วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

ธรรมชาติของจักระและการพัฒนาทางจิตวิญญาณ

    จักระ   The Energy Body    


  องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์นั้น  เป็นสิ่งที่สลับซับซ้อน  มีทั้งส่วนที่มองเห็นเป็นรูปธรรม  ส่วนที่ละเอียดอ่อนอยู่ในรูปของพลังงานระดับชั้นต่างๆ
จักระ คือศูนย์พลังงานที่สำคัญของชีวิต  ซึ่งมีทั้งจักระใหญ่และเล็กกระจายอยู่ทั่วทั้งร่างกาย  จักระใหญ่ที่มีความสำคัญั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 7 จักระ คือ
  1. ไขสันหลังบริเวณก้นกบ ( base of spine, coccyx) ชื่อว่า Muladhara Chakra พลังงานที่ศูนย์นี้มีคุณลักษณะคือเป็น พลังชีวิตในภาพรวมที่ซ่อนตัวอยู่ด้านล่าง
  2. ไขสันหลังในอุ้งเชิงกราน (base of sex organ) ชื่อว่า Svadhishthana Chakra เป็นพลังงานของการสืบพันธุ์  การสืบต่อเชื้อสายเผ่าพันธุ์  
  3. ไขสันหลังระดับสะดือ ( navel level) ชื่อว่า Manipura Chakra  เป็นพลังของการหล่อเลี้ยง
  4. ไขสันหลังระดับหัวใจ (heart level) ชื่อว่า Anahata Chakra เป็น พลังของความรักเมตตา โพธิจิต 
  5. ไขสันหลังช่วงลำคอ  (throat level) ชื่อว่า Vishuddha Chakra เป็นพลังความคิด สร้างสรรค์ พลังของถ้อยคำ
  6. ระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง (eyebrow level) ชื่อว่า Ajna Chakra  เป็นพลังสหัสชญาณ (Intuition)  ของตาที่สาม  ลางสังหรณ์ ตาทิพย์ หูทิพย์  เจโตปริยญาณ  อตีตังสญาณ   อนาคตังสญาณ
  7. จุดสูงสุดของศีรษะ (top of the head) ชื่อว่า Sahasrara Chakra เป็นพลังของการหลุดพ้น  การรู้แจ้งความจริงอันเป็นปรมัตถ์  วิปัสสนาญาณ  จิตสำนึกของพระผู้เป็นเจ้า  พุทธสภาวะ

  การทำหน้าที่ของจักระเหล่านี้มีผลต่อทั้งสุขภาพร่างกาย  สุขภาพจิต  และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ  กล่าวคือ  เมื่อจักระเหล่านี้เกิดการปิดกั้น  เกิดความแปรปรวน  จะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายอย่างเป็นองค์รวมด้วย  เพราะจักระนั้นก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตร่างกายในระดับพลังงาน  ซึ่งอาจเรียกว่า  พลังกุณฑลินี  ปราณ  ชี่  ก็ได้

  สิ่งที่มีผลทำให้เกิดความแปรปรวนของจักระนั้น  ก็มีทั้งองค์ประกอบด้านร่างกาย ได้แก่  การทำงานของอวัยวะที่สัมพันธ์  การบาดเจ็บ  การติดเชื้อ ความเสื่อม  การเกิดเซลล์แบ่งตัวผิดปกติจนถึงขั้นที่เป็นมะเร็ง  โดยมีปัจจัยภายนอกได้แก่สิ่งแวดล้อม  วิถีการใช้ชีวิต  และปัจจัยภายในคือสภาพจิตใจ  เป็นตัวซ้ำเติม แต่ถ้าดีก็จะมีผลในเชิงการปกป้องคุ้มครองก็ได้

  พลังงานของจักรทั้งหมดในร่างกายเชื่อมต่อด้วยทางเดินในไขสันหลัง  และเชื่อมต่อกับพลังจักรวาลผ่านทางจักระที่ 7 ที่จุดสูงสุดของกระหม่อม  การบำบัดด้วยพลังจักรวาลนั้นก็ใช้การเชื่อมต่อพลังงานเพื่อปรับสมดุลย์ผ่านทางช่องทางนี้
การตื่นขึ้นของพลังกุณฑลินี (Awakening of Kundalini energy)
  พลังงานกุณฑลินี คือพลังงานเดียวกับพลังจักรวาล  แต่ถูกเก็บไว้ในร่างกายมนุษย์  โดยเฉพาะที่ศูนย์จักรล่างสุดคือมูลธาราจักระ  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้  เพราะจิตสำนึกของความเป็นตัวตน  ( I-consciousness ) ซึ่งมีอัตตา (ego) เป็นรากยึดตัวตนเข้ากับร่างกาย  จึงเกิดเป็นการถนอมรักษาปกป้องร่างกาย  ความเห็นแก่ตัว  การสืบเผ่าพันธุ์  การสืบทอดเฉพาะที่เนื่องด้วยตัวตน เช่น พ่อแม่รักแต่ลูกของตนเอง  การหล่อเลี้ยงตัวตนด้วยพลังงานจากอาหาร ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ  การย่อย การดูดซึมอาหาร การหลั่งฮอร์โมน การจัดการพลังงานเพื่อการอยู่รอดในสิ่งแวดล้อมต่างๆ  ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ของจักร 3 จักระล่างสุด  ( Muladhara, Svadhishthana, Manipura)

ในจักรที่สูงขึ้นมาคือจักระหัวใจ (Heart chakra: Anahata) จะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก  จักระนี้จะตอบสนองต่อภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้น  แม้พื้นฐานของจักระนี้คือความรักก็ตาม  แต่ด้วยจิตสำนึกของตัวตนนั่นเองที่ทำให้จักระนี้ใช้อารมณ์เป็นเครื่องมือในการปกป้องตนเอง  เช่นรักเพื่อให้ได้ความรักตอบ  โมโหเวลาที่ไม่ได้ดังใจ  การพัฒนาจักระหัวใจมีส่วนสำคัญมากในการพัฒนาทางจิตวิญญาณ  เพราะหัวใจเป็นประตูแรกที่จะให้พลังกุณฑลินีได้พุ่งขึ้นไปยังจักระที่สูงขึ้น  การเปิดจักระหัวใจจะได้พูดในตอนต่อไป

  ต่อมาคือ จักระคอหอย (Throat chakra:Visuddha)  เป็นส่วนของพลังสร้างสรรค์ชีวิต  ทั้งในแง่ ความคิด คำพูดและการกระทำ  จะอาศัยพลังงานจากศูนย์นี้เป็นสำคัญ  หากจักระนี้เป็นอิสระจากกรอบตัวตนมากเพียงใด  พลังสร้างสรรค์บริสุทธิ์เพื่อผู้อื่น เพื่อสังคมจะมากขึ้นเป็นทวีคูณ  แต่หากความยึดติดตัวตนมีมาก  ก็จะแสดงออกได้เพียงความนึกคิดเพื่อตัวเองเท่านั้น  ซึ่งจะเป็นความคิดที่แคบ  ไม่เห็นภาพกว้างของความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง  

  จักระตาที่สาม (Ajna chakra: The third eye)  เป็นพลังงานของประสาทสัมผัสพิเศษ ที่นอกเหนือจากการรับรู้ปกติ  (extra-sensory perception: ESP) หากจักระนี้เปิดขึ้น  บุคคลนั้นจะมีฤทธิ์ทางใจ  ได้แก่  การรู้วาระจิต  การรู้อดีตชาติ  ชาติอนาคต  รู้เหตุการ์ล่วงหน้า  สามารถใช้พลังจิตโน้มน้าวใจคนผ่านการมองด้วยตา (Drishti) ซึ่งในบุคคลทั่วไปนั้นจักระนี้ยังปิดเกือบจะสนิท  จึงรับรู้ได้เฉพาะความจริงจากประสาทสัมผัสพื้นฐานเท่านั้น  และจะปฏิเสธความรู้พิเศษที่กล่าวถึงมา  


  จักระยอดสุดของศีรษะ(Crown chakra: Sahasarar : จักระกลีบบัวบาน)  จักระนี้คือจุดเชื่อมสุดท้ายของจิตสำนึกตัวตนกับจิตจักรวาล ผู้ที่จักระนี้เปิดขึ้น จะมีความเข้าใจในสัจจะความจริงของโลกและจักรวาลว่าเป็นสิ่งเดียวกันที่แสดงออกในระดับที่ต่างกัน  “เราคือโลก โลกคือเรา”  “เราคือจักรวาล จักรวาลคือเรา”   สูเจ้าคือสิ่งนั้น (Tat Twam Asi)  เราทุกคนคือพุทธะสภาวะเป็นหนึ่ง  การแบ่งแยกเป็นเพียงมายาภาพของจิต  จิตใจเข้าถึงความเป็นอิสระเพราะไม่ต้องถูกจำกัดด้วยจิตสำนึกของตัวตนอีกต่อไป  ความรักเมตตาจะมีความบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมีความพยายามใดๆ ปัญญานั้นก็เป็นปัญญาอนัตตาหรือสุญญตา  เข้าถึงภาวะความปีติสูงสุดอันเป็นนิรันดร์ (Sat Chit Ananda)  เป็นสภาวะแห่งพุทธะ



เงื่อนไขของการเปิดขึ้นของจักระ
จักระสามารถเปิดขึ้นและจะมีผลต่อระดับอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด บุคลิกภาพของบุคคลนั้นทั้งหมด  ด้วยวิธีการคือ
  1. การส่งผ่านพลังจักรวาล  ในศาสตร์ของ  Kashmir Shivism เรียกว่า Shaktipat:  transmission of energy  จากครูผู้เข้าถึงพลังจักรวาลแล้วถ่ายทอดมายังศิษย์โดยตรง  อาจผ่านการสัมผัส  การมอง  หรือแม้แต่เพียงการพบเห็นการดำรงอยู่ของครูที่แท้  ขณะของการส่งผ่านพลังนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งช่วงเวลาตื่น  เวลาหลับ หรือพบในความฝัน
  2. การปฏิบัติบูชา  คือด้วยความรักความศรัทธา จนจิตใจมีความมุ่งมั่นที่จะอุทิศตนเพื่อผู้อื่น ( Bodhichitta: โพธิจิต) มีความรักเมตตาและการให้อภัย  จักระหัวใจจะเปิดขึ้นก่อน  จนหมุนด้วยความถี่สูงเกิดเป็นคลื่นพลังงานที่ละเอียดอ่อนขึ้นสู่จักระเบื้องบนต่อไป  แล้วด้วยการอุทิศตนรับใช้ผู้อื่นจะขัดเกลาจิตใจ  จนจักระเบื้องบนเปิดขึ้นได้เช่นกัน  เช่นในนักบุญทั้งหลาย
  3. การฝึกฝนตนเอง  ในแนวทางปฏิบัติของศาสนานั้นๆ  ได้แก่  การสวดภาวนา  การทำสมาธิ  การทำวิปัสสนา  ด้วยวิธีการเหล่านี้ ถ้ามองในระดับพลังงานจะทำให้ระดับพลังงานของจักระนั้นมีความละเอียดอ่อนขึ้น และสลายความไม่บริสุทธิ์ออกไปจนจักระนั้นๆเปิดขึ้น  ในพุทธศาสนาแบบทิเบตที่เรียกว่าวัชรญาณ  มีการปฏิบัติที่จะทำให้จักระบริสุทธิ์และเปิดขึ้นได้  คือ  การทำสมาธิพระวัชรสัตว์เพื่อชำระล้างอดีตกรรมที่ตกตะกอนอยู่ในจักระต่างๆ  การปฏิบัติโพวา  เพื่อเปิดจักรสหัสราระ ส่งจิตสำนึกขึ้นสู่พุทธภูมิพระอมิตาภะ  เทคนิคเหล่านี้จะได้กล่าวต่อไป
ดังนั้นจากที่กล่าวมาเงื่อนไขของ  ทานคือโพธิจิต  ศีล คือข้อขัดเกลาความไม่บริสุทธิ์ทางกายและภาวนาคือการปฏิบัติขัดเกลาจิต  จึงเป็นหลักสากลที่ใช้ได้  ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น