วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

ชีวิตกับความเครียด

ชีวิตกับความเครียด

          ความเครียด  คือ  ความรู้สึกเป็นทุกข์ เกิดขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ  เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างเคยประสบมาแล้ว ในฐานะเป็นปุถุชนที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางครอบครัว มีหน้าที่ความรับผิดชอบต่อการงาน และเกี่ยวข้องกับสังคม ความเครียดจึงเหมือนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  แต่สามารถจะเรียนรู้และแก้ไขได้ด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง  การมีความเข้าใจที่ถูกต้องนั้นเริ่มตั้งแต่คำถามว่า " เราควรจะมีมุมมองต่อปัญหาความเครียดอย่างไร?"  มีบางคนกล่าวว่า “เราต้องกำจัดความเครียด”  หรือ “เราต้องพิฆาตความเครียด” ความคิดเช่นนั้น    แสดงถึง  ทัศนคติที่ต่อต้าน ไม่ยอมรับ มองเห็นความเครียด ว่าเป็น ศัตรูร้าย เป็นเหมือนเนื้องอก หรือสิ่งแปลกปลอมในชีวิตของเรา ที่ต้องกำจัดตัดทิ้ง หรือทำลายให้หมดไป ดังเช่นที่เรามียาปฏิชีวนะเพื่อทำลายเชื้อโรคในร่างกาย  และมีการผ่าตัดหรือฉายรังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งให้หมดไปจากร่างกาย ความมีสุขภาพดีจึงกลับคืนมา



          แต่สำหรับปัญหาความเครียดในทางจิตใจแล้ว ความเครียดคือ อารมณ์ ความรู้สึกที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา  เป็นชีวิตทั้งชีวิตที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นอย่างแท้จริง  เราจึงไม่สามารถจะวิ่งหนีหรือทำลายไปได้  ในทางตรงข้าม การสอนให้จิตใจรู้จักการยอมรับ และ อ่อนโยนกับตนเอง ไม่ทับถมซ้ำเติมตนเอง หรือโกรธไม่พอใจที่ตนเองมีความเครียดเป็นการใช้อหิงสธรรม คือไม่ใช้ความรุนแรงโต้ตอบ  ความเครียดก็จะค่อยๆคลี่คลายไปตามธรรมชาติแห่งความไม่เที่ยง  เนื่องจากอารมณ์เครียดเป็นอารมณ์ที่เป็นทุกข์ทำให้จิตใจไหวตัวไปจนขาดความสงบสุข  จิตใจที่กำลังเครียดเป็นจิตใจที่มีความทุกข์  ปั่นป่วน สับสน  และวุ่นวายใจ  ดังนั้นการเฝ้ามองจิตใจที่กำลังเกิดความเครียดนั้นจำเป็นต้องใช้สติอย่างมาก   ความมีสตินี้จะช่วยให้เห็นภาวะของอารมณ์  ความคิด ความเชื่อผิดที่ดำรงอยู่ในจิตใจ อันเป็นสาเหตุแท้จริงของความเครียด เพื่อที่จะได้ถอดถอนตนเอง ละจากความยึดมั่นผิดๆเหล่านั้น จิตใจก็สามารถคืนสภาพสู่ความสุขสงบสันติได้อีกครั้งหนึ่ง  ดังนั้นการเข้าใจถึงสาเหตุที่ก่อความเครียดจึงเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาความเครียด   ดังคำถามที่พระสารีบุตรถามพระอัสสชิว่า  " ศาสดาของท่านสอนอะไรแก่ท่าน? "  พระอัสสชิตอบว่า

“เย ธัมมา เหตุ ปัปผวา   เตสัง เหตุง ตถาคโต”
  “ธรรมเหล่าใดเกิดจากเหตุ  ตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่งธรรมนั้น”

          ขอเสนอกรณีตัวอย่าง เพื่อชี้ให้เห็นถึงการมองปัญหา และแนวทางแก้ไข ดังนี้

          เช้าวันนี้ สุขใจ เข้าฟังการบรรยาย เรื่อง การจัดการกับความเครียด  ซึ่งสำหรับช่วงเวลานี้ เธอกำลังมีอารมณ์เครียดและความทุกข์ใจอยู่มากเช่นกัน ตั้งแต่เรียนจบเป็นแพทย์มาทำงานที่ต้องมีความอดทนอย่างมาก  เธอต้องเผชิญหน้ากับการเจ็บป่วย  ผู้ป่วยจำนวนมาก และญาติของผู้ป่วย ที่ล้วนมีปัญหาแตกต่างกันไป   การทำงานที่ต้องอดนอนอยู่เวร เงินเดือนน้อยกว่าหมอที่อื่น แต่ต้องมาคอยบริการทำให้ถูกใจคน  ยิ่งเธอมีความรับผิดชอบมากเพียงใด ยิ่งทำให้ต้องเหนื่อยมากขึ้น  ในขณะที่หลายๆคนกลับชอบกินแรงคนอื่นซ้ำยังดูเขามีความสุขกว่าเราอีก  บางครั้งเธอดุ และอารมณ์เสียใส่ผู้ป่วย ทั้งที่ใจก็สงสารผู้ป่วยอยู่เช่นกัน เธอรู้สึกว่าการทำงานในสภาพเช่นนี้ ตัวเธอเองต้องการกำลังใจอย่างมาก ยิ่งในช่วงนี้ที่เธอเองกำลังเต็มไปด้วยปัญหาในชีวิตส่วนตัว  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูก  สามีที่พึ่งอะไรไม่ได้เลย  หัวหน้า  เพื่อนร่วมงาน  นี่ยังไม่รวมภาระหนี้สินที่ยังอีนุงตุงนังอยู่อีกมาก  จนรู้สึกว่าเรื่องแย่ๆเหล่านี้คงไม่มีวันสิ้นสุด

          “ทำไมนะเราจึงต้องมาทนทำงานอยู่แบบนี้  นี่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราคงจะ….. เฮ้อ คิดไปก็ ไม่มีประโยชน์  วันนี้ลองมาฟังดูซิว่า เทคนิคการปรับอารมณ์ความคิดจะช่วยเราได้แค่ไหน? ก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอก เพราะปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้ล้วนแต่คนอื่นเอามาสุมทับใส่เราทั้งนั้น”

          เวลานี้ สุขใจดูจะไม่สุขใจสมชื่อเสียแล้ว เนื่องจากอะไร?

          คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าปัญหาหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากสาเหตุภายนอกตนเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ญาติ เพื่อน งาน การเรียน ฯลฯ ทั้งที่ความจริงสิ่งเหล่านั้นจะเข้ามากระทบใจเราได้ก็เพราะตัวเราเองเข้าไปโต้ตอบสิ่งเหล่านั้นด้วยความรู้สึกพอใจและไม่พอใจ  ซึ่งล้วนมาจากเงื่อนไข ความคิด ความเข้าใจ ที่บุคคลนั้นมีต่อสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต  หมายความว่า สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ล้วนมีสภาพความเป็นไปตามจังหวะครรลองของสิ่งนั้น  ส่วนตัวเราต่างหากที่เข้ามารับรู้ แล้วสร้างความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ ต้องการ ไม่ต้องการ ด้วยกฎเกณฑ์ เงื่อนไข เฉพาะของตัวเราเอง  เพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่ตัวเราพึงพอใจ หรือต้องการให้เป็น ดังนั้นผลจึงออกมาว่า คนเราเกิดความทุกข์ความเครียดขึ้นเมื่อ

          1. ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการได้
          2. ได้รับในสิ่งที่ไม่ต้องการได้

          แล้วความสมหวัง ผิดหวังนี้ก็ก่อให้เกิดทุกข์ หมุนเวียนเปลี่ยนไปมาเช่นนี้ตลอดทั้งชีวิต
          ความคิดในใจที่ว่า  “นี่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราคงจะ….” แสดงให้เห็นว่าจิตใจมักไม่ยอมรับความจริงในปัจจุบัน  คิดจะกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผ่านไปแล้วในอดีต  ซึ่งไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้  ส่วนการที่สุขใจคิดว่าตนเองนั้น “เงินเดือนน้อยกว่าหมอที่อื่น”  แม้จะเป็นความจริงก็ตาม  แต่ความสุขของมนุษย์ก็ไม่ได้ขึ้นกับการมีเงินทองทรัพย์สมบัติมากเสมอไป  มีหลายคนที่ยากจน แต่เขากลับยิ้ม และมีความสุขในชีวิตมากกว่าเราก็ได้  การที่คอยเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นเป็นนิสัยในวัยเด็กที่ติดตัวมาจนโต  เมื่อเทียบกับคนที่มีน้อยกว่าก็ทำให้เกิดความหยิ่งทะนง  แต่หากไปเทียบกับคนที่มีมากกว่าก็ทำให้รู้สึกอิจฉาหรืออาจตำหนินึกน้อยใจตนเอง  ซึ่งหากบุคคลใดไม่มีความพึงพอใจ  คือไม่มีความรักในสิ่งที่ตนเองมีและเป็นอยู่  ก็ต้องคอยนำตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นอยู่เรื่อยไป

          เห็นได้ว่า ตัวความรู้สึกนึกคิดนี้มีผลต่อคุณภาพจิตใจของแต่ละคน อาจเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบความคิด ความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล เงื่อนไขของอารมณ์ หรือความเคยชินที่จะคิดจนเป็นนิสัย เกิดเป็นบุคลิกภาพของบุคคลนั้น มีทั้งส่วนที่อยู่ในระดับจิตสำนึกคือระลึกรู้ได้ และจิตไร้สำนึก คือไม่สามารถระลึกได้ในภาวะปกติ แต่ส่งผลให้คนเรามีโลกทัศน์แตกต่างกันไป   Albert Ellis ได้กล่าวถึงความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล (irrational beliefs) ของมนุษย์ว่าเป็นผลจากการปลูกฝังแนวคิดที่ผิดในการดำรงชีวิตมาเป็นเวลานาน และยังคงมีความเชื่อเหล่านี้แฝงอยู่ลึกๆ ภายในจิตใจ เป็นตัวก่อให้เกิดอารมณ์ที่เป็นทุกข์เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ในปัจจุบัน  เราสามารถค้นพบความเชื่อเหล่านี้ได้จากการสังเกตและตรวจสอบจิตใจตนเองอยู่เสมอ

ความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลที่มักพบว่าเป็นสาเหตุของความทุกข์ใจของคนเรา ได้แก่ ความเชื่อที่ว่า :

          1. จำเป็นเหลือเกินที่ต้องทำให้ผู้อื่นรัก และพอใจ ในทุกสิ่งที่เราทำ  ความจริง
              แล้ว  ไม่มีกฎเกณฑ์ใดในจักรวาลที่กำหนดให้ใครต้องมาพอใจในสิ่งที่เราทำ

          2. คนที่ทำในสิ่งเลวร้าย ผิดบาป เขาเหล่านี้ควรถูกเหยียดหยามและประนาม  
              ความจริงแล้ว  การกระทำของเขาต่างหากที่ผิด  มิใช่ตัวเขา  เราควรจะช่วยให้
              เขามีการกระทำที่ดีขึ้นด้วยความรักความเมตตา

          3. เป็นเรื่องที่แย่เอามาก หากสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ  ความ
              จริงแล้วชีวิตเต็มไปด้วยโอกาสและความเป็นไปได้ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรง
              กับความต้องการของเราก็ได้

          4. ความทุกข์ยากทั้งปวงล้วนเกิดจากสาเหตุภายนอก ซึ่งอาจจะเป็นเหตุการณ์
              หรือบุคคลที่มากระทำต่อเรา  ความจริงแล้วเหตุการณ์ภายนอกเพียงมากระตุ้น
              ให้เรารับรู้และคิดตามนิสัยความเคยชินของเราทำให้เกิดความรู้สึกไปต่างๆ

          5. หากมีบางสิ่งที่เป็นอันตรายเกิดขึ้น เราจะเสียใจและคร่ำครวญกับสิ่งนั้นอย่าง
              ไม่สิ้นสุด  ความจริงแล้วชีวิตย่อมมีเรื่องร้ายในบางช่วงและอาจจะมีสิ่งที่ดีเกิด
              ขึ้นตามมาได้เช่นกัน

          6. เป็นการง่ายกว่าที่จะใช้วิธีหลีกเลี่ยงต่อความยากลำบากในชีวิต รวมทั้งหลีก
              เลี่ยงการรับผิด-ชอบของเราต่อปัญหา ความจริงแล้วการเผชิญหน้ากับความ
              ยากลำบากแม้จะต้องทุกข์ยากอยู่บ้างในตอนต้น  แต่จะให้ผลที่ดีในระยะยาว

          7. เราต้องการได้อะไรบางสิ่ง หรือพบคนบางคนที่เข้มแข็งกว่า ยิ่งใหญ่กว่า เพื่อ
              ที่จะได้เชื่อถือไว้วางใจและเป็นที่พึ่งพิงได้  ความจริงแล้วทุกคนควรให้ความ
              เคารพและเชื่อถือตนเองเพราะตนเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน

          8. เราควรที่จะมีความสามารถ เฉลียวฉลาดและประสบความสำเร็จในทุกสิ่งมาก
              เท่าที่จะทำได้  ความจริงแล้วมนุษย์ย่อมมีความผิดพลาดได้เป็นธรรมดาและ
             ไม่สามารถรู้อะไรได้หมดทุกเรื่อง

          9. หากมีบางเรื่องมากระทบกระเทือนต่อชีวิตของเราแล้ว เรื่องเลวร้ายนี้คงจะเกิด
              ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างแน่นอน  ความจริงแล้วชีวิตย่อมมีทั้งสุขและทุกข์คละ
              เคล้ากันไป 

          10. เราต้องสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ เพื่อให้เกิดความแน่นอน และสมบูรณ์
                แบบ  ความจริงแล้วการเผชิญความไม่แน่นอนของชีวิตเป็นความท้าทายให้
               ได้เรียนรู้และเข้าใจมากกว่าที่จะไปกำหนดควบคุมเสียทุกเรื่อง

          11. มนุษย์สามารถมีความสุขได้ แม้จะไม่ต้องทำอะไร หรือทำตัวเฉื่อยชาก็ตาม  
                ความจริงแล้วความสุขเกิดขึ้นเมื่อคนนั้นได้กระทำสิ่งต่างๆอย่างสร้างสรรค์
                ตามศักยภาพที่มี  มากกว่าการอยู่เฉย งอมืองอเท้า

          12. เราไม่สามารถควบคุมและจัดการกับอารมณ์ใดที่เกิดขึ้นได้ จึงช่วยไม่ได้ที่
                เราจะรู้สึกเช่นนั้น  ความจริงแล้วอารมณ์ที่เกิดขึ้นมีที่มาที่ไป  เราสามารถเข้า
                ใจและปรับเปลี่ยนได้  ไม่จำเป็นต้องทำตัวจมปลักกับอารมณ์นั้น

          “เท่าที่ผ่านมา ถ้าเก็บกดอารมณ์ไว้มากๆ สุขใจจะรู้สึกถึงความไม่สบายภายในใจ รู้สึกหงุดหงิด ทนอะไรไม่ค่อยได้  บางครั้งปวดหัวและนอนไม่หลับ  ยานอนหลับช่วยเธอได้เป็นครั้งคราว การดุด่าระบายอารมณ์ที่บ้านไม่ช่วยให้หายเครียด  กลับทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแย่ลงไปอีก  นอกจากนี้สิ่งที่เธอพยายามทำให้ใจสบายขึ้น  โดยการลาพักผ่อนสัก 2-3 วัน  หาอะไรอร่อยกิน พูดคุยกับเพื่อนสนิท  ไปว่ายน้ำให้สดชื่นขึ้น  วันหยุดเสาร์อาทิตย์ได้ไปทำบุญที่วัด  แล้วพาลูกไปเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้าก็สนุกดี  ดูทีวี  อ่านหนังสือพิมพ์พอให้ลืมเรื่องที่ทำงานไปสักพัก  แค่นี้คงดีพอแล้วสำหรับการจัดการกับความเครียด”

          มีวิธีการอะไรที่ทำแล้วจะดีไปกว่านี้อีกหรือ?

          วิธีการแก้ไขความเครียดที่เกิดขึ้น อาจแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ

          1. วิธีการบรรเทา (Alleviation method)

          หมายถึง การผ่อนคลาย ลดระดับความเครียดที่มีลงชั่วคราว ได้แก่ การพักผ่อน การพูดคุยระบายความรู้สึก การเล่นกีฬา การแสวงหาสิ่งที่ทำให้จิตใจรู้สึกเบิกบานเข้ามาทดแทน ความเครียด   ไม่ว่าจะเป็น การดูภาพยนตร์ การฟังเพลง การปลูกต้นไม้ รับประทานอาหารอร่อย  การใช้วิธีการเหล่านี้ ถ้าใช้ได้ถูกกาละเทศะใช้อย่างพอดี ก็ช่วยแก้ไขความเครียดได้  และคนทั่วไปส่วนใหญ่ก็บริหารจัดการตนเอง และมีทักษะในการบรรเทาความเครียดได้ดีตามสมควร จึงเป็นผู้มีสุขภาพจิตดี ไม่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวช  แต่การบรรเทานี้ก็เป็นวิธีที่ใช้แก้ไขความเครียดเป็นครั้งคราวไป  เมื่อปัญหาความเครียดเริ่มสะสมขึ้นมาใหม่ก็ต้องขวนขวายหาวิธีการบรรเทาไปไม่สิ้นสุด

          2. วิธีการหยั่งรู้ และเข้าใจความเครียด (Insight method)

          คือ การเฝ้าดูตัวความทุกข์ความเครียดที่เกิดขึ้น  และมองลึกลงไปในจิตใจของตนจนเห็นว่า ความคิด ความเชื่อ ความยึดมั่น ถือมั่น เช่นใดที่ก่อให้เกิดความเครียดนี้  ซึ่งไม่ใช่เพียงการนึกคิดวิเคราะห์ไปตามทฤษฎีเท่านั้น  แต่ต้องเป็นการเห็นตัวความคิดนั้นว่าก่อให้จิตใจทุกข์ขึ้นเช่นใด ชนิดที่เรียกว่าทันรู้ ทันเห็น ในขณะนั้น แล้วจิตใจจึงค่อยคลายตัวจากความคิดความเชื่อที่ทำให้เกิดความทุกข์ได้  เกิดความเข้าใจว่าความจริงแล้วความทุกข์ทั้งปวงล้วนเกิดจากความทุกข์ที่มีอยู่ในใจของตน  ใจที่มีความทุกข์เพราะความพยายามปกป้องความเป็นตัวตนไว้ด้วยเครื่องมือ  คือ ความโกรธ  มีทิศทางโต้ตอบภายนอก  ความกลัวมีทิศทางถอยหนีปกป้องตนเอง  และมีความโลภเพื่อขยายตัวตนออกไปอีก  สติปัญญาช่วยให้เห็นว่าความโกรธล้วนเป็นธรรมชาติของความโกรธ  ความกลัวล้วนเป็นธรรมชาติของความกลัวที่เป็นสากล  มีอยู่เต็มโลกไปหมดทุกหนทุกแห่ง  ไม่ได้เป็นตัวเราหรือของเรา  การปล่อยให้ธรรมชาติความกลัวความโกรธนี้ครอบครองใจมีแต่ทำให้ตนและโลกมีทุกข์ยิ่งขึ้น  ความรักความเมตตาต่างหากที่จะช่วยให้ตนและโลกร่มเย็น  จิตใจมีความเข้มแข็งขึ้นที่จะวางเฉย  ไม่โต้ตอบไปตามนิสัยเดิมๆ  จิตใจต้องฝึกให้มีความสงบและเป็นอุเบกขา  แม้จะเกิดมีความเจ็บปวดจากความอดทนอดกลั้นเพราะไม่ได้ตามใจความโกรธความกลัวอย่างที่เคยเป็น  การฝึกฝืนตนเองนี้แม้จะทำให้รู้สึกยากลำบากในตอนแรก  แต่จะเป็นไปเพื่อความงอกงามของจิตใจ  นั่นคือการแสดงออกของความรักภายใน  ที่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของการสละละทิ้งนิสัยที่ไม่ดีเพื่อช่วยจรรโลงคุณค่าของจิตใจที่ดีงาม     แม่ชีเทเรซาสอนให้เราทุกคนฝึก    " รักจนกว่าจะรู้สึกเจ็บ  Love until it hurts " ความเจ็บปวดนี้เป็นไปเพื่อการเติบโต  ความทุกข์ยากจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าหวาดกลัวอีกต่อไป

          การที่จะเฝ้าดูกระบวนการของจิตใจอย่างละเอียดนั้น ต้องการเครื่องมือสำคัญ คือ จิตที่มีสมาธิ มีความแจ่มชัด มั่นคง และมีความสงบนิ่งเพียงพอ  ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนจิตใจด้วยความเพียร ดังนั้นวิธีการนี้จึงต้องทำงานทางจิตที่ยากลำบากกว่า การใช้วิธีการบรรเทาความเครียดชั่วคราว  แต่ผลที่ได้รับคือ

          1. มีการเข้าใจความจริง  เป็น  ธรรมชาติของการรับรู้
          2. มีความสุขสงบ  เป็น  ธรรมชาติของการดำรงอยู่ 
          3. มีความรักความเมตตา  เป็น  ธรรมชาติของการแสดงออก

           “ใคร ๆ มักบอกว่า สุขใจเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว  ถ้าเวลาเธออารมณ์ไม่ดี ควรห่าง ๆ เธอไว้จะดีกว่า เธอเองก็พอจะรู้ตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า “เราปากร้ายแต่ใจดี” บางวันตื่นขึ้นมาสบาย  แต่ทำไป ๆ กลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทีละน้อย  พอตกเย็น ไม่อยากพูดอยากคุยกับใคร อยากจะอยู่เงียบ ๆ คนเดียว เพราะรู้สึกเครียดมากจนปวดศีรษะ

          เวลาเกิดอารมณ์โกรธ  เหมือนจะเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทีเดียว  แต่เมื่อเวลาผ่านไป หรือทำอะไรเพลิน  อารมณ์โกรธหายไปได้อย่างไรไม่รู้ เหมือนยังโกรธแต่ก็ไม่ค่อยโกรธ บางครั้งคิดว่าให้อภัยเขาได้แล้ว  แต่พอมีปัญหาขึ้นมาอีก กลับโกรธรุนแรงยิ่งกว่าเดิม  นอกจากนี้ยังมีเรื่องช่างกังวลที่ยังแก้ไม่หาย  จนบางครั้งกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ “ก็เรื่องคนไข้จะไม่ให้สำคัญได้อย่างไร” เธอเคยให้ความสำคัญ เพราะกลัวจะทำอะไรผิดพลาด เลยกลายเป็นเอาจริงเอาจังไปเสียทุกเรื่อง

          อยากรู้ว่าจะมีวิธีการจัดการกับอารมณ์อย่างไร โดยเฉพาะความโกรธ จึงไม่ต้องเก็บกด หรือเกิดปัญหาถ้าระเบิดออกไป ?

          การรู้จักอารมณ์ตนเอง  เป็นก้าวแรกที่จะเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ  และเป็นก้าวที่สำคัญหากได้เรียนรู้ และพัฒนาขึ้นแล้ว บุคคลจะมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีความมั่นคง และพบความสงบสุขในชีวิตในที่สุด อารมณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะมีหลายแบบ หลายอาการ ในทางพุทธศาสนาแบ่งเป็นชนิดได้ 3 ชนิดคือ

          1. สุขเวทนา  อารมณ์ที่เป็นสุข ได้แก่  อารมณ์ดีใจ  สุขใจ  ปลื้มใจ  ภูมิใจ  ยินดี  
              เป็นต้น

          2. ทุกขเวทนา  อารมณ์ที่เป็นทุกข์  ได้แก่  อารมณ์เศร้า  วิตกกังวล  กลัว  โกรธ  
               เหงา  หงุดหงิด  อับอาย  ประหม่า  คับข้องใจ  เป็นต้น

         3. อทุกขมสุขเวทนา  อารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์  ได้แก่  สภาพอารมณ์ที่เป็นกลาง ๆ

          อารมณ์ทั้ง 3 ประเภทนี้  ผลัดเปลี่ยนกันเกิดขึ้นในจิตใจ ขึ้นกับสิ่งกระตุ้นทั้งภายในและภายนอก แม้ว่าเราต่างมีประสบการณ์กับอารมณ์เหล่านี้มาตั้งแต่เกิดแล้วก็ตาม แต่เรามักไม่ค่อยรู้วิธีการจัดการอย่างถูกต้อง ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำจิตใจ และมีอิทธิพลอย่างหนึ่งอย่างใด โดยที่ถ้าไม่ระเบิดออกมาเป็นปัญหากระทบบุคคลอื่น ก็เป็นการเก็บกด สร้างความกดดันต่อจิตใจตนเองยิ่งขึ้น

          อารมณ์ที่มีอยู่ตลอดเวลาทั้งวันนั้น อาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ อารมณ์พื้นฐาน และอารมณ์ตอบสนอง  อารมณ์พื้นฐาน คือ อารมณ์ที่คุกรุ่นในจิตใจอยู่ก่อน ขึ้นกับสภาวะของร่างกาย   ผลจากความคิดความเชื่อพื้นฐานที่เป็นสำนึกในการดำรงชีวิตของคนนั้น  และผลรวมจากอารมณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า  ส่วนอารมณ์ตอบสนอง คือ อารมณ์ที่เพิ่งเกิดในขณะที่เผชิญเหตุการณ์  ซึ่งอารมณ์ทั้งสองนี้จะบวกลบกันเป็นผลของสภาวะอารมณ์ในปัจจุบันของบุคคลนั้น  หลายครั้งที่คนเราแสดงอารมณ์ต่อบางเหตุการณ์มากเกินความจริง  ก็เนื่องจากการที่เรามีอารมณ์บางอย่างเป็นพื้นฐานอยู่แล้วนั่นเอง เช่น คนที่กำลังหงุดหงิดมาจากเรื่องทะเลาะกับสามี  บังเอิญมาเจอความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของผู้ร่วมงานก็อาจแสดงความโกรธรุนแรงเกินสมควรออกไป  จนคนอื่นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนนี้จึงมีอารมณ์โกรธมากเพียงนี้

          คนส่วนใหญ่ต้องการให้จิตใจมีอารมณ์ที่เป็นสุข และไม่พอใจเมื่อเกิดอารมณ์ที่เป็นทุกข์  การที่มีความไม่พอใจอารมณ์ที่เป็นทุกข์  เท่ากับทำให้ใจเป็นทุกข์ 2 เท่า  คือ ความทุกข์ที่เกิดจากปัญหาแล้วบวกกับความทุกข์จากความไม่พอใจความทุกข์ที่เกิดขึ้น  หลังจากนั้นจิตใจจะคิดไปตามความเคยชินถึงสาเหตุนอกตัวจนเกิดความทุกข์ในระดับที่ทนต่อไปไม่ได้  ต้องระบายออก หรือโต้ตอบออกไป  แล้วใจก็ให้เหตุผลเข้าข้างตนเองต่อว่า สมควรแล้วที่โต้ตอบออกไปเช่นนั้น เพราะเขาทำเราอย่างนั้นอย่างนี้  การมองสาเหตุในขณะนั้นจะเห็นเด่นชัดเฉพาะส่วนที่เป็นสาเหตุจากภายนอก โดยละเลยที่จะมองสาเหตุที่จิตใจตนเอง  จึงยิ่งมองไม่เห็นว่าตนเองมีส่วนร่วมสร้างความทุกข์ให้กับจิตใจตนเองเช่นใด

          จิตใจที่ต้องการความสุข ต้องการให้มีความร่าเริงบันเทิงใจ  ความพอใจ  ความสมหวัง  ความภาคภูมิใจก็เป็นอีกสาเหตุของความทุกข์เช่นกัน เนื่องเพราะอารมณ์เหล่านี้ก็มีธรรมชาติของความเปลี่ยนแปลงไม่คงอยู่ได้นานนัก    ดังจะเห็นได้จากในชีวิตคนเรา แม้ขณะที่กำลังรู้สึกสุขสบายจากสิ่งใดอยู่  ถ้าสังเกตให้ดีก็จะพบความกลัว ความกังวลลึก ๆ ว่าความสุขนั้นกำลังจากเราไป  คนที่เป็นโรคติดความสุข จึงต้องแสวงหาความสุข  ความพอใจ  มาหล่อเลี้ยงจิตใจอยู่เรื่อย ๆ  ถ้าต้องแสวงหาจากบุคคล วัตถุ ชื่อเสียง เงินทองภายนอก ก็ยิ่งต้องพบกับความทุกข์ยากมากขึ้นเป็นลำดับไป

          เมื่อธรรมชาติของอารมณ์มีความซับซ้อนดังนี้  จิตใจก็ยิ่งต้องมีความมั่นคง  เฉียบแหลมที่จะเข้าไปรู้เข้าใจ  ความสามารถที่จะระลึกรู้อารมณ์ของตนในขณะที่เกิดอารมณ์นั้นมีไม่เท่ากันในแต่ละคน  คนที่ระลึกรู้อารมณ์ได้ทัน จะเห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ  ส่วนคนที่ระลึกรู้ไม่ทันจะเป็นอารมณ์นั้น  และหากอารมณ์นั้นเป็นทุกข์ก็จะใช้กลไกทางจิต (defense mechanism) ที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็น  การย้ายที่ (displacement) , การระเบิดอารมณ์ (acting out), การโยนความผิด (projection), หรือเก็บกด  (repression ) จนออกสู่อาการทางกาย ( somatization)  ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องตามมา  การระลึกรู้อารมณ์ให้เห็นอารมณ์จึงเป็นวิธีการสำคัญ เป็นวิธีการที่เป็นทางสายกลาง ระหว่างการเก็บกด และการระเบิดอารมณ์ออกมา  การฝึกฝนระลึกรู้อารมณ์ตนเองบ่อย ๆ จะช่วยให้บุคคลเข้าใจตนเองดีขึ้น และไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์นั้น

          อารมณ์ที่เป็นทุกข์ทำให้เกิดความไม่สบาย รู้สึกกดดัน  อึดอัดคับข้องภายใน ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ  ไม่พอใจ  กังวลใจ  เหงาเศร้าก็ตาม จิตใจไม่ชอบเผชิญหน้าอารมณ์นั้น เราจึงมักใช้วิธีการหนีการเผชิญหน้าอารมณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ไป เช่น หาทางพูดระบายความอึดอัด การหาเหตุผลมากลบเกลื่อน การพยายามมองในแง่ที่ดี  การพยายามไม่คิด ไม่นึก ทำเป็นลืมๆไป หรือการใช้ยาเสพติด ยากล่อมประสาท ก็เป็นการหนีไปให้พ้นจากอารมณ์ทุกข์ที่เผชิญเช่นกัน

          สิ่งที่เป็นผลร้ายกว่านั้น คือ ยิ่งเราหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอารมณ์บ่อยเพียงใด ก็ยิ่งสร้างความเคยชินที่จะไม่รู้จัก ไม่เข้าใจอารมณ์ตนเอง  แม้หลายคนที่มีชีวิตกับเหตุผล หรือกฎเกณฑ์จริยธรรมโดยปราศจากความเข้าใจอารมณ์ที่แท้จริงของตน ก็จะไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นเช่นกัน  เขาจะคิดว่าในเมื่อฉันทำใจได้หรือมีเหตุผลที่ดีได้ คนอื่นก็น่าจะคิดและมีเหตุผลเช่นเดียวกัน  เกิดเป็นภาวะมืดบอดต่ออารมณ์ของตน (alexithymia) และความเครียดที่เกิดจากอารมณ์ที่เก็บกดไว้ก็ค่อย ๆ สะสมขึ้นภายในอย่างไม่รู้ตัว  เกิดเป็นอาการป่วยทางกาย (psychosomatic disorders) หรือการป่วยทางจิตใจ (psychiatric disorders) อื่น ๆ ตามมาได้

          การสอนให้จิตใจยอมรับอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก จิตใจจะได้เรียนรู้ ยอมรับความจริงของตน ในระดับอารมณ์มากขึ้น  เห็นใจและเข้าใจอารมณ์ที่กดดันจิตใจอยู่โดยไม่ปฏิเสธ ไม่กลบเกลื่อน ไม่ต้องใช้การหลอกตนเอง  ผู้นั้นจะมีความซื่อตรงกับตนเองมากขึ้น อ่อนโยนและเข้าใจจิตใจตนเองมากขึ้น นำไปสู่ความอ่อนโยน และเข้าใจผู้อื่นตามมา

          การฝึกทักษะการจัดการกับอารมณ์ ทำได้เป็นขั้นตอนดังนี้

          1. การระลึกรู้( recognition) อารมณ์ที่เป็นทุกข์ในใจของตนที่เกิดขึ้นทันที ใน
              ขณะที่ระลึกรู้นั้นให้เห็นสภาวะของอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ โดยไม่ต้องกำหนด
              ชื่อของอารมณ์นั้น

 ฉันเห็นอารมณ์  (อย่างนี้) ……. ในใจของฉัน

          2. การยอมรับ ( acceptance) ในขณะเดียวกัน ให้มีทัศนคติการยอมรับอารมณ์นั้น
              ว่า ได้เกิดขึ้นแล้ว

 อ๋อ.. อารมณ์ (อย่างนี้)…… ได้เกิดขึ้นแล้วในใจของฉัน

          3. การเผชิญหน้า ( confrontation) หรือเฝ้าดูอารมณ์นั้นด้วยใจที่สงบ มีการยอม
              รับ เข้าใจและเห็นใจว่าขณะนี้อารมณ์ที่เป็นทุกข์กำลังกดดันจิตใจอยู่ สังเกต
              สภาพร่างกายและจิตใจว่าตอบสนองต่ออารมณ์นี้อย่างไรมีอาการเจ็บปวด ตึง
              แน่น เกร็ง คับแค้นในส่วนไหนอย่างไร ขณะที่รับรู้ความรู้สึกของอารมณ์นั้นให้
              มีจิตใจสงบ เป็นอุเบกขา ไม่โต้ตอบ ไม่คิดเสริมเติมความโกรธ และไม่ต้อง
              พยายามลบล้างอารมณ์นั้นด้วย  เฝ้าดูให้สภาพอารมณ์นั้นดำเนินไปตาม
              ครรลอง จิตใจจะเกิดความเข้าใจใหม่ว่าที่แท้มนุษย์ทุกคนล้วนมีศักยภาพที่จะ
              ดำรงอยู่ท่ามกลางความกดดันของอารมณ์ด้วยความสงบ การที่เคยโต้ตอบ โต้
              เถียง ระบายออก หรือหลีกเลี่ยงอารมณ์ที่ผ่านมา เกิดจากการขาดทักษะที่จะ
              อยู่กับอารมณ์นี้ต่างหาก และเกิดความมั่นใจตนเองขึ้นว่าจะสามารถเห็นใจ 
              เข้าใจ และอ่อนโยนต่อจิตใจในขณะที่เผชิญหน้าความทุกข์ได้

          4. การเข้าใจความจริง ( insight) การดำรงความสงบมีสติเฝ้าดูตนเองไม่หวั่น
              ไหวจากอารมณ์ จะช่วยให้ได้เห็นกระบวนความคิดเป็นระลอกๆที่เกิดขึ้นในใจ 
              ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดอารมณ์ทุกข์นั้น และสติปัญญาจะชี้ชัดลงไปได้ว่า ความ
              คิดเหล่านั้นล้วนเป็นความเข้าใจผิด ความยึดมั่น ถือมั่น ความคาดหวัง ความ
              ระแวงหวาดกลัว ฯลฯ  ที่จิตใจเรามีอยู่แล้ว ก่อนที่จะมีปัญหามากระตุ้นเสียอีก 
              จิตใจจะเลิกเชื่อความยึดมั่น ความคิด ความเคยชินเหล่านั้นเสียที  เพราะถูก
              หลอกให้เชื่อให้คิดเช่นนั้นมาเป็นเวลานาน  เกิดความรู้สึกที่เป็นอิสระ จิตใจ
              กลับไปสู่ความสงบสุข และมีสติปัญญาเพิ่มขึ้น เป็นการแก้ไขอารมณ์ที่ต้นเหตุ
              อย่างแท้จริง

          “สุขใจอยากเป็นคนดี มีความสามารถ เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน อยากทำงานเป็นแพทย์ช่วยเหลือผู้ป่วยไปจนกว่าจะเกษียณ ที่บ้านเธอต้องการเป็นแม่ เป็นภรรยาที่ดี เป็นผู้สร้างความมั่นคงให้กับลูก  แม้งานหนักซึ่งต้องอดทน และต้องประหยัดมากๆ ในยุคที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้  แต่เพื่ออนาคตของลูก  เธอยินดีเสียสละความสุขส่วนตัว  เพราะลูกคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ

          แต่การที่จะทำหน้าที่ให้ดี และเป็นคนดีนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ  มีแนวทางอย่างไรที่จะเป็นคนดี  ทำความดีโดยไม่ต้องเป็นทุกข์อย่างทุกวันนี้ และอะไรคือชีวิตที่สร้างสรรค์นะ”

          จะเห็นว่าในด้านหนึ่งสุขใจ เป็นคนช่างโมโห โกรธง่าย กังวล ตัวเธอเองก็ไม่มีความสุขนักกับการดำเนินชีวิตเช่นนี้  แต่ในอีกด้านหนึ่งสุขใจ เป็นคนดี มีความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้ป่วย ต่อลูก มีความต้องการเป็นคนดี เป็นประโยชน์กับสังคม  ไม่เพียงแต่สุขใจเท่านั้น ชีวิตมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ก็มีความรู้สึกเช่นนี้ปะปนกันไป  ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติญาณพื้นฐานในการดำรงชีวิต ความรู้สึกทางเพศ  ความก้าวร้าว   ความหวาดกลัว   ความต้องการความรัก และการยอมรับ ความต้องการความสำเร็จในชีวิตตามเป้าหมายที่วางไว้   จนถึงความคิดสร้างสรรค์  ปัญญา  ความรักความเมตตา   

          แพทย์และพยาบาล เป็นวิชาชีพที่มีโอกาสได้เผชิญหน้ากับความเป็นจริงของชีวิตในขั้นตอนต่างๆตั้งแต่เกิดจนตาย  เป็นวิชาชีพที่มีโอกาสได้ฝึกความเสียสละแก่ผู้ป่วย  ดังนั้นจึงเท่ากับว่าเราได้ฝึกสติปัญญาและความรักพร้อมกันไป  การเพาะบ่มความรักในใจให้ขยายขอบเขตสู่บุคคลอื่นจนไม่มีขอบเขต  เห็นความทุกข์ของผู้อื่นดังเห็นความทุกข์ของตนเอง     และปรารถนาที่จะช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจแม้ตนเองจะพบกับความยากลำบาก  แต่ความรักในจิตใจมีกำลังมากกว่าความเห็นแก่ตัว   ความรักความเมตตาต่อผู้ป่วยเป็นเครื่องชี้วัดความเติบโตทางจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี

          ชีวิตทุกชีวิตล้วนมีความหมายในตนเอง  แม้ภายนอกจะแตกต่างกันไปมากมาย ทุกคนล้วนกำลังอยู่บนเส้นทางของการพัฒนาชีวิตในขั้นตอนที่แตกต่างกัน  จากขั้นก่อนตัวตน (prepersonal stages) ความเข้าใจตัวตนและโลกยังไม่ชัด  รับรู้โลกจากมุมมองและภาพสะท้อนของจิตใจตนจึงรับรู้และเข้าใจประสบการณ์ผิดจากความเป็นจริง  ยึดถือตนเองเป็นใหญ่และเป็นศูนย์กลาง  จิตใจเกิดความแปรปรวนรุนแรงได้ง่าย (fragility) เพราะอัตตายังไม่มีความมั่นคง   สู่ขั้นความเป็นตัวตน(personal stages)ที่แม้ความเป็นตัวตนจะชัดเจนแล้ว  แต่ยังขาดการเข้าใจองค์ประกอบของจิตใจในระดับต่างๆที่สัมพันธ์กัน  จิตใจดำรงความสมดุลได้ด้วยการหาความสุขความพึงพอใจ  ความภาคภูมิใจ  ความสำเร็จของตัวตนและหลีกเลี่ยงการเผชิญความสูญเสียที่จะสั่นคลอนความเป็นตัวตน  มีสัณชาติญาณเป็นแรงขับพื้นฐานซึ่งจะถูกควบคุมไว้ด้วยกฏเกณฑ์ทางจริยธรรมเป็นเครื่องชี้นำการดำเนินชีวิต คุณค่าของจิตสำนึกขั้นสูงแม้จะมีอยู่แต่ยังไม่สามารถแสดงออกได้เต็มที่เพราะถูกเคลือบแฝงด้วยความกลัว ความโกรธ และความโลภ  ความเครียดความทุกข์จึงมีเป็นธรรมดา สุดท้ายคือขั้นพ้นจากตัวตน  (transpersonal stages) คือเป็นอิสระจากสำนึกของความเป็นตัวตนและการยึดติดกับองค์ประกอบของตัวตน  มีทั้งดุลยภาพในการดำเนินชีวิตปกติ และยังสามารถแสดงออกถึงคุณค่าจิตสำนึกในระดับสูงคือสติปัญญาและความรักความเมตตาที่พ้นจากการยึดติดกฏเกณฑ์  ซึ่งถือได้ว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต    การที่จะก้าวล่วงพ้นสู่ความไม่มีอัตตาได้นั้น เขาต้องผ่านกระบวนการเข้าใจอัตตาของตน  โดยมีการยอมรับตนเองอย่างสมบูรณ์ (Absolute Self Acceptance) มองเห็นภาพรวมของตนเองอย่างที่เป็นจริง ไม่ใช่เห็นเพียงอย่างที่ต้องการให้เป็น  พร้อมกับมีความรัก ความอ่อนโยนต่อตนเอง จนจิตใจไม่เหลือความขัดแย้งระหว่างจิตสำนึกในระดับต่างๆ จิตใจมีความสุขสงบ เกิดเป็นภาวะบูรณาการแห่งตน (Self Integration) เป็นการจรรโลงสร้างสรรค์ชีวิตให้เข้าถึงอุดมคติ

          คนที่มีความเข้าใจตนเองจะสามารถดำรงชีวิตได้สบายขึ้น  เพราะถูกรบกวนจากความขัดแย้งในจิตใจน้อยลง  เขาจะทำงานหน้าที่ต่างๆในชีวิตด้วย

          1. ความรักที่แท้จริงในสิ่งที่ทำ  เห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
          2. มีความเข้าใจงาน  เข้าใจตนเองและเข้าใจคนที่ร่วมงานด้วย
          3. ทำงานนั้นๆอย่างดีที่สุดเท่าที่ความสามารถในขณะนั้นจะทำได้
          4. ปล่อยวางผลของงานนั้น  ยกจิตให้พ้นจากความคาดหวังผล  ความสุขความ
              พอใจได้รับโดยสมบูรณ์แล้วจากการกระทำ  ไม่ต้องรอแต่ให้มีความสุขจากผล
              การกระทำ

สรุป

           ชีวิตและความเครียดเป็นสิ่งที่ควบคู่กัน  ความเครียดเป็นธรรมชาติที่มีอยู่เป็นธรรมดาของการมีชีวิต  การฝึกให้ความเข้าใจความเครียดจึงเป็นการดำเนินสู่การเข้าใจชีวิต  เริ่มตั้งแต่การมีทัศนคติที่เข้าใจ  ยอมรับ และอ่อนโยนต่อความเครียดในใจ มีสมาธิช่วยให้ใจมีความสงบขณะเดียวกันก็สามารถจดจ่อเฝ้าดูกระบวนการทำงานของจิตใจอย่างละเอียดทุกแง่มุม จนเห็นตัวตนที่แท้ของตน   มีสติปัญญาเป็นเครื่องช่วยแยกแยะสาเหตุของความเครียด  คือ  ความคิดที่ไม่มีเหตุผล  ความเคยชินที่จะกลัวและโกรธจนเป็นอคติฝังใจ  ออกจากธรรมชาติที่ดีงามคือความรักความเมตตา   มีความอดทนอดกลั้นด้วยสติและอุเบกขาเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อก้าวพ้นความเคยชินเดิมของจิตใจที่มักมีแต่ความเห็นแก่ตัว  ชีวิตก็จะมีความเครียดน้อยลงๆหรือหมดจากความเครียดได้เมื่อเราเห็นและเข้าใจชีวิตที่มีความเครียดแล้วนั่นเอง 

*****************************

บรรณานุกรม

1. ประยุทธ์ ปยุตโต, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม . พิมพ์ครั้งที่ 7 , กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2535.
2. Ellis A., The Essence of Rational Emotive Behavior Therapy ( REBT ) : A comprehensive   
       approach to treatment . Albert Ellis Institute.  http://www.rebt.org/essays/teorebt.html  .
3.    Ruskan J. Emotional Clearing.  http://www.spiritweb.org/Spirit/emotional-clearing-ruskan.html .
4.    Thich Nhat Hanh, Peace is Every Step : The path of mindfulness in everyday life. New York : Bantam Book, 1991.
5.    Wilber K, Engler J, Brown DP. Transformations of Consciousness : conventional and 
       contemplative perspectives on development ,  Boston & London : Shambhala, 1986.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น