสูงสุดแต่ก็ไม่สำเร็จ  จนเมื่อท่านละทิ้งวิธีการเดิมทั้งหมดและกลับมาสู่หนทางแห่งปัญญาในองค์มรรค  โดยให้ปัญญานำศีลและสมาธิ  ปัญญาในที่นี้คือสัมมาทิฐิ และสัมมาสังกัปปะ  ซึ่งผมจะได้อธิบายต่อไป  
  ท่านผู้อ่านซึ่งติดตามมาจากฉบับก่อน  คงอยากจะทราบถึงหนทางแห่งปัญญาที่หลวงพ่อสอน  จะชำระใจรกรุงรังให้เป็นใจธรรมดาได้อย่างไรใช่ไหมครับ  ก่อนอื่นขอยกนิทานที่หลวงพ่อเล่าเรื่องสุนัขกับค้อน  ว่า
สุนัขเมื่อถูกค้อนขว้างกระทบตัว  เกิดความเจ็บปวด  สุนัขตัวนั้นจะกระโจนกัดค้อนด้วยความโกรธแค้นที่มาทำให้เจ็บ  ซึ่งเป็นอยู่อย่างนี้อยู่ตลอดมา  เพราะเข้าใจผิดว่าค้อนคือต้นเหตุ  เฉกเช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติหลายคนที่ไปเพ่งที่ผลว่าเป็นเหตุ  จึงไปกำหนดลมหายใจบ้าง  ความรู้สึกเวทนาที่ตำแหน่งต่างๆ  โดยไม่ได้เจาะลึกลงไปถึงสภาวะธรรมซึ่งอยู่เบื้องหลังสิ่งที่ปรากฎ   หากถามตัวเองว่า ใครเป็นผู้หายใจเข้าออก  ใครเป็นผู้รับความรู้สึกต่างๆ    ใครคือผู้ที่ขว้างค้อนมากระทบตัวสุนัขหรือใครคือต้นเหตุของความทุกข์ที่แท้จริงในชีวิตคนเรา  
ทุกคนสามารถพบต้นเหตุความทุกข์นี้ได้ โดยเริ่มจากการสังเกตง่ายๆ เช่น  ในขณะหายใจเข้า ช่วงแรกจะรู้สึกอิ่มเต็มขึ้นในทรวงอก มีความสุขกายสุขใจเกิดขึ้นทั่วตัว  แต่พอมาถึงช่วงท้ายของการหายใจเข้า ความอิ่มเต็มกลับกลายเป็นความอึดอัด  แน่นทึบ ตึงไปตามส่วนต่างๆ  จนรู้สึกถึงความต้องการจะปลดปล่อยลมหายใจออกมา  และเมื่อลมหายใจเริ่มออกตามปกติ จะรู้สึกความผ่อนคลาย ร่างกายและจิตใจเบาสบาย  จนถึงที่สุดของลมหายใจออกท่านก็จะเริ่มรู้สึก กระวนกระวายข้างในใจและต้องการที่จะสูดลมหายใจเข้าอีกใช่ไหมครับ
วงจรการหายใจเข้าออกนั้นดำเนินไปเช่นนี้ จนเราแทบไม่ทันรู้สึกตัวใดๆเลย  แต่หากท่านลองบังคับควบคุมไม่ให้ลมหายใจเข้าหรือไม่ให้ออกอย่างที่ธรรมชาติร่างกายต้องการ ก็จะรู้สึกทุกข์อย่างรุนแรงมากกว่าเดิมเสียอีก  ซึ่งหมายความว่า ความทุกข์ในชีวิตมี 2 ประเภท คือ ความทุกข์โดยสภาพ เช่น เหนื่อย หิว ง่วง  ปวดหนักปวดเบา  และความทุกข์แบบที่สองคือความทุกข์ที่มีอัตตาตัวตนเป็นสาเหตุ เช่น ความเบื่อ  ความเหงาว้าเหว่  ความอิจฉาหึงหวง  ความหงุดหงิดรำคาญใจและความโกรธ 
ความทุกข์ทางกายนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ไม่สามารถบังคับได้  เพราะเรามีร่างกายนั่นเอง  หากจะไม่ต้องทุกข์กายก็คือไม่ต้องมาเกิดมีร่างกายอีกนั่นเอง  ส่วนความทุกข์ใจนั้นเป็นเรื่องอัตตาล้วนๆครับ คือตัวกูของกู  คือทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง ความถือตัว  อารมณ์ ความนึกคิด  ความคาดหวัง ความต้องการทะยานอยากได้โน่นนี่  ซึ่งล้วนแล้วแต่มีที่มาจากความนึกคิดที่ว่า “มีตัวฉัน” อยู่จริงๆ  
หลวงพ่อธี สอนว่า ไม่ว่าความทุกข์ใดจะเกิดขึ้นกับร่างกายส่วนใดก็ตาม หรือความทุกข์ในใจทั้งปวง  ล้วนวิ่งผ่านประตูใจ ที่เรียกว่า “มโนวิญญาณ” ด้วยกันทั้งสิ้น  ถ้าเช่นนั้น หากรู้จักการเฝ้าสังเกตไว้ที่ประตูใจ  ก็จะสามารถเข้าใจความทุกข์ทั้งหมดได้เพราะอัตตาตัวตนก็ทำงานผ่านประตูใจนี้ด้วย โดยไม่ต้องส่งใจออกนอกไปหาเรื่องกับใคร  หรือ เอาใจไปผูกทุกข์กับส่วนนั้นส่วนนี้ของร่างกาย ให้เป็นที่วุ่นวายและแก้ไม่ตรงจุดนั่นเอง
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า  แล้วประตูใจที่ว่านั้นอยู่ที่ไหน  และทำอย่างไรจึงจะหาประตูใจนี้พบ
มาสังเกตกันดูอีกที ว่าเวลาคนเราสุขทุกข์ใจนั้นเกิดขึ้นที่ใด เช่นเวลาเห็นดอกกุหลาบสีแดงสด สวย และมีกลิ่นหอม  เรารู้สึกถึงความสุขเล็กๆขึ้นที่ส่วนใดของกายใจเรา  และเวลาที่พบเห็นสิ่งไม่พึงปรารถนาเช่น เจ็บไข้ไม่สบาย  รถติดยาว  บ้านรกสกปรก  โดนนินทาว่าร้าย กายใจส่วนไหนที่เป็นทุกข์ 
เพื่อให้ง่ายขึ้นผมขอเรียกตำแหน่งของประตูใจว่า “จุดใจกระเพื่อม”  ซึ่งเป็นสภาพภายในที่ยากจะระบุให้ชัดเจนได้ว่าอยู่ที่ไหน  บางคนรู้สึกชัดภายในทรวงอก  บางคนรู้สึกชัดที่ศีรษะหรือท้อง แต่จุดใจกระเพื่อมนี้มีด้วยกันทุกคนนะครับ  ขอให้ลองสังเกตดูภายในกายใจของท่านเอง
เมื่อพบจุดใจกระเพื่อมนี้ในตัวเราแล้ว  คอยมองและสังเกตจุดนี้ไว้เสมอเวลาที่พบกับ คน สถานที่ เหตุการณ์ใดๆก็ตาม  จะเห็นอาการกระเพื่อมมากน้อยแตกต่างกัน  ตั้งแต่รู้สึกไหวเบาๆ เหมือนใบไม้กระทบกับสายลมเอื่อย  หรืออาจจะรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นสะเทือนปั่นป่วน  เช่นเมื่อกลั้นลมหายใจนานสักหนึ่งหรือสองนาที  
จะพบว่าอาการใจกระเพื่อมนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาได้  ไม่ใช่ตัวเราและไม่ใช่ของเรา  แต่เป็นสมบัติของโลกหรือของธรรมชาติ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ  เป็นธรรมธาตุซึ่งประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ  ความรู้สึก  อารมณ์  และวิญญาณ(ตัวรู้ของใจ)นั่นเอง  
การใช้สัมมาสังกัปปะพิจารณา ”หา” และ สัมมาทิฐิ “เห็น” ว่าสภาวะธรรมนี้  ไม่สามารถบังคับบัญชาได้  ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา คือเป็นอนัตตา นั้นคือการทำงานของปัญญาในองค์มรรคเป็นผู้หาและผู้เห็น (ไม่ใช่ตัวเราหา ตัวเราเห็น) นี้คือสิ่งที่หลวงพ่อธีสอนให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เมื่อรู้เห็นถึงความเป็นอนัตตาของความทุกข์    ความยึดถือด้วยอัตตาต้นเหตุของความทุกข์ก็จะดับลงไปจากใจตรงนั้น  ความสงบเย็นพ้นจากทุกข์จะเกิดขึ้นตามมาเอง  เกิดการปล่อยวางและคืนธรรมธาตุกลับสู่ธรรมชาติ  เป็นการชำระใจที่รกรุงรังให้เป็นใจธรรมดา เป็นธรรมลัดตรงสู่พระนิพพาน  ดังเช่นที่ท่านหลวงพ่อธี วิจิตฺตธมฺโม ได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วนั่นเอง 

“ สัพเพ ธัมมา อนัตตา”
                  “ สรรพสิ่งเป็นอนัตตา  บังคับบัญชาไม่ได้”
หลวงพ่อธี  วิจิตฺตธมฺโม

บทความนี้อ้างอิงจากหนังสือเรื่อง “การรีดนมจากเขาวัว” และ “ทางเดินสู่พระนิพพาน” โดย หลวงพ่อธี วิจิตฺตธมฺโม
 
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น