วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

พลังรักจากหัวใจ




พลังรักจากหัวใจ
  หัวใจคนเราบีบตัวเต้นเฉลี่ย 72  ครั้งต่อนาที  นั่นหมายความว่าหัวใจจะออกแรงเต้นถึงวันละกว่า 103,680 ครั้ง หรือประมาณ 37,840,000 ครั้งต่อปี  และลองคิดดูว่าตลอดทั้งชีวิตของคนเรานั้นหัวใจจะต้องเหน็ดเหนื่อยออกแรงมากมายเพื่อเราแค่ไหน  แต่เลือดที่หัวใจบีบออกไปทั้งหมดนั้น  มีเพียง 10 % ที่เลี้ยงตัวหัวใจเอง  อีกตั้ง 90 % หัวใจได้มอบให้ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะส่วนอื่นๆ  ทั่วทั้งร่างกาย!!  


  หัวใจเป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์มากนะครับ  เริ่มตั้งแต่การก่อตัวขึ้นจากเนื้อเยื่อแผ่นเล็กๆในตัวอ่อนที่มีกลุ่มเซลล์ 2 กลุ่มพับตัวจนเป็นรูปหลอด 2 อัน  และมีการบีบตัวเต้นได้ตั้งแต่เมื่อทารกในครรภ์มีอายุเพียง 21 วัน  หรือ 5 สัปดาห์หลังจากที่ประจำเดือนของแม่ขาดไป  เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากว่าตอนเริ่มต้นนั้น หัวใจลูกจะเต้นตามจังหวะหัวใจของแม่!! เป็นท่วงทำนองแรกของชีวิตที่สอดประสานกลมกลืน  เพราะคลื่นหัวใจของแม่จะไปกระตุ้นหัวใจน้อยๆของลูก หัวใจแม่ส่งสัญญาณกระซิบบอกกับหัวใจของลูกน้อยอย่างอ่อนโยนว่า “ เต้นเถิดนะลูก ลูกคือหัวใจอีกดวงของแม่ เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยกัน  “    และด้วยสัมผัสแห่งรักแรกนี้เอง  จึงเป็นจุดเริ่มต้นความผูกพันลึกซึ้งที่สุดในชีวิตของคนเรา  ด้วยเหตุนี้เราจึงใช้รูปหัวใจเป็นตัวแทนของความรักความปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจที่เป็นสากล  ไม่ว่าชาติใดภาษาใดต่างก็รับรู้ตรงกันว่า หัวใจคืออวัยวะแห่งความรักนั่นเอง    


        เมื่อเป็นดังนี้แล้วท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมว่าทุกคนที่มีชีวิตเกิดมา แม้ขนาดว่าเป็นลูกกำพร้าไม่มีพ่อแม่ตั้งแต่เกิดก็ตาม  อย่างน้อยที่สุดคนๆนั้นก็ต้องเคยได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่และเป็นรักแท้จากหัวใจบริสุทธิ์มาแล้วทั้งสิ้น  ชีวิตทุกชีวิตจึงมีค่าเพราะเกิดขึ้นจากสิ่งที่มีค่า คือเกิดจากพลังแห่งรักที่หยั่งลึกลงสู่ใจกลางของชีวิตคือที่กลางใจเราทุกๆคน  และพลังความรักอันบริสุทธิ์นี้ยังดำรงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจตลอดเวลา ไม่ได้หายไปไหนเลย   ไม่ว่าเราจะรับรู้ได้หรือไม่ก็ตาม  

ฉันคือความรัก
  พลังรักจากหัวใจบริสุทธิ์นี้  เขาต้องการจะแสดงตัวออกมาตลอดเวลา เหมือนกับเป็นเสียงที่แผ่วเบาแต่มีพลังว่า “ รักเธอ รักเธอ” ฉันต้องการที่จะรัก  ฉันต้องการที่จะให้ความรักกับทุกๆชีวิต  ฉันคือความรัก  เพราะความรักคือประสบการณ์แรกสุดของฉัน  ฉันเกิดมาจากความรัก สิ่งนี้คือธรรมชาติที่แท้จริงของฉัน เราทุกคนจึงอยากให้รักเมตตาต่อกัน อยากมีเพื่อน อยากมีสายใยรักเป็นความผูกผัน จากความรักในครอบครัว  สู่ความรักเพื่อน สังคม ชุมชนและประเทศชาติ จนถึงผองเพื่อนสรรพชีวิตที่อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้  


        ในตอนเช้าวันทำงาน ผมจะเดินผ่านแผนกต่างๆในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ที่ จ.ขอนแก่น ภาพที่พบเห็นเป็นประจำคือภาพคนเจ็บป่วยมากมายมารอตั้งแต่เช้ามืด  หลายคนจะมีญาติพี่น้องมาห้อมล้อมเฝ้าด้วยความห่วงใย  บางคนก็นั่งกับพื้นจับกลุ่มกินข้าวเหนียวที่เตรียมมาในกระติบเก่าๆ จิ้มกับน้ำพริกแจ่วและปลาแห้ง   บางคนนอนบนรถเข็นด้วยอาการหอบเหนื่อยและอ่อนเพลียจากโรคหัวใจ บางคนมีแผลพุพองอักเสบตามแขนขามีน้ำหนองและเลือดไหลออกมา  บางคนมีเหล็กแทงทะลุกระดูกและใส่เฝือกเพื่อยึดส่วนที่หักไว้  คนไข้บางคนตาเหลือกโปนออกมานอกเบ้าตาจากโรคมะเร็งร้าย ยังมีเด็กเป็นโรคปากแหว่งแต่กำเนิดนอนร้องไห้ในอ้อมกอดแม่ที่พยายามใช้ช้อนป้อนนมให้ลูกกิน ในแววตาของเขาเหล่านั้นมีทุกข์กังวลที่ฉายออกมาให้เรารับรู้ได้   และต่างอดทนรอคอยแพทย์และพยาบาลด้วยความหวังที่จะหายพ้นจากความเจ็บป่วย  เชื่อว่าท่านผู้อ่านก็เคยผ่านพบเห็นภาพเช่นนี้  ในส่วนลึกของหัวใจท่านรู้สึกเช่นไรครับ  

  เวลาที่เราเห็นใครสักคนทุกข์เดือดร้อน ไม่ว่าเราจะรู้จักเขาเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม ธรรมชาติความรักที่บริสุทธิ์ในหัวใจเราจะรู้สึกทุกข์ตามไปด้วยนะครับ เช่น เมื่อเราพบเห็นคนเจ็บป่วยทุกข์ทรมานอย่างที่กล่าวมาข้างต้น   โดยที่ไม่ต้องนึกถึงหลักธรรมะใดๆ  และไม่ต้องอิงกับหลักคำสอนในศาสนาไหนเลย  เพราะมีศาสนาของความจริงแท้ในตัวเรานั่นเองที่จะบอกให้รู้ถึงความรู้สึกเจ็บแปลบลึกๆในหัวใจของเราด้วย  บางคนอาจจะใช้คำว่า ใจแป้ว  เช่นใจแป้วหมดเลยที่เห็นเธอเจ็บป่วยมากขนาดนั้น  หรืออาจใช้คำว่าใจฝ่อ หรือใจหายใจคว่ำ ก็ได้ และตามมาด้วยความเมตตา กรุณาที่อยากช่วยเหลือผู้ที่กำลังตกทุกข์นั้น

  หากมีใครมาทำความขัดเคืองใจ  จนเรารู้สึกโกรธและหงุดหงิดไม่พอใจต่อเขานั้น  แต่อีกด้านของมโนธรรมในใจเรามักกลับมาคิดตำหนิตนเอง มองตัวเองว่าทำไมเราจึงเป็นคนที่ไม่ดีเอาเสียเลย  เขาทำร้ายเราแค่นี้ ทำไมต้องโกรธมากมาย  ทำไมให้อภัยเขาไม่ได้ ทำไมยังนึกแค้นเคืองและอยากแก้แค้น เลยกลายเป็นโกรธทั้งเขาและโกรธทั้งเราไปด้วย หากได้ฝึกเฝ้าดูสาวะอารมณ์ขุ่นมัวที่กำลังกดดันอยู่โดยไม่ต้องโต้ตอบออกไป  จะพบว่าความโกรธเคืองคับแค้นแน่นหัวใจทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความรู้สึกที่ชั้นผิวนอกของจิตเท่านั้น  ผมอยากจะเรียนว่าในเบื้องลึกลงในก้นบึ้งหัวใจเรานั้น  กลับเต็มไปด้วยความต้องการที่จะรักเขา  หัวใจเรากำลังร้องบอกว่า เรารักเขา เราอยากรักเขาจนจะแย่อยู่แล้ว  แต่เงื่อนไขความคิดบางอย่างที่เรายึดถือไว้ขวางกั้นทำให้เราไม่สามารถรักเขาได้  เช่น  เงื่อนไขความคิดว่าเราไม่ชอบคนที่ไม่รักษาคำพูด เราเกลียดคนไม่ซื่อสัตย์หลอกลวง เป็นต้น    เราจึงเป็นทุกข์สองขั้น  คือทุกข์จากความโกรธไม่พอใจเขา และทุกข์ลึกลงไปในจิตวิญญาณคือทุกข์ที่ไม่สามารถรักเขาอย่างที่ธรรมชาติในตัวเราต้องการนั่นเอง

จงรักและช่วยเหลือทุกคน (Love All, Serve All)
พระโพธิสัตว์และนักบุญทั้งหลายต่างมีพลังรักจากหัวใจที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับเรา  แตกต่างกันเพียงว่าท่านเหล่านั้นหยั่งรู้  เข้าถึงและสัมผัสได้ถึงธรรมชาติแท้จริงในตัวท่านเอง  ดังที่ท่าน ศรี สัตยา ไสบาบา  นักบุญองค์สำคัญของอินเดียในปัจจุบัน  สอนว่า “  ไม่มีความจำเป็นใดที่จะไปเสาะแสวงหาพระเจ้า  เพราะในความจริงแล้วตัวคุณนั่นเองที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น  พยายามทำความเข้าใจในความจริงนี้ให้ได้  ด้วยวิธีการที่ง่ายดายและเรียบง่าย  คือมีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนคือความสูงส่ง  และหนทางดีที่สุดที่จะเข้าถึงพระเจ้าคือ จงรักและช่วยเหลือทุกคน (Love All, Serve All)” 
        ในความเงียบงัน  ณ เบื้องลึกในหัวใจของเราทุกคน  กำลังใช้เวลาทุกขณะทุกวินาที เต้นส่งเสียงกระซิบเป็นจังหวะเพื่อบอกกับเราว่า “ ตุ๊บๆ ตุ๊บๆ รักเธอ รักเธอ..”
 
Secret Box:
      " ไม่สำคัญว่าเราได้ทำอะไรไปมากแค่ไหน  แต่สำคัญว่าเราได้ใส่ความรักมากเพียงใดในการกระทำนั้น "
      " ไม่สำคัญว่าเราได้ให้ไปมากแค่ไหน  แต่สำคัญที่เราได้ใส่ความรักมากเพียงใดในการให้นั้น "
                            แม่ชีเทเรซา

2 ความคิดเห็น:

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น