วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่ 8 ชีวิตกับความรัก


รูปพระแม่ตารา พระโพธิสัตว์แห่งความการุณ

บทที่ 8  ชีวิตกับความรัก

“Love is the only power.  Love is the only way  Love, Love our love, watch our circle grow.”

          ความรักเป็นยาต้านความเกลียด สำหรับรักษาความเครียด ความชิงชัง ผู้ที่จะสามารถรักผู้อื่นได้นั้น จะต้องขยายขอบเขตความเข้าใจจากมุมมองของตนเองออกสู่บุคคลอื่น โดยฝึกการยอมรับในความแตกต่าง และตระหนักในคุณค่าของชีวิตผู้อื่นเช่นเดียวกับตนเอง มีความรักและเคารพในความเป็นชีวิตที่อยู่ร่วมกัน คนที่หิวโหยความรักไม่อาจมอบความรักกับใครได้ หรือเมื่อให้ก็เฝ้ารอแต่การตอบแทน ปัญหาความสัมพันธ์ที่เป็นพิษนั้นมักเริ่มต้นด้วยความรักเทียมและจบลงด้วยความโกรธแค้นต่อกัน เนื่องเพราะต่างฝ่ายต่างคาดหวังและเรียกร้องจากอีกฝ่ายมากเกินไป เป็นความรักที่เห็นแก่ตัว (Selfish love)



          ความรักทำให้ใจเป็นสุข ความรักคือความปรารถนาดี  เป็นพลังสร้างสรรค์ยิ่งใหญ่ แม้เพียง ความรู้สึกรักและชื่นชมต่อดอกไม้ ต้นไม้หรือสัตว์เลี้ยงก็ช่วยให้ใจของเราสงบได้มากแล้ว ยิ่งการให้ความรักต่อมนุษย์ด้วยกันก็ยิ่งช่วยให้ผู้ให้และผู้รับเป็นสุขมากขึ้น จงให้โอกาสความรักที่เป็นธรรมชาติในใจของทุกคนได้มีโอกาสเปิดเผยตนเองออกมายิ่งขึ้นทุกวัน ๆ   พลังความรักที่แท้จริง (Selfless love) เกิดขึ้นจากใจส่วนลึก  เมื่อจิตใจเป็นอิสระจากสิ่งที่ไม่ใช่ความรัก  ได้แก่เงื่อนไข  ความคาดหวัง  ความกดดัน  ความยึดติด และความกลัว เมื่อนั้นเราจะสัมผัสได้ถึงความรักที่เปี่ยมล้นและมีอยู่อย่างไม่จำกัดภายในจิตใจของเราเอง (The greatest LOVE)  เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ให้ความอิ่มเอิบใจ ปีติสุข  และเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่าไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่าเท่าหัวใจที่บริสุทธิ์  

          พลังของความรักเป็นพลังที่มีอานุภาพมากที่สุด  ดังคำกล่าวของ  ท่านภควัน ศรี สัตยา ไสบาบา  ที่ว่า

          “มีวรรณะเพียงหนึ่งเดียว  คือวรรณะแห่งมนุษยชาติ
            มีภาษาเพียงหนึ่งเดียว  คือภาษาแห่งหัวใจ
            มีศาสนาเพียงหนึ่งเดียว  คือศาสนาของความรัก
            มีพระเจ้าเพียงหนึ่ง  และเขาดำรงอยู่ทุกหนแห่ง”

           เพราะความรักจะช่วยให้บุคคลสามารถข้ามพ้นความยึดติดอัตตาของตนสู่ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อทุกชีวิต  เป็นความรักที่สละความเห็นแก่ตัวเพื่อความรักเพียงอย่างเดียว

          การให้อภัยเป็นสิ่งที่ควบคู่กับความรัก มีผู้ป่วยทางจิตเวชจำนวนมากที่รักษายาก เรื้อรัง จะพบว่าบุคคลเหล่านี้มักจะมีความโกรธแค้นใครบางคนในชีวิตชนิดที่ให้อภัยไม่ได้ (unforgivable) เขามักจะคร่ำครวญกับความอยุติธรรมที่ตนเองต้องได้รับ ต้องทนอยู่ เขากล่าวโทษผู้อื่นซ้ำซากทุกวัน มีความรู้สึกโกรธ โดยหารู้ไม่ว่าความโกรธนี้ทำร้ายตัวเองอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน การให้อภัยเป็นคุณสมบัติของจิตที่มีปัญญา มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่น ไม่ปล่อยให้ความแค้นเคืองบ่อนทำลายจิตใจตนให้ตกต่ำ เพราะความโกรธเกลียดทั้งหมดนั้นล้วนอยู่ที่ใจเรา หาได้อยู่ที่ผู้อื่นไม่ เขาสามารถมองข้ามความผิดของผู้อื่นได้ เพราะตระหนักชัดแจ้งดีว่าผู้ที่กระทำผิดล้วนทำไปด้วยความไม่รู้    ความเข้าใจที่เกิดขึ้นทำให้สามารถแยกแยะได้ว่า เราไม่ชอบความไม่ดีในตัวเขา แต่เราไม่เกลียดเขาและต้องการที่จะช่วยเหลือให้เขาได้ปรับปรุงเท่าที่เหตุและปัจจัยจะกระทำได้ เมื่อได้ยกโทษให้ผู้ใดจริง ๆ แล้ว คือการปลดปล่อยจิตใจของตนให้เป็นอิสระจากเงื่อนไขความเกลียดชังผู้อื่น จิตใจของเราปลอดโปร่งขึ้น ไม่มีภาระหนักทางใจที่ต้องคอยแบกไว้อีกต่อไป

          เพื่อที่จะให้อภัยได้นั้น บุคคลผู้ถูกกลั่นแกล้ง ถูกกระทำ ระลึกถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจพร้อมกับรับรู้ความโกรธเกลียดผู้ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับเรา  “ฉันเห็นความโกรธที่มีในตัวฉัน” เป็นการนำความรู้สึกให้โผล่ขึ้นมาในระดับจิตสำนึก ไม่ต้องเก็บกดอีกต่อไป เพื่อจะได้เผชิญหน้ากับความรู้สึกของตนเองอย่างแท้จริง ไม่พยายามหลีกเลี่ยงโดยหาเหตุผลที่ดูเหมือนว่าดีมากลบเกลื่อน  ดูแลความโกรธที่เกิดขึ้นด้วยความเอาใจใส่ดุจดังแม่ซึ่งดูแลลูกน้อยที่กำลังร้องไห้ ใช้การหายใจเข้าออกที่สงบช่วยให้จิตใจมีสติและรับรู้อารมณ์โกรธนั้นไว้โดยไม่ต้องคิดปรุงแต่งเติมเชื้อไฟของความโกรธเพิ่มขึ้น จิตใจจะเกิดปัญญาเห็นที่มาที่ไปของอารมณ์ได้ว่า  แท้จริงมีแต่ตัวเราที่กักขังจิตใจเราไว้กับอารมณ์ขุ่นข้องต่าง ๆ  เราสามารถละวางด้วยความเข้าใจอารมณ์นั้นและที่อยู่ลึกภายใต้พื้นผิวอารมณ์ลงไปคือเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จิตใจยึดถือไว้  เราจะพิจารณาใคร่ครวญถึงต้นเหตุของอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้น เมื่อได้พิจารณาบ่อยครั้งเข้า ก็จะเริ่มมองเห็นรูปแบบความคิดที่ตนเองมีอคติต่อผู้อื่น เพราะอคติและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของเรานั้นเองที่เป็นอุปสรรคในการเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของผู้อื่น ที่ย่อมจะมีข้อบกพร่องเช่นเดียวกัน การให้อภัยก็เกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฝืนใจให้อภัย และจิตใจจะเกิดความสงบสุขภายในเพิ่มมากขึ้น

          หลังจากผ่านการฝึกฝนในสัปดาห์ที่ 7 แล้ว  ผู้ฝึกจะค่อย ๆ เห็นรูปแบบความคิดของตนเองเปิดเผยออกมาเพิ่มขึ้น  เนื่องจากแรงต้านทานที่เกิดจากการไม่ยอมรับตนเองลดน้อยลงไป  มีการยอมรับตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไขเกิดขึ้นมาแทน ไม่ว่าตนเองนั้นจะมีความคิด  จินตนาการ  ความขัดแย้งภายในจิตใจ  รวมถึงความปรารถนาที่แฝงเร้นอยู่เช่นใด ล้วนได้รับการยอมรับจากจิตใจของเราเองทั้งสิ้น  เราจะได้เห็นเงาของชีวิตที่เรามีอยู่อย่างไม่ได้มีการตระหนักรู้ตนเองมาก่อน เช่น ความพร่อง ความไม่สมบูรณ์ ความผิดพลาดพลั้งเผลอ  ความก้าวร้าว  ความละโมบ  ความเห็นแก่ตัว  ความถือตัว  ความคาดหวังจากตนเองและผู้อื่น  ความต้องการสิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นธรรมชาติของจิตใจของมนุษย์ที่เราอาจเก็บกด และบดบังไว้ ตามความคาดหวังของสังคมและชุมชนที่อยากให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ความกดเก็บความรู้สึกต่าง ๆ อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลทางด้านจิตใจซึ่งสามารถแก้ไขด้วยการการยอมรับตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไข   การยอมรับในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเห็นดีด้วยกับความคิดที่ไม่ดีในใจ  แต่เป็นการเข้าใจและยอมรับว่าเรายังมีเงามืดของชีวิตอยู่ด้วยความรักและความเข้าใจตนเอง 

          ในขณะเดียวกันนั้น  ผู้ฝึกยังได้เห็น ธรรมชาติที่ดีงามภายใน ได้แก่  ความอ่อนโยน ความเมตตา ความรัก ความอดทนพยายาม  ความร่าเริงสนุกสนาน  ความสุข  ความรู้สึกสุนทรีต่อสิ่งที่สวยงาม ความใฝ่ดี ความเสียสละ ฯลฯ อันทำให้จิตใจมีความสงบสุข

          เมื่อธรรมชาติทั้งสองด้านถูกเปิดเผยขึ้นสู่จิตใจของผู้ฝึก  ความเข้าใจความจริงแห่งตนก็ค่อยแจ่มชัดขึ้น  เหมือนภาพต่อ  jigsaw ที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ บุคคลนั้นจะดำรงชีวิตด้วยความรู้ความเข้าใจ เกิดภาวะบูรณาการแห่งตน (Self  integration )

          การเห็น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและความหมายต่อกระบวนการฝึกฝนจิตใจเป็นอย่างยิ่ง การเห็นและยอมรับตนเองด้วยความเข้าใจนี้กลับทำให้จิตใจมีพลังที่จะละวางเงื่อนไขวิธีการคิด  ความเชื่อ  นิสัยความเคยชินเดิมที่ก่อให้เกิดความทุกข์ ได้อย่างอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติ  ไม่ใช่การพยายามฝืนใจละวาง  และเก็บกดความไม่พอใจไว้อย่างเดิม  แต่การละวางนี้เป็นสติปัญญาเพราะเห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากสิ่งนั้นอย่างชัดเจน จิตใจไม่ต้องการที่จะกลับไปจมปลักกับความทุกข์เช่นเดิมอีก

          ในทำนองกลับกัน  การได้เห็นคุณค่าที่ดีงามในจิตใจของตน  และผลของคุณค่าที่ดีงามเหล่านี้ที่ทำให้เกิดความสุขแก่ตนเองและผู้อื่น  ยิ่งเพิ่มความมั่นใจที่จะดำเนินชีวิตไปตามครรลองของความดี โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับ และไม่ขึ้นกับคำชื่นชมสรรเสริญจากใคร   เห็นว่าความดีนี้เป็นสากล  เป็นคุณสมบัติของจิตที่ได้รับการฝึกฝนพัฒนาแล้ว  ความดีที่ทำนั้นเพื่อดำรงรักษาความดีให้ดำรงอยู่  ไม่ใช่เพื่อผลตอบแทนตามความละโมบ  จึงไม่ต้องผิดหวังเสียใจเหมือนเช่นเดิมอีก

          ความไม่สมดุลทางด้านจิตใจ ส่วนใหญ่ของมนุษย์ทุกคน มักเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ความสัมพันธ์  ซึ่งอาจจะเป็น  ตัวเรากับคนใกล้ชิดคือสามีภรรยา  ตัวเรากับเพื่อน ตัวเรากับลูกน้องหรือหัวหน้าและผู้ร่วมงาน  หลายครั้งที่ปัญหานั้นลุกลามนำไปสู่ความขัดแย้ง  ทะเลาะวิวาท  หย่าร้าง  การทำลายล้างกัน  ทำให้เกิดความทุกข์ทั้งตัวเราและผู้อื่น  ความขัดแย้งที่มากขึ้นนำไปสู่ความไม่สงบสุขของสังคมชุมชน  ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้ล้วนมาจากสิ่งนี้คือ การมองผู้อื่นผิดไปจากความเป็นจริง 

          เราจึงควรกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ที่มีโดยความสัมพันธ์เริ่มแรกที่คนเราควรจะเรียนรู้ได้แก่  การมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องต่อตัวของเราเอง  คือ  การมีความรัก ความเห็นใจ  ความอ่อนโยน  ความยอมรับด้วยความเข้าใจต่อชีวิตของเราเอง  อันได้แก่  ลมหายใจ  ร่างกาย  อารมณ์ความรู้สึกในใจ  ความคิด  เงื่อนไขความคิด  ซึ่งผู้ฝึกได้เรียนรู้และฝึกต่อเนื่องมาตั้งแต่บทเรียนในสัปดาห์ที่ 1-7  ความรักความเข้าใจตนเองนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่บุคคลจะมีความสัมพันธ์ถูกต้องต่อสิ่งต่างๆ  เมื่อเขาได้พัฒนาความรักต่อตนเองเพิ่มขึ้นเพียงใด  จะพบว่าจิตใจมีความสุขสงบ  ความต้องการเรียกร้องความรักจากผู้อื่นจะค่อย ๆ ลดลงจนหมดไป  ความรักจะเป็นธรรมชาติภายในที่อิ่มเต็ม  และพร้อมที่จะแผ่ขยายไปสู่บุคคลอื่นอย่างเป็นธรรมชาติ 

          จากกระบวนการฝึกที่ผ่านมาผู้ฝึกรักและเข้าใจตนเองแจ่มชัดเพียงใดก็จะยิ่งรักและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้นเท่านั้น  เขาจะสามารถ

          1. ถอดถอนอคติที่เคยมีกับคนอื่น
          2. ให้อภัยในความผิดพลาดพลั้งเผลอของผู้อื่นที่ต่างมีเช่นเดียวกับตัวเรา
          3. เห็นใจและเข้าใจสภาพจิตใจของผู้อื่นมากขึ้นด้วยการเปิดใจยอมรับความ
              จริงในความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น  ไม่เหมาสรุปเอาตามความเชื่อที่เต็มไปด้วย
              อคติของตน

          4. สายตาที่มองไปยังผู้อื่นเต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจ
          5. มองเห็นในความดี  ความงดงามภายในจิตใจของผู้อื่นที่มีอยู่เช่นเดียวกับเรา
              ทำให้เกิดความเคารพ
          6. ในชีวิตของผู้อื่น  เช่นเดียวกับการเคารพตนเอง  

          ต่อไปคือ  การดำรงชีวิตด้วยความรักแก่ชีวิตทั้งหลาย  เห็นว่าความรักเป็นแกนสำคัญที่จะช่วยให้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  ไม่เบียดเบียนกัน  ไม่ข่มเหง  ไม่แย่งชิง   ไม่ก้าวร้าวล่วงเกินกัน  ความรักทำให้เกิดความเข้าใจ  ความเคารพ  ความเห็นใจ  และปรารถนาให้ทุกชีวิตมีความสุข  ขณะเดียวกัน  ความเข้าใจ ช่วยให้เกิดการยอมรับและรู้จักการละวางในสิ่งต่างๆ  เพราะเรียนรู้ข้อจำกัด  ความเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน  ที่มีเป็นธรรมชาติทั้งของตัวเราเองและผู้อื่น 

          ความรักในที่นี้มิใช่ความรักแบบลุ่มหลง  ยึดติด  หน่วงเหนี่ยว  คาดหวัง  บังคับเอาให้ได้ตามใจตน ความรัก นั้นเป็นธรรมชาติของจิตสำนึกขั้นสูงของมนุษย์  คือความปรารถนาดีที่จะให้ทุกชีวิตมีความสุข  เป็นสิ่งที่ออกจากจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก  และมีทิศทางขยายออกจากตนเองไปสู่ผู้อื่น

ความรักกับหัวใจ

          หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญยิ่งยวดในชีวิต  และหัวใจก็เป็นอวัยวะที่มีความสามารถพิเศษต่างจากส่วนอื่น  คือกล้ามเนื้อหัวใจสามารถเต้นได้ด้วยตัวเองตลอดทั้งวันทั้งคืน  ไม่มีเวลาหยุดพักเลย  และการเต้นที่เป็นจังหวะของหัวใจนั้น  จะส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆทั่วร่างกาย  เลือดที่หัวใจคนเราสูบฉีดออกไปนั้น  มีเพียง 10% ที่ใช้ให้ตัวของหัวใจเอง  ขณะที่อีก 90% นั้น  หัวใจทำงานให้กับส่วนอื่น ๆ  สิ่งนี้เองกระมังที่  เวลารักใครเราจึงใช้หัวใจเป็นสัญลักษณ์ของการให้  การอุทิศตนเองเพื่อผู้อื่น  หัวใจยังเป็นอวัยวะที่สัมพันธ์กับอารมณ์ความรู้สึกของคนเราอีกด้วย  เวลาที่รู้สึกรักและปรารถนากับใครอย่างจริงใจจะสังเกตได้ว่าเกิดความรู้สึกพองโตขึ้นที่หัวใจ  เป็นความรู้สึกเป็นสุข  เบาสบาย เหมือนมีกระแสความรู้สึกที่อ่อนโยนไหลออกมาจากหัวใจ  และในทำนองเดียวกันเมื่อเราได้รับความรัก จะเกิดความรู้สึกอบอุ่น  เหมือนมีกระแสของความรัก ความสุขที่ละเอียดอ่อนไหลเติมเต็มเข้ามาในหัวใจของเรา

          ความรักบริสุทธิ์ คือความรู้สึกชนิดหนึ่งที่มีความละเอียดอ่อนมาก  สามารถสัมผัสได้ที่หัวใจ  ในขณะที่จิตใจมีความสุขสงบ ความรัก ความเข้าใจ ตนเองและผู้อื่น  ธรรมชาติของความรักภายในใจนี้ประดุจดังน้ำพุแห่งความสุขสงบที่เต็มเปี่ยมอยู่ภายในและพร้อมที่จะแบ่งปันสู่ทุก ๆ ชีวิต  ผู้ที่สัมผัสกับความรู้สึกละเอียดอ่อนของความรักภายในนี้แล้ว  จะมีจิตใจที่มีเมตตาการุณย์ต่อตนเองและผู้อื่น  อ่อนโยนและอบอุ่นด้วยมิตรไมตรี  ปรารถนาให้ตัวเองและผู้อื่นมีความสุขพ้นจากความทุกข์  เป็นธรรมชาติของจิตสำนึกขั้นสูงที่ได้พัฒนา  เป็นบ่อเกิดของความดีงาม เป็นทรัพย์ภายในของบุคคลนั้น

          การสำนึกขอบคุณถึงคุณค่าดี ๆ ที่ชีวิตมอบให้แก่เรานั้นเป็นเครื่องแสดงคุณภาพของจิตใจที่ละเอียดอ่อนและพัฒนา  จิตสำนึกแห่งการรู้คุณนี้ เป็นคุณสมบัติฝ่ายดีประจำใจของเรา เช่นเดียวกับความเมตตาและความละอายเกรงกลัวต่อบาป หากได้สร้างจิตสำนึกนี้ให้เกิดขึ้นในใจเสมอ  จะทำให้เห็นคุณค่าของชีวิตที่อยู่ร่วมกัน เกิดการถ่อมตน การยอมรับในคุณค่าของผู้อื่น มองและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในภาพรวมที่ไม่มุ่งแต่การตอบสนองความพึงพอใจของตนเองฝ่ายเดียว

          การที่ได้เกิดเป็นคนนั้น เริ่มต้นจากเซลล์ชีวิตเพียงเซลล์เดียว เติบโตจากสารอาหารจากเลือดของแม่ ได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุดจนครบกำหนด 9 เดือน ครั้งเมื่อคลอดออกมาร่างกายยังอ่อนแอช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีแต่พ่อและแม่ที่ให้การเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ได้รับการสั่งสอนเรียนรู้จากโรงเรียน หัดเขียนอ่าน มีความรู้ มีวิชาชีพเท่าทุกวันนี้ก็ด้วยพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่าน ทั้งนี้ยังมีปู่ย่าตายายและญาติพี่น้อง มิตรสหายอีกมากมาย หากขาดบุคคลเหล่านี้ไป ชีวิตของเราจะเป็นเช่นใด

          เมื่อได้พิจารณาให้ลึกลงไป จะเห็นได้ว่าทุกสิ่งรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อากาศ แสงแดด ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นล้วนอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ใช้น้ำร่วมกัน แบ่งปันอากาศหายใจตลอดเวลา เราได้รับสิ่งที่เป็นผลจากการลงแรงทำงานของผู้อื่นตลอดเวลา ไม่ใช่มีแต่เพียงเราเท่านั้นที่ต้องเสียสละและอดทน คนส่วนมากมักมองแต่เพียงความยากลำบากของตนเอง คิดถึงแต่ตนเอง แม้การกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นความดีเสียสละ เช่นการบริจาคก็มักคิดถึงการตอบแทนให้ได้มีชื่อเสียงหรือการประกาศเกียรติคุณ เมื่อมีใครขอร้องให้ช่วยทำอะไรสักอย่างจะเกิดความคิดอย่างอัตโนมัติรวดเร็วว่าทำแล้วจะได้อะไร คุ้มค่าหรือเปล่า กำไรหรือขาดทุน บ่อยครั้งทีเดียวที่ความเห็นแก่ตัวนี้เบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

          เราจึงควรหมั่นน้อมใจให้ระลึกถึงและขอบคุณผู้ที่มีส่วนให้เกิดสิ่งดีๆซึ่งในชีวิตประจำวันเรามักจะมองข้ามไป เมื่อจิตใจมีความละเอียดอ่อนโยน เห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ จะทำให้เกิดความรู้สึกรู้คุณ และปรารถนาที่จะใช้กำลังสติปัญญาของตนช่วยเหลือผู้อื่น พร้อมที่จะละวางมานะทิฐิ ความถือตัวถือตน เพราะความถือตัวนั้นเป็นเพียงการสำคัญตนผิด  ที่มีอยู่ในจิตใจมานาน  เกิดการรับรู้โลกนี้เป็นมิตรและสามารถเป็นเพื่อนกับทุกชีวิต

          ผู้ที่มีจิตสำนึกแห่งความรัก / ความเข้าใจ  จะมีความสุขสงบในจิตใจและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่น   ธรรมชาติของความรัก / ความเข้าใจนี้เป็นสัจธรรมที่มีอยู่แล้ว  เพียงแต่รอให้มนุษย์ได้พัฒนาจิตใจจนเข้าสู่กระแสของธรรมชาติความดีนี้เท่านั้น ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกขั้นพื้นฐานไปสู่จิตสำนึกขั้นสูงของมนุษย์ นั่นเอง

คำแนะนำสำหรับการฝึกในสัปดาห์ที่ 8
การพัฒนาจิตสำนึกแห่งความรัก / ความเข้าใจ
วิธีการ


           1. ให้ความรักความเอาใจใส่ต่อชีวิต ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใด

                -    ขณะที่ยืน เดิน นั่งนอน  จงทำด้วยความรัก ความเข้าใจ ตนเอง
                -    เมื่อนั่งสงบอยู่  ให้เฝ้าดูลมหายใจด้วยความรัก ความเอาใจใส่  ไม่บังคับ 
                     ฝืนกลั้น 
      ลมหายใจ  แต่ปล่อยให้ลมหายใจดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ 

                -   เมื่อรับประทานอาหาร  จงทำด้วยความเอาใจใส่ ดูแลให้อาหารนั้นเป็นประโยชน์ต่อ ร่างกายนี้  เหมือนกับกำลังป้อนอาหารให้คนที่เรารัก
                -   เมื่ออาบน้ำ  ให้มีความใส่ใจในการอาบ  ให้ร่างกายสะอาด สดชื่น
                -   เวลาที่ร่างกายเจ็บป่วย ไม่สบายที่ส่วนใดก็ตาม  ให้ยอมรับ อ่อนโยนต่อ ตนเอง และ ดูแลรักษาอย่างดีเท่าที่จะทำได้
                -    เมื่อเกิดอารมณ์ ความรู้สึกทุกข์ในใจ  ให้ฝึกระลึกรู้และเฝ้าดูสภาพของอารมณ์นั้นที่เกิดขึ้นด้วยความเอาใจใส่  อ่อนโยนต่ออารมณ์ตนเอง  ดุจมารดาที่ดูแลลูกน้อยอันเป็นที่รัก   และสังเกตให้เห็นเงื่อนไขความคิดใด ๆ  ที่เป็นเหตุของอารมณ์ที่เกิดขึ้น  ด้วยความรู้สึกยอมรับ  ไม่โกรธ ชิงชัง  ตำหนิตนเอง  แต่พร้อมที่จะเข้าใจตนเอง  ยอมรับความผิดพลาดบกพร่องของตนเอง  จนจิตใจเต็มเปี่ยมด้วยความรัก / ความเข้าใจ  ที่เรามีให้กับตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไข 

          2. ภาวนาความรักในหัวใจ  โดยการเริ่มทำสมาธิลมหายใจ  เมื่อจิตใจสุขสงบจากลมหายใจเข้าออกแล้ว  ให้น้อมใจเบาๆ ภาวนาคำว่า “ เปรมา ๆๆ” (Prema) ซึ่งแปลว่าความรัก  อย่างแผ่วเบาที่สุดไว้ที่หัวใจ  จะเป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน และอ่อนโยนอย่างยิ่ง   ออกมาเองจากภายในหัวใจ จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ  เกิดพลัง หล่อเลี้ยงจิตใจให้เกิดความสุขสงบ  กำลังใจ  เป็นเสมือนของขวัญจากชีวิตที่มีให้กับคนทุกคน
สมาธิภาวนาเปรมา (Prema Meditation)
  
      เปรมา  มีความหมายว่าความรัก  เป็นความรักเมตตาบริสุทธิ์ที่มาจากใจส่วนลึก  เป็นพลังที่ทำให้หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือดอยู่ตลอดเวลา  เราสามารถสัมผัสพลังความรักนี้ได้ด้วยการนั่งลงหลับตาในสถานที่เงียบสงัด  น้อมใจลงไปสัมผัสที่หัวใจ ทุกครั้งที่หัวใจเต้นเราจะสัมผัสได้ถึงกลุ่มก้อนพลังความรักเมตตาบริสุทธิ์เปรมานี้แผ่ออกมาจากใจส่วนลึก  พร้อมกับเลือดที่ส่งผ่านไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย
พลังรักเปรมาเป็นบ่อเกิดของความเมตตาปราณี  เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เป็นเมตตาที่ไม่มีประมาณ  หากเรารู้จักบ่มเพาะด้วยการเข้าถึงพลังรักนี้  จิตใจจะเข้าถึงความปีติสุขสงบ  เกิดความมั่นคง มีกำลังใจในการดำเนินชีวิตท่ามกลางความกดดันนานัปการได้อย่างมั่นใจ
     ด้วยการนั่งหรือนอนหลับตาในท่าที่สบาย  หายใจเข้าออกลึกๆช้าๆ สามสี่ครั้งจนรู้สึกสงบ  ต่อจากนี้ให้น้อมใจเบาๆ  ระลึกคำภาวนา “ เปรมา ๆ ” ให้พลังแห่งเปรมานี้ได้สัมผัสลงไปที่หัวใจ  ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จะรู้สึกได้ถึงความสุขสงบภายใน เพราะความรักทำให้เกิดพลังที่อ่อนโยนเยียวยาดูแลจิตใจ
          เมื่อภาวนา “เปรมาๆ”  จนจิตเกิดสมาธิแล้วจะพบว่าคำภาวนาจะไม่จำเป็นอีกต่อไป  คงมีไว้แต่สภาพหัวใจที่เปี่ยมด้วยรักบริสุทธิ์  เกิดเป็นความปีติยินดี ความสุขลึกดื่มด่ำเย็น  และความสงบนิ่ง  จนหัวใจกลายสภาพเป็นความรักที่เต้นได้อยู่กลางทรวงอก  ซึ่งในขณะนี้จะเกิดเป็นบูรณาการของ สติ สมาธิ  ให้ประคองใจเช่นนี้ให้เป็นเวลานานๆ  เราได้เข้าถึงแหล่งแห่งพลังชีวิตที่อยู่ภายใน  จะเกิดผลดีต่อสุขภาพทั้งทางกายและจิต  เป็นเงื่อนไขที่จะให้เกิดการเติบโตทางจิตวิญญาณ  
        การภาวนาเปรมาอยู่เสมอ  จะทำให้จิตมีความรักความอ่อนโยน  มีความสุขสงบไม่ร้อนรน  ช่วยให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์จิตใจได้มากขึ้น  เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจ เช่น เครียด ซึมเศร้า  วิตกกังวล นอนไม่หลับ  มีหลายคนที่นอนไม่หลับเรื้อรังมานานหลายปีก็สามารถนอนหลับได้อย่างง่ายดายด้วยสมาธิภาวนาเปรมานี้ก่อนนอนจนกระทั่งหลับไปไม่รู้ตัว โดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับอีกเลย  ขอให้เกิดประโยชน์แด่ท่านทั้งหลายโดยทั่วกัน

          3. บูรณาการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

                1. ในสถานการณ์ใดที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น การพูดคุย การติดต่อธุระ การทำงาน การเลี้ยงลูก การทะเลาะ ฯลฯ ให้คอยสังเกตดูความรู้สึกที่หัวใจของตน ว่ามีความรู้สึกอารมณ์ใด ในขณะนั้น

                2. ความคิดหลายอย่างอาจผลุดขึ้นมาก็ให้สังเกตและเรียนรู้  ในขั้นตอนนี้จะมีความคิดดีงาม สร้างสรรค์เกิดขึ้นจากภายใน (intuition) เป็นเสมือนแรงบันดาลใจ  ความรู้ภายใน  ที่ทำให้บุคคลเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติความจริง

                3. ฝึกมองผู้อื่นด้วยความรัก ความสนใจ  ความใส่ใจ   อาศัยความตั้งใจของเรามองดูให้เห็นความจริงในตัวของเขา  มองในภาพรวมทั้งหมดของเขา  ไม่เฉพาะเพียงคำพูดบางคำ  ท่าทางบางอย่างที่เราไม่พอใจ  แต่มองเขาในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง  เมื่อเห็นเขาตามความเป็นจริงขึ้นเพียงใด  อคติในใจเราจะลดน้อยลงไปเอง

                4. ความรักจะเป็นธรรมชาติในการแสดงออกของจิตใจ  เริ่มจากความคิด  คำพูดและการกระทำ  ต่อชีวิตทุกชีวิต รวมทั้งต่อตัวของเราเองด้วย  โดยไม่เบียดเบียนให้ร่างกายและจิตใจของตนเองและผู้อื่นเศร้าหมองเป็นทุกข์  เอาใจใส่รักษาดูแลให้ชีวิตตนและผู้อื่นเจริญงอกงาม  และมีความสุขเท่าที่จะทำได้

          4. การฝึกประจำวัน

                - ในช่วงสัญญาณจราจร  ที่เวลา 8.00,10.00, 12.00, 14.00, 16.00 น.ช่วงละ 2-3 นาที  รักษาจิตใจของตนให้สงบ  โดยการทำสมาธิลมหายใจ เข้า-ออก ภาวนา เปรมา (ความรักในหัวใจ)
                - ในช่วงเวลาเช้า และก่อนนอน ให้ฝึกสมาธิแห่งความรักในหัวใจ  ด้วยการ
                       นั่งในท่าที่สบาย  หลังตรง
                       ระลึกรู้และเฝ้าดูลมหายใจเข้า – ออก สักครู่
                       น้อมใจมา ภาวนาความรักในหัวใจ เป็นเวลา 30 นาที  ในช่วงท้ายของ 
                       การฝึก  ให้ ผู้ฝึก
                       ระลึกแผ่ความรัก ความปรารถนาดี  ให้แก่ชีวิตทั้งหลาย 

เขียนข้อความต่อไปนี้  ติดไว้ที่บ้าน ที่ทำงานหรือนำติดตัวเพื่อให้เกิดความระลึกที่ดีงามแก่ตนเอง  ดังนี้

สมาธิแห่งรัก  Love Meditation

    ขอให้ฉันได้จดจำการดำรงอยู่ในปัจจุบัน
    ท่ามกลางการนั่ง  ลมหายใจเข้าออก  ด้วยความสงบ
    ขอให้ฉันได้เฝ้าดูชีวิตความเป็นไปภายใน
                และยอมรับความรู้สึกทั้งหมดที่เกิดขึ้น  ด้วยความยินดี
                ขอให้ฉันได้จริงใจและมีความรักต่อตนเอง
                และทั้งมีความเคารพ  มองเห็นคุณค่าชีวิตของฉัน
                ขอให้ฉันได้เรียนรู้การให้อภัยแก่ตนเอง
                เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกผิดและการมองตนเองต่ำต้อย
                ขอให้ฉันมีกำลังใจ  แรงบันดาลใจอย่างไม่มีประมาณ
                ให้ฉันได้ก้าวพ้นจาก ความเศร้า  ความกลัว  ความหวาดหวั่น
                ขอให้ฉันมีความเข้าใจ  ตระหนักรู้ขีดจำกัดของตนเอง
                เพื่อละวางความคาดหวังกดดัน  และความวิตกต่ออนาคต
                ขอให้ฉันได้มีความซื่อตรงต่อตนเอง
                เพื่อให้ความคิด  คำพูด  และการกระทำสอดคล้องกลมกลืน 
                ขอให้ฉันเป็นดั่งน้ำพุแห่งความสงบ  ความปีติสุข
               หล่อเลี้ยงจิตใจฉัน  พ้นจากความฟุ้งซ่านกระวนกระวาย
               ขอให้ฉันมีรอยยิ้มและความอ่อนหวานให้กับตนเอง
               เพื่อระลึกถึงความสุข  ความร่าเริง  และเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
              ขอให้ฉันได้เป็นแสงสว่างแก่ตนเอง
              เพื่อส่องสว่างทางแห่งความเข้าใจ ตนและผู้อื่น
              ขอให้ฉันได้บรรลุถึง  ธรรมชาติความรักภายใน
              มีความเต็มเปี่ยม  และพร้อมให้ความรักแก่ตัวฉันและผู้อื่น
             และขอให้ความรักและสันติสุขภายในใจนี้
             จงได้เผื่อแผ่แบ่งปันไปสู่ทุกชีวิต  โดยถ้วนทั่วกัน


*****ขอทุกชีวิตได้พบกับ ความจริง ความรัก และ สันติสุข*****

บทสรุป

          โปรแกรมสมาธิบำบัดนี้ คงได้เป็นประโยชน์แก่ทุกคนที่ได้นำไปศึกษาและปฏิบัติ  มากน้อยไปตามกำลังความพากเพียร  ความตั้งใจของแต่ละคน  ซึ่งจะต้องเจริญงอกงามขึ้นอย่างแน่นอน  ผู้ฝึกจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายในทีละน้อย จนความคิด  การกระทำ และคำพูดมีการเปลี่ยนแปลงไป และที่สุดก็จะทำให้สามารถค่อยๆ เริ่มถอนตัวจากยาเสพติด เนื่องจากผู้ปฏิบัติค้นพบความสงบสุขและแหล่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจภายใน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางของความเข้าใจตนเองและมีความสุขสงบของชีวิต

           ผู้ฝึกจะได้เห็นว่า  แท้จริงแล้วความทุกข์ใจทั้งหลายที่เป็นอยู่  ไม่ว่าจากสาเหตุภายนอกใด ๆ ก็ตาม  ล้วนมาช่วยสอนและให้โอกาสได้เรียนรู้ความจริงของชีวิต  ไม่ว่าความเครียด หรือ ความไม่สมดุลทางด้านจิตใจที่มากดดันจะรุนแรงเพียงใด  เราจะยังมีกำลังกาย  กำลังสติปัญญา  กำลังใจเพียงพอที่จะเฝ้าดูความทุกข์ในจิตใจด้วยความมีสติและปัญญาหยั่งรู้ว่าแท้จริงความทุกข์นั้นเป็นการแสดงออกของชีวิตภายใต้เงื่อนไขความเคยชินเดิมที่เรายึดถือ  และพัฒนาจิตใจให้เติบโตสามารถข้ามพ้นความทุกข์ด้วยความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง  นอกจากจะได้แก้ไขปัญหาลุล่วงแล้วยังได้รับประโยชน์จากความไม่สมดุลทางด้านจิตใจนี้ด้วย  โดยผ่านกระบวนการ สังเกต เรียนรู้ ยอมรับ เข้าใจ และมีความรักให้แก่ตนเอง  จากการเข้าใจความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับตนเองนี้  จะนำสู่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับผู้อื่นและโลก   ดังนั้นการเข้าใจความทุกข์จึงเป็นหนทางสู่การเข้าใจชีวิตนั่นเอง

*********************************************


2 ความคิดเห็น:

  1. ช่วยตอบให้ด้วยครับ คือถ้าสมมุตว่าเราให้อภัยคนที่เรารักแล้วทุกครั้งเสมอมาแต่ตัวของเขาเองกลับยังคงทำตามใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำซ้ำซากอยู่เนืองๆแล้วเรากให้อภัยมาตลอด แล้วเมื่อไหร่คนคนนั่นถึงจะสำนึกว่าสิ่งที่กระทำน้ันมันไม่ถูกต้องแต่ถูกใจตัวเองเสียมากกว่าครับ เพราะผมก็แก้ปัญหาข้อนี้ไม่ค่อยได้เท่าที่ควร รบกวนด้วยครับ ส่งทางเมล์ได้ครับ supernewsky@yahoo.co.uk ขอคุณมากครับ

    ตอบลบ
  2. การให้อภัยกับความผิดที่ทำผ่านมาแล้วทั้งของตนเองและผู้อื่นในอดีต แต่การบอกกล่าวตักเตือนเพื่อป้องกันความผิดในปัจจุบันและอนาคตก็ต้องทำควบคู่กันครับ คนที่เขาทำความไม่ดีเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นอยู่ถึงแม้เขาจะไม่รู้ตัวแต่จิตวิญญาณของเขาได้รับความเจ็บปวดด้วยอยู่ดีครับ

    ตอบลบ

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น