วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่ 7 การยอมรับตนเองอย่างสมบูรณ์



บทที่ 7  การยอมรับตนเองอย่างสมบูรณ์

“เสมือนหนึ่งมารดาที่เฝ้ามองดูลูกน้อย  ด้วยสายตาที่อ่อนโยนและเต็มเปี่ยมด้วยความรัก”

          จากการฝึกปฏิบัติใน 6 สัปดาห์แรก ผู้ฝึกได้ศึกษาปรากฏการณ์ทางร่างกาย อารมณ์ ความคิด ของตนมาเป็นลำดับ เราจะตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้ว ชีวิตล้วนมีสภาพของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีความรู้สึก อารมณ์หรือความคิดใดเลยที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง จากสภาพความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานี้ทำให้แม้แต่ตนเองก็ไม่เข้าใจความเป็นไปของตนเอง



          แม้ความเข้าใจตนเองของเรายังคลุมเครือ แต่คนส่วนมากก็จะสร้างข้อสรุปของตนเองไว้ในใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ภาพของคนที่มีความเชื่อมั่น  ภาพของคนอ่อนแอ  ภาพของคนขี้โรค  คนที่มีแต่ความทุกข์  คนที่โชคร้ายเสมอ  ภาพของคนเก่ง เป็นต้น และข้อสรุปที่เกี่ยวกับคนอื่น เช่น ฉันเกลียดคนเช่นนี้  คนนี้เป็นคน…..อย่างนั้นอย่างนี้  คนนี้น่ารำคาญ  คนนี้เห็นแก่ตัว  คนนี้ชอบเอาเปรียบคนอื่น  นอกจากนี้  เงื่อนไขความคิดยังมีต่อสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต  ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ประสบการณ์ ความเชื่อ  ฯลฯ แล้วยึดถือภาพความนึกคิดเหล่านั้นว่าเป็นความจริงของตนเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาหลายประการแก่ชีวิตคือ ประการแรก  ข้อสรุปเหล่านั้นอาจจะผิดจากความเป็นจริง  เพราะเราจะมีชีวิตอยู่กับข้อสรุปเหล่านี้มากกว่าการอยู่กับความจริงในปัจจุบัน  ในความจริงแล้วชีวิตเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ การเปลี่ยนแปลง และมีแต่ความไม่แน่นอน แต่มนุษย์กลับยึดติดข้อสรุปที่ตายตัว ทำให้เกิดอารมณ์ทุกข์เกิดขึ้น ประการที่สอง  การยึดติดข้อสรุปทำให้เราไม่เติบโต  เพราะเท่ากับเห็นความคิดตนเองเป็นใหญ่ ขาดโอกาสที่จะมองชีวิตในภาพที่กว้างกว่าที่มีแง่มุมหลากหลาย  มีความแตกต่าง  มีความเปลี่ยนแปลง ประการที่สามคือไม่มีความสุข  เพราะเราจะคอยยึดติดกับความเชื่อของตนเองมากกว่าการยอมรับความจริงของชีวิต  ทำให้มีความหวาดหวั่นหวาดกลัวว่าสิ่งต่างๆจะไม่เหมือนกับที่คาดเอาไว้  ความกลัวนี้กลับทำให้บางคนยิ่งเพิ่มข้อกำหนดมาควบคุมตนเองและผู้อื่นเพิ่มขึ้น  เกิดเป็นไม่สมดุลทางด้านจิตใจเพิ่มขึ้นอีก  ประการที่สี่ คือขาดความรักและเคารพต่อชีวิต  ยึดถือ “ตัวฉัน” “ความคิดของฉัน” เป็นใหญ่  ทั้งที่ความจริงชีวิตทั้งหลายดำเนินไปด้วยพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวฉันมากมายนัก  ซึ่งพลังชีวิตนี้แสดงตัวเป็นกฎของโลก  จักรวาล  และธรรมชาติทั้งหมดที่ควบคุมให้ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างสอดคล้องสมดุล ชีวิตจะรักเรามากโดยการมอบประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ ให้ได้เรียนรู้  แม้บางครั้งจะดูเหมือนเจ็บปวด  แต่ภายใต้ประสบการณ์ที่เจ็บปวดนั้นมีบทเรียนชีวิตที่ยิ่งใหญ่เสมอ ที่จะช่วยให้เราลดละการมองชีวิตที่มีแต่ความสมบูรณ์แบบ แต่มองชีวิตตามธรรมชาติและตามครรลองของความเป็นไปในชีวิต  เห็นคุณค่าของชีวิตในภาพที่กว้างกว่ามุมมองภายในส่วนตัวและมีความรักความเข้าใจตนเองและผู้อื่นงอกงามขึ้นในใจ  ประการสุดท้าย การที่มีการวางเงื่อนไขความคิดที่เป็นลบ แนวโน้มเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นมักจะออกมาในแง่ลบ และบางครั้งเป็นไปตามที่เราวางเงื่อนไขไว้ เนื่องจากพลังของจิตสำนึกมีความเชื่อมโยงกับสิ่งรอบข้างและสรรพสิ่ง ดังนั้นการสร้างเงื่อนไขจะทำให้สามารถดึงเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้ตามที่เราวางเงื่อนไขไว้

          จากกระบวนการเฝ้าดู ติดตามความเป็นไปของร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง ผู้ฝึกจะเริ่มเห็นความจริงของตนเอง ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามภาพที่วาดไว้ อาจทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้ง รู้สึกไม่พอใจตนเอง  ตำหนิตนเอง  กลัวว่าตนเองจะแสดงความไม่ดีเหล่านี้ออกมาจึงเพิ่มความวิตก และคอยจับผิดตนเอง  จิตใจกลับเศร้าหมองลงมากไปกว่าเก่า หลายคนรู้สึกท้อแท้ว่าตนมีแต่ความไม่ดีอย่างนี้แล้ว คงไม่มีความก้าวหน้าทางจิตใจ หรือคิดเพ่งโทษไปในอดีต ถึงบุคคลต่าง ๆ ในชีวิตตนที่ทำให้ตนเป็นอย่างนี้  ก็ให้เฝ้าติดตามดูวิธีการคิดเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ เพราะความคิดเหล่านี้เองที่ทำให้จิตใจเป็นทุกข์ ในทางกลับกัน  ผู้ฝึกอาจได้เห็นความคิดที่ดี  ได้แก่  ความเมตตาผู้อื่น  การให้อภัย  ความรัก  ความภาคภูมิใจ  ความเคารพในตนเองและผู้อื่น  ภายในจิตใจตนซึ่งเป็นธรรมชาติที่ทำให้จิตใจมีความสุข

          ในสัปดาห์ที่ 7 ผู้ฝึกจะได้ฝึกศิลปะขั้นต่อไปคือ การยอมรับตนเองอย่างสมบูรณ์ คือ การยอมรับตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไข ยอมรับได้ว่าความจริงแล้วตนเองเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร ทั้งที่ดีและที่ไม่ดี  การยอมรับตนเองไม่ได้แปลว่าเห็นดีด้วย  หลงผิดไปว่าตนเองทำอะไรคิดอะไรถูกต้องทั้งสิ้น  แต่หมายถึงการตระหนักรู้ในเงื่อนไข  ความคิด และอารมณ์ที่มีอยู่โดยไม่ปฏิเสธ  หากเกิดความทุกข์ก็ยอมรับความเป็นไปของครรลองที่ผลักดันให้เหตุการณ์นั้น ๆ เกิดขึ้น  ไม่มัวไปโทษแต่คนอื่นเพียงอย่างเดียว  แต่หันกลับมาเรียนรู้เพื่อยอมรับและปรับปรุงแก้ไขตนเองจากเงื่อนไขที่ทำให้เป็นทุกข์นั้นในโอกาสต่อไป

          จากการยอมรับตนเองเช่นนี้ จิตใจจะมีความขัดแย้งน้อยลง ความต่อต้านตนเองน้อยลง ตำหนิตนเองน้อยลง จิตใจจะมีพลังงานเหลือมากขึ้น พลังงานที่เพิ่มขึ้นในจิตใจ ทำให้เกิดความรู้สึกของการมีพลัง ความแจ่มใส ความคิดในทางสร้างสรรค์ ที่จะทำให้ชีวิตตนเองดียิ่งขึ้น งอกงามยิ่งขึ้น เห็นคุณค่าของชีวิตตนเอง และผู้อื่น จากการที่ไม่ต้องใช้พลังใจไปเก็บกดหลายสิ่งหลายอย่างในจิตใจเอาไว้ เงื่อนไขของอารมณ์แม้ยังคงทำงานอยู่ทำให้เกิดความรัก ชอบ ชัง… ไปต่างๆ  แต่ใจระลึกรู้ทันและกลับเป็นอิสระมากขึ้น  เพราะการยอมรับตนเองจะช่วยให้จิตใจมีพลังในการเติบโต  คือพลังที่จะข้ามพ้นเงื่อนไขความคิดแบบเดิม (ไม่ใช่ทั้งการยึดและการไม่ยึด  แต่เป็นการข้ามพ้นจากข้อจำกัดทางความคิดแบบเดิม)  เงื่อนไขความคิดที่เคยมีอยู่แม้เป็นความจริงแต่ก็เป็นเพียงส่วนเดียวของชีวิต   เราพร้อมที่จะเปิดใจมองในมุมมองที่กว้างขึ้น  รู้สึกในขอบเขตที่กว้างขึ้น  คิดในแง่มุมที่แตกต่างจากเดิม    มองสิ่งต่าง ๆ ในโลกในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน  ไม่ใช่การมองแค่ในฐานะปัจเจกบุคคล  ตามยศ ฐานะ ตำแหน่ง

          ส่วน คนที่ไม่ยอมรับตนเองนั้น จิตใจอาจขาดความรักความเมตตาต่อตนเอง เนื่องจากขาดการตระหนักรู้และการรู้สึกตัว อาจรักตัวเองแบบหลงตัวเองมากกว่า ซึ่งอาจแสดงออกได้โดยการสร้างภาพที่ไม่เป็นจริงของตัวเอง หรือหลอกตนเองหรือเพื่อเรียกร้องการยอมรับของคนอื่นอย่างไม่รู้สึกตัว ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก เป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อยและไม่คุ้มค่า  หากเมื่อใดที่ผู้อื่นแสดงความไม่ยอมรับในตัวเขา หรือเขาคิดว่าคนอื่นไม่ยอมรับเขา ผู้นั้นจะเกิดความทุกข์เศร้าใจอย่างรุนแรง รู้สึกถูกปฏิเสธ รู้สึกไม่มีคุณค่า ไม่เป็นที่ต้องการ นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า  วิตกกังวล และมีวิธีการหาทางออกด้วยวิธีอื่น ๆ รวมทั้งการใช้สารเสพติด ซึ่งเป็นเปลี่ยนจากการการพึ่งพาบุคคลเป็นพึ่งสารเสพติดแทน

          การยอมรับตนเองเป็นการแสดงออกของธรรมชาติความรัก ความเข้าใจตนเอง ดุจมารดาที่รักและเอาใจใส่ดูแลลูก มารดาจะยอมรับลูกของตนได้อย่างไม่มีเงื่อนไข มารดามีความอ่อนโยน แม้ลูกจะทำความผิดก็ยังรักลูกและให้อภัย คอยให้คำแนะนำช่วยเหลือให้ลูกได้แก้ไขในทางที่ดีขึ้น ไม่ตำหนิ ไม่โกรธแค้น อาฆาต ไม่ก้าวร้าวรุนแรง กลับใช้คำพูดที่นุ่มนวล และมีเหตุผลต่อลูก ซึ่งผู้ฝึกจะพัฒนาความสามารถที่จะรักและยอมรับตนเองให้เพิ่มมากขึ้น และเมื่อผู้ฝึกยอมรับตนเองมากขึ้น แนวโน้มที่จะรักและดูแลตนเองอย่างทนุถนอมก็มีมากขึ้น พยายามที่จะให้สิ่งดี ๆ ที่ก่อให้เกิดความผาสุกกับตนเอง และแนวโน้มที่จะเกิดพฤติกรรมการทำร้ายตนเองด้วยการใช้สารเสพติดก็จะลดลง เมื่อมีความยอมรับเกิดขึ้นภายในแล้ว ความเข้าใจผู้อื่นก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะตัวเราและผู้อื่นต่างมีธรรมชาติของความรู้สึก  อารมณ์ ความคิด เช่นเดียวกัน เพียงแต่ยังพัฒนาความเข้าใจตนเองได้ไม่เท่ากันซึ่งอาจเกิดจากประสบการณ์ จังหวะ ครรลอง เหตุการณ์ การเดินทางในชีวิตที่แตกต่างกัน

          เมื่อบุคคลสามารถขยายขอบเขตความเข้าใจจากตนเองสู่บุคคลอื่น ๆ ตั้งแต่คนรอบข้าง ญาติ มิตร ผู้ร่วมงาน ชีวิตก็จะเต็มไปด้วยความรัก ความเห็นใจ ซึ่งกันและกัน ผู้ที่มีความเข้าใจเห็นใจบุคคลอื่น จะไม่สร้างความคิดในทางลบ เป็นปฏิปักษ์ พยาบาท อาฆาตมาดร้ายต่อบุคคลอื่น  เมื่อไปที่ใดย่อมทำให้ที่นั่นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น มีความเข้าใจและนำสู่การเป็นสังคมชุมชนที่น่าอยู่

คำแนะนำสำหรับการฝึกในสัปดาห์ที่ 7
การยอมรับตนเองอย่างสมบูรณ์
วิธีการ


          1.  ในสัปดาห์ที่ 7 นี้ ให้ผู้ฝึกดำรงชีวิตด้วยทัศนคติที่ยอมรับตนเองในทุกขณะ
               ความรู้สึกทางร่างกาย ไม่ว่าความรู้สึกใด เกิดขึ้น….ยอมรับความรู้สึกนั้น
               อารมณ์ในจิตใจ  ไม่ว่าอารมณ์ใด เกิดขึ้น….ยอมรับอารมณ์นั้น
               ความคิด   ไม่ว่าความคิดใด เกิดขึ้น….ยอมรับความคิดนั้น
               ตลอดจนยอมรับความเป็นตัวเองในภาพรวมที่ดำรงอยู่ในโลกนี้ทุก ๆ ขณะ

          2.  ในช่วงเวลาแห่งความสงบที่ 08.00 , 10.00, 12.00, 14.00, 16.00 น. ช่วง
               ละ 2-3  นาที   และในช่วงเวลา 20.00 น. หรือก่อนนอน 30 นาที  ให้ผู้ฝึกนั่ง
               อยู่ใน ความสงบ เฝ้าดูลมหายใจ  ความรู้สึกของร่างกายและอารมณ์ มี
               ทัศนคติของการยอม รับตนเองอย่างสมบูรณ์  จนหมดความคิดความรู้สึกต่อ
               ต้านความเป็นไปของชีวิต  แต่ ปล่อยให้พลังชีวิตได้เคลื่อนอย่างอิสระในรูป
               ความรู้สึกทั่วทั้งร่างกาย   บันทึกระดับ ของความสงบ
 


*****  ขอทุกท่านได้พบกับ ความจริง ความรัก และ สันติสุข *****

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น