วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

การโปรแกรมจิตใต้สำนึกกับการเรียนรู้ (Hypnosis and Learning)

          

   
   การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน  เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองในส่วนของ การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส  สมาธิ  ความคิดเชิงเหตุผล ความจำระยะสั้น ความจำระยะยาว  ซึ่งจะเชื่อมโยงผ่านเครือข่ายของระบบประสาทร่วมกันทุกส่วนของสมอง  โดยมีอิทธิพลของจิตใจได้แก่ อารมณ์ ความชอบ แรงจูงใจ  เจตคติต่อการเรียนรู้เป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพในการเรียนรู้อีกทีหนึ่่ง

การเรียนรู้ในเรื่องใดๆก็ตามจึงมิใช่อาศัยความสามารถของสมองแต่เพียงอย่างเดียว  อารมณ์จิตใจจะเป็นตัวกำหนดความพร้อมในการเรียนรู้ด้วย  เห็นได้จากในภาวะที่มีความกังวลสูง ความสามารถด้านสมาธิจะต่ำลง   อารมณ์โกรธทำให้คนเราใช้เหตุผลได้ไม่ดี  และอารมร์เศร้าทำให้แรงจูงใจที่จะเรียนรู้ที่เรียกว่าแรงจูงใจไฝ่สัมฤทธิ์จะลดน้อยลง  เกิดอาการเบื่อหน่ายสิ่งที่เรียน  เพราะรู้สึกไม่สนุก หรือต้องฝืนใจมากๆพยายามมากๆในการจดจ่อกับสิ่งที่เรียนนั้น

การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดี  เมื่อจิตใจมีความพร้อม มีกำลังใจ   มีความรักสนใจในสิ่งที่เรียน  รู้สึกท้าทาย จึงเห็นได้ว่าภาวะจิตใจมีส่วนสำคัญมากในกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมด  เด็กหลายคนที่เคยเป็นเด็กเรียนดีมาก่อน  แต่กลับเรียนแย่ลงเมื่อเกิดเหตุการณ์ พลิกผันในครอบครัว  ทำให้เด็กเครียด ปรับตัวไม่ได้  นอกจากนี้ปัญหาอื่นๆที่แทรกเข้ามามีผลกระทบด้วย คือ การนอนไม่หลับ  เบื่ออาหาร  การใช้ยาหรือสารเสพติด และการคบเพื่อนไม่ดี

 

เป็นความจริงที่ว่าความกังวลหรือความเครียดเล็กน้อย มีส่วนช่วยให้เกิดแรงกระตุ้นในการเรียน  แต่ความเครียดกังวลมากเกินกลับมีผลเสีย  โดยเฉพาะในภาวะที่มีความเครียดเรื้อรัง การใช้ยาเพื่อช่วยลดความกังวลจะมีผลเสียอย่างมากต่อการเรียนรู้   ยาต้านความกังวลที่มักใช้กัน เช่น ไดอาซีแพม(diazepam) และยาอื่นๆในกลุ่ม เบนโซไดอาซีปีน มีผลยับยั้งความจำ  ทำให้นอนหลับได้ไม่สนิท  ดังนั้นวิธีการใช้ยาเพื่อลดความกังวลก่อนการสอบ จึงกลับทำให้ผลการสอบนั้นกลับแย่กว่าเดิมเสียอีก

การใช้วิธีอื่นๆที่ไม่ต้องใช้ยา เพื่อลดความกังวล  และเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  เช่น การฝึกสมาธิเป็นประจำ ทำให้จิตใจผ่อนคลาย  มีสมาธิต่อเนื่องได้ดี  ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างถูกต้องและมีความสม่ำเสมอในการฝึกปฏิบัติ

วิธีการที่ดีมากอีกอย่างคือการสั่งจิตใต้สำนึก  เนื่องจากจิตใต้สำนึกนั้นเป็นจิตส่วนที่สะสมเรื่องราว ปมปัญหา ความขัดแย้งในจิตใจ ในส่วนหนึ่ง  และในอีกส่วนหนึ่งจิตใต้สำนึกเป็นแหล่งเก็บข้อมูลความทรงจำที่ดี แหล่งของพลังความสามารถที่ซ่อนเร้นในตัวบุคคล  ความทรงจำหลายเรื่องในชีวิตที่เราจำไม่ได้และคิดว่าลืมเลือนไปหมดแล้ว  แท้จริงนั้นยังถูกเก็บไว้ครบถ้วนในจิตใต้สำนึกนั่นเอง
การโปรแกรมจิตใต้สำนึก  จึงอาศัยหลักการที่สำคัญ 3 ประการ คือ
  1. ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายในระดับลึก  ทำให้จิตใจที่ตึงเครียดนั้นคลายตัวลง  
  2. เข้าไปแก้ไข สะสาง เยียวยา เงื่อนปมความขัดแย้งในอดีต เป็นการชำะล้างซากอดีตที่กดทับจิตใจอยู่  ช่วยให้จิตใจเบาสบาย  ไม่ต้องแบกภาระทางจิตใจไว้  เปรียบได้กับคนที่แบกของหนัก ย่อมไม่สามารถวิ่งได้เร็ว ไม่สามารถเดินได้ไกล
  3. การฟื้นคืนพลังจิตใต้สำนึกที่ซ่อนเร้น ประดุจดังขุมพลังความสามาถที่ถูกเก็บไว้ไม่ได้เอามาใช้  ในที่นี้คือ  พลังสติปัญญา  พลังใจในการฟันฝ่าอุปสรรค  พลังความคิดสร้างสรรค์  ความสามารถเฉพาะด้าน  สหัสญาณ(intuition) 

เมื่อหลักการทั้งหมดนี้ได้กระทำผ่านกระบวนการโปรแกรมจิตใต้สำนึกโ ร่วมกับความร่วมมือของผู้ต้องการพัฒนาตนเอง  จะเป็นสิ่งที่ทรงพลัง มีคุณค่า  ในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์แบบองค์รวม  ทั้งทางด้านสมองสติปัญญา  อารมณ์  บุคลิกภาพ  คุณธรรม  ซึ่งก็คือนิยามของการเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข นั่นเอง 
  

4 ความคิดเห็น:

  1. การสั่งจิตใต้สำนึกจะช่วยให้เด็กมีสมาธิเพิ่มขึ้นอย่างไร

    ตอบลบ
  2. ด้วยการสั่งข้อมูลพัฒนาสมองส่วนหน้าให้สามารถมีความจดจ่อใส่ใจดีขึ้น และการฝึกผ่อนคลายช่วยให้ความคิดวอกแวกลดลงเด็กก็จะมีสมาธิดีขึ้นครับ

    ตอบลบ
  3. เด็กอายุเท่าไหร่ถึงจะรับการสั่งจิตใต้สำนึกได้
    ใช้เวลาเท่าไหร่หลังรับการสั่งจิตถึงจะเห็นผลคะ

    ตอบลบ
  4. ได้ตั้งแต่เด็กรับรู้ภาษาพูดได้ครับ คุณพ่อคุณแม่คือผู้สั่งจิตชั้นยอดสำหรับลูก ด้วยคำชม กำลังใจ และข้อมูลที่เป็นบวก ซึ่งทำให้ได้ต่อเนื่อง ทุกวันๆ 2-3 เดือนก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลง

    ตอบลบ

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น