วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่ 6 ความคิดและเงื่อนไขของความคิด



บทที่ 6  ความคิดและเงื่อนไขของความคิด

“เงื่อนไขความคิดเป็นเสมือนหมอกควันที่ลวงเราให้ไม่เห็นชีวิตตามความเป็นจริง ”

          เงื่อนไขของความคิด คือ รูปแบบ/วิธีคิด  เป็นความเคยชินที่จิตใจตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้น ซึ่งรูปแบบนี้ได้ถูกปลูกฝังอยู่ภายในจิตใจมาเป็นเวลานาน มีทั้งในระดับที่เป็นความเชื่อที่อยู่ในระดับตื้น และที่ฝังเป็นตะกอนในจิตใจส่วนลึก  เมื่อมีสิ่งใดมากระตุ้น เงื่อนไขของความคิดนี้ก็พร้อมจะทำงานได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นความคิด และความคิดทำให้เกิดอารมณ์ทั้งทางใจและความรู้สึกทางร่างกาย ซึ่งผู้ฝึกได้เฝ้าดูมาในสัปดาห์ที่ 5



          ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ คือ ตุ๊กตาเสียงเพลงไขลาน เพียงมีผู้มาไขลาน ลานภายในก็จะบังคับให้เฟืองหมุนไปกระทบถูกแป้นเสียงสูง-ต่ำ เกิดเป็นเพลงขึ้นมาได้ ถ้าถามว่าเสียงเพลงที่ดังขึ้นมาเป็นเพราะใคร? คนหมุนลาน หรือว่าลานและกลไกภายในที่มีอยู่แล้ว?  หรือในเวลาที่เราเปิดสวิทช์ไฟ  หลอดไฟก็สว่างขึ้น  การที่หลอดไฟสว่างนั้นไม่ได้เกิดจากผู้กดสวิทช์เท่านั้น  แต่เกิดจากการสร้าง  การติดตั้งหลอดไฟ  การเดินสายไฟไปยังโรงงานไฟฟ้าและถึงเขื่อนที่ผลิตไฟฟ้า วงจรทั้งหมดจึงถูกวางไว้เกือบจะสมบูรณ์ก่อนหน้าอยู่แล้ว ลำพังการกดสวิทช์โดยไม่มีวงจรไฟฟ้าก็ไม่ทำให้หลอดไฟเปิดได้

          ในชีวิตของเราก็เช่นกัน กลไก/รูปแบบ/เงื่อนไขของความคิดเหล่านี้มีหลายชนิด พร้อมจะทำงานตลอดเวลาอยู่ก่อนแล้วเหมือนกับการเก็บไฟล์ข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ที่เตรียมพร้อมที่จะนำออกมาใช้ตลอดเวลา ได้แก่ กลไกที่จะโกรธ  กลไกที่จะกลัว  กลไกที่จะชอบพอใจ กลไกที่จะเสียใจ  กลไกของความเกลียดชัง และอคติ แต่โดยทั่วไปเมื่อคนเราเกิดความรู้สึกใดขึ้นมา มักไม่ค่อยมองว่าอาจเป็นเพราะเงื่อนไขที่มีอยู่แล้วในใจแล้ว กลับมองไปที่สาเหตุภายนอกแทน  แล้วพยายามไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่เหตุภายนอกเพียงอย่างเดียว  ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เนื่องเพราะการแก้ไขปัญหาที่อาจไม่ถูกจุดนั่นเอง

          ในการใช้ชีวิตที่ผ่านมา  ทำให้เกิดนิสัยและความเคยชินของจิตใจ  ที่จะคิดซ้ำ ๆ ในทางใดทางหนึ่ง  ทำให้เกิดข้อสรุปต่าง ๆ  ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่ก็ได้  ความเคยชินที่จะชอบ  ความเคยชินที่จะไม่ชอบสิ่งนั้นสิ่งนี้  คนนั้นคนนี้  เพื่อจะได้เลี่ยงจากสิ่งที่เกรงว่าจะนำพาความทุกข์และแสวงหาสิ่งที่คาดหวังว่าจะให้เกิดสุข  หรือเพื่อมีความรู้สึกเป็นสุขแม้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็ตาม   บางคนมีบาดแผลจิตใจที่เกิดจากประสบการณ์เจ็บปวดทุกข์ยากวัยเด็ก  เขาจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรงเกินจริงหากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวอีก   ความทรงจำระลึกถึงสิ่งเหล่านั้นยังกลับมารบกวนจิตใจอยู่บ่อย ๆ  แม้มีสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย  เช่น การพบเห็นภาพคนที่กำลังตีเด็ก  ก็จะรู้สึกสะเทือนใจรุนแรง  พบคนที่แสดงอำนาจก็จะรู้สึกหวาดหวั่นอย่างควบคุมตนเองไม่ได้

          ในธรรมชาติของวัตถุสิ่งของ หากแบกถือไว้ไม่นานก็จะเกิดความรู้สึกหนักจนต้องวางลงจึงจะรู้สึกเบาสบาย  แต่เป็นเรื่องแปลกที่จิตใจของคนกลับชอบแบกความยึดถือ นับตั้งแต่สภาพร่างกายที่กำลังเสื่อมสภาพไปทุกวัน วัตถุสิ่งของที่สมบัติภายนอก ได้แก่ บ้าน ที่ดิน รถยนต์ ฯลฯ   และสิ่งที่เป็นนามธรรม ได้แก่ ตำแหน่งหน้าที่ เกียรติยศชื่อเสียง ในทางจิตใจคนเรามักยึดติดกับนิสัย  ความเคยชิน  รูปแบบความคิดเฉพาะของตนไว้  ไม่ว่าเราจะเป็น จะทำ จะอยู่  ตลอดเวลานั้นจะมีความยึดติดเกี่ยวข้องเสมอ  เช่น “ฉันควรจะ….”  “ฉันต้อง…….”  “ฉันคาดหวังให้….”  “ฉันไม่ต้องการได้……”  และสิ่งเหล่านี้นั่นเองที่เป็นข้อจำกัดให้เราไม่สามารถเข้าถึงความจริงในชีวิตที่มีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา  เพราะมัวยึดติดกับความเห็นเดิมของตนเองอยู่ 

          ตัวอย่างความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลที่มักพบว่าเป็นสาเหตุของความทุกข์ใจ  ความเชื่อเหล่านี้จะแฝงเร้นอยู่ภายในจิตใจ  และจะแสดงตัวออกมาเมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างมากระตุ้น  เมื่อเกิดความเชื่อเหล่านี้ขึ้นมา  หากบุคคลนั้นไม่ได้ระลึกรู้ทัน  ก็จะหลงติดกับดักความเชื่อ  นึกคิดไปว่าความเชื่อเหล่านี้เป็นจริง  ทั้งที่หากตรวจสอบด้วยสติปัญญาอย่างถี่ถ้วนดูแล้วจะพบว่าความเชื่อเหล่านี้มีความไม่สมเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่  ได้แก่ ความเชื่อที่ว่า :

          1. จำเป็นเหลือเกินที่ต้องทำให้ผู้อื่นรัก และพอใจ ในทุกสิ่งที่เราทำ  ความจริงแล้ว  ไม่มีกฎเกณฑ์ใดในจักรวาลที่กำหนดให้ใครต้องมาพอใจในสิ่งที่เราทำ  แต่เป็นเพราะความคาดหวังของตนเอง  จึงทำให้เกิดความผิดหวังเสียใจเมื่อไม่ได้รับคำชมเชยในผลงานของเรา

          2. คนที่ทำในสิ่งเลวร้าย ผิดบาป เขาเหล่านี้ควรถูกเหยียดหยามและประณาม  ความจริงแล้ว  การกระทำของเขาต่างหากที่ผิด  มิใช่ตัวเขา  เราควรจะช่วยให้เขามีการกระทำที่ดีขึ้นด้วยความรักความเมตตา  ผู้ที่มีวุฒิภาวะทางจิตใจจะมองการกระทำแยกออกจากความเป็นบุคคลของคน  ไม่สรุปเหมารวมความผิดเพียงอย่างใดเป็นการแสดงว่าคนนั้นเป็นคนไม่ดีไปเสียทั้งหมด

          3. เป็นเรื่องที่แย่เอามาก หากสิ่งต่าง  ๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ  ความจริงแล้วชีวิตเต็มไปด้วยโอกาสและความเป็นไปได้ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับความต้องการของเราก็ได้  และผลลัพธ์ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด  มักมีปัจจัยหลายอย่างมาเกี่ยวข้อง  บุคคลจึงไม่ควรตั้งความหวังอย่างเต็มที่ให้เป็นตามความต้องการของตน

          4. ความทุกข์ยากทั้งปวงล้วนเกิดจากสาเหตุภายนอก ซึ่งอาจจะเป็นเหตุการณ์หรือบุคคลที่มากระทำต่อเรา  ความจริงแล้วเหตุการณ์ภายนอกเพียงมากระตุ้นให้เกิดการรับรู้และตีความไปตามความคิด ตามนิสัยความเคยชิน ทำให้เกิดความรู้สึกไปต่าง ๆ  ปัญหาเดียวกันจึงเร้าให้เกิดความรู้สึกเครียดในแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน

          5. หากมีบางสิ่งที่เป็นอันตรายเกิดขึ้น เราจะเสียใจและคร่ำครวญกับสิ่งนั้นอย่างไม่สิ้นสุด  ความจริงแล้วชีวิตย่อมมีเรื่องร้ายในบางช่วงและอาจจะมีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นตามมาได้เช่นกัน  อารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงขณะที่ชีวิตเผชิญภาวะวิกฤติ จะรู้สึกเหมือนว่าความเสียใจนั้นจะคงอยู่ตลอดไป ซึ่งไม่เป็นความจริง  เนื่องจากอารมณ์นั้นจะค่อย ๆเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ  และบุคคลนั้นยังมีโอกาสที่จะแก้ไข  ปรับเปลี่ยนสถานการณ์หรือเกิดประสบการณ์ใหม่ที่ให้ความสุขกับชีวิตได้  ผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตายเป็นตัวอย่างของการคิดสรุปว่า ความสูญเสีย ความรู้สึกเศร้าเสียใจที่เกิดในขณะนี้จะคงอยู่ในใจตลอดไป

          6. เป็นการง่ายกว่าที่จะใช้วิธีหลีกเลี่ยงต่อความยากลำบากในชีวิต รวมทั้งหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบของเราต่อปัญหา ความจริงแล้วการเผชิญหน้ากับความยากลำบากแม้จะต้องทุกข์ยากอยู่บ้างในตอนต้น  แต่จะให้ผลที่ดีในระยะยาว  ส่วนการหลีกเลี่ยงปัญหาจะยิ่งทำให้ปัญหานั้นเรื้อรังแก้ไขได้ยากกว่าเดิม

          7. เราต้องการได้อะไรบางสิ่ง หรือพบคนบางคนที่เข้มแข็งกว่า ยิ่งใหญ่กว่า เพื่อที่จะได้เชื่อถือไว้วางใจและเป็นที่พึ่งพิงได้  ความจริงแล้วทุกคนควรให้ความเคารพและเชื่อถือตนเองเพราะตนเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน  การพึ่งพาช่วยเหลือแบ่งปันเป็นสิ่งที่ดี  แตกต่างจากการพึ่งพิง  ที่ทำให้บุคคลเกิดความอ่อนแอไม่กล้าเผชิญและรับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้น  ผู้ที่ชอบคาดหวังความพึ่งพิงบุคคลอื่น  มักต้องเกิดความผิดหวัง  เพราะไม่มีใครที่จะเป็นที่พึ่งพิงกับผู้นั้นได้ตลอด

          8. เราควรที่จะมีความสามารถ เฉลียวฉลาดและประสบความสำเร็จในทุกสิ่งมากเท่าที่จะทำได้  ความจริงแล้วมนุษย์ย่อมมีความผิดพลาดได้เป็นธรรมดาและไม่สามารถรู้อะไรได้หมดทุกเรื่อง  การตั้งเงื่อนไขว่า “ฉันควร” “ฉันต้อง”  “ฉันน่าจะ”  เหล่านี้คือการตั้งความคาดหวัง  ซึ่งจะทำให้เกิดอารมณ์กลัวกังวลว่าจะไม่เป็นดังที่หวังไว้ 

          9. หากมีบางเรื่องมากระทบกระเทือนต่อชีวิตของเราแล้ว เรื่องเลวร้ายนี้คงจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างแน่นอน  ความจริงแล้วชีวิตย่อมมีทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป  ผู้ที่เพ่งมองแต่สิ่งร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นกับตนนั้น  จะละเลยไม่ได้มองถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา  และเป็นไปไม่ได้ที่ชีวิตจะเกิดแต่สิ่งร้าย ๆ

          10. เราต้องสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ  ได้ เพื่อให้เกิดความแน่นอน และสมบูรณ์แบบ  ความจริงแล้วการเผชิญความไม่แน่นอนของชีวิตเป็นความท้าทายให้ได้เรียนรู้และเข้าใจมากกว่าที่จะไปกำหนดควบคุมเสียทุกเรื่อง  บุคคลสามารถควบคุมปัจจัยได้เพียงบางเรื่องเท่านั้น  ยังมีปัจจัยอีกมากที่ไม่สามารถควบคุมได้  ดังนั้นเมื่อกระทำสิ่งหนึ่งอย่างเต็มความสามารถแล้ว  ควรฝึกใจยอมรับผลที่อาจเกิดขึ้นตรงหรือไม่ตรงกับความต้องการก็ได้  ผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบย้ำคิดย้ำทำ  จะตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยคงวามกังวลเพื่อให้เกิดความมั่นใจ  ยิ่งทำให้ชีวิตมีความเครียดมากยิ่งขึ้น

          11. มนุษย์สามารถมีความสุขได้ แม้จะไม่ต้องทำอะไร หรือทำตัวเฉื่อยชาก็ตาม  ความจริงแล้วความสุขเกิดขึ้นเมื่อคนนั้นได้กระทำสิ่งต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ตามศักยภาพที่มี  มากกว่าการอยู่เฉย งอมืองอเท้า  การไม่ต้องทำอะไรนั้นเรียกว่าความสบาย ซึ่งแตกต่างจากความสุข  เพราะความสุขเป็นคุณภาพของจิตใจที่เกิดเมื่อบุคคลได้กระทำสิ่งที่มีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น

          12. เราไม่สามารถควบคุมและจัดการกับอารมณ์ใดที่เกิดขึ้นได้ จึงช่วยไม่ได้ที่เราจะรู้สึกเช่นนั้น  ความจริงแล้วอารมณ์ที่เกิดขึ้นมีที่มาที่ไปจากรูปแบบความคิด  ซึ่งสามารถเข้าใจและปรับเปลี่ยนได้  ไม่จำเป็นต้องทำตัวจมปลักกับอารมณ์นั้น แต่เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่ระลึกรู้อารมณ์ในขณะที่เกิดขึ้น จึงไม่เห็นอารมณ์  แต่กลับกลายเป็นอารมณ์นั้น  คือถูกอารมณ์นั้นครอบงำจิตใจ

          จากความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลทั้ง 12 ข้อนี้จะนำไปสู่การช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจความเชื่อที่มีเหตุผล  ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความคับข้องใจในการดำเนินชีวิตได้  ความเชื่อที่มีเหตุผล  คือ  ความเชื่อที่ว่าในความเป็นจริงของชีวิตนั้น

          1. ไม่ต้องรอการยอมรับจากบุคคลอื่น
          2. มองให้รอบและครอบคลุมในทุกด้านในการทำความเข้าใจผู้อื่น
          3. ควรมีความยืดหยุ่น ยอมรับความจริงของชีวิตที่อาจเกิดขึ้น
          4. การยอมรับว่าสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมีข้อผิดพลาดและข้อ 
              บกพร่องของตนเองร่วมด้วย
          5. ไม่จำเป็นต้องจมปลักกับอารมณ์ขุ่นมัวเป็นเวลานาน
          6. การกล้าที่จะเผชิญและรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  เป็นแนวทาง
              แก้ปัญหาที่ดี
          7. ควรเรียนรู้จักการพึ่งพาตนเองและมีเหตุผลเพียงพอในการพึ่งพาผู้อื่น
          8. ควรมีการยอมรับตนเองและยืดหยุ่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
          9. การมองโลกในแง่ดี  ทำให้เราสามารถปรับตัวได้ดีกว่า
        10. ควรยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิต
        11. คุณค่าของการคิดและกระทำอย่างสร้างสรรค์มีผลต่อความสุขในชีวิต
        12. สามารถเป็นอิสระจากอารมณ์ภายในตนเอง

          ในสัปดาห์ที่ 5 ผู้ฝึกได้เรียนรู้การเฝ้าดูสภาวะอารมณ์ด้วยใจที่สงบ  เฝ้าดูด้วยความตั้งใจ  เอาใจใส่ จนเห็นความรู้สึกที่เกิดจากอารมณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่นเมื่อเกิดความรู้สึกโกรธ  เมื่อได้ฝึกระลึกรู้ถึงความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว  ผู้ฝึกจะรู้สึกด้วยว่าจิตใจนั้นมักจะไม่ยอมให้เราเฝ้าดูด้วยความสงบ ในทางตรงข้ามจิตใจพยายามดิ้นรน คิดสร้างเหตุผลต่าง ๆ ที่จะตอบโต้ เช่น คิดว่า “เอาเถอะ ลองกลับไปต่อว่าเขาสักหน่อย คงไม่เป็นไร” “ใคร ๆ เขาก็ทำแบบนี้กัน  ไม่ใช่เราจะเป็นคนเดียว”  “หากต้องทนรับสภาพนี้ ฉันต้องแย่แน่ ๆ”  หรือ”  “คงจะดีกว่าถ้าเราได้ทำ………”  เป็นต้น ซึ่งเป็นความเคยชินของจิตใจที่ชอบโต้ตอบ ไม่อดทนต่ออารมณ์  ซึ่งล้วนเกิดขึ้นจากภายในจิตใจของเราเอง หากผู้ฝึกยังคงสงบอยู่ได้ และมองลึกลงในจิตใจตน  ก็จะได้เห็นวิธีการที่จิตใจชอบคิด แสดงตัวออกมา   ได้แก่   “คิดเข้าข้างตนเอง“ความคิดเพ่งโทษคนอื่น”  “การไม่ยอมให้อภัย”  “ความต้องการที่ไม่รู้จักพอ”   “อคติที่มีต่อคนอื่น”  และเงื่อนไขที่เป็นข้อสรุปเกี่ยวกับตนเอง “ ฉันทำไม่ได้หรอก”  “ฉันอ่อนแอ”  “ฉันไม่มีความสามารถ”  “ฉันต้องการสิ่งนั้น  ไม่ต้องการสิ่งนี้”  “ฉันเป็นคนที่ไม่มีใครต้องการ”  โดยที่เงื่อนไขเหล่านี้เรายึดถือไว้ว่าเป็นตัวเราจริง ๆ  และปล่อยให้เงื่อนไขเหล่านี้ทำงานอย่างซ้ำซากจำเจเป็นอัตโนมัติ  เมื่อกระทบกับเหตุการณ์นี้  บุคคลนี้  สภาพแวดล้อมอย่างนี้  เงื่อนไขนี้ก็คอยแต่จะสร้างความคิดและความรู้สึกแบบเดิมขึ้นมาทุกที 

          การได้เห็นเงื่อนไขความคิดเหล่านี้ เปิดเผยตัวเองออกมา เป็นเรื่องที่มีความหมายมาก เพราะตลอดชีวิต คนเราส่วนมากจะยึดติดกับเงื่อนไขเหล่านี้ จนเชื่อว่าเป็นตัวตนของเรา เราจึงมีชีวิตเหมือนเป็นหุ่นยนต์ที่ทำงานตามโปรแกรมที่ถูกกำหนดมาแล้ว  ไม่ได้มีอิสระในชีวิตอย่างแท้จริง  จิตใจถูกครอบงำจากเงื่อนไขเหล่านี้โดยเราไม่รู้ตัวเลย เงื่อนไขนี้เป็นผู้ควบคุมให้ชีวิตเดือดร้อนใจ ดิ้นรนไปตลอดเวลา ทั้งที่ตื่นอยู่ หรือแม้แต่กระทั่งหลับฝันก็ตาม

          การได้เห็นความคิด เงื่อนไขของความคิด เสมือนช่วยให้เราได้แยกความจริงออกจากภาพลวงตาเป็นชั้น ๆ ไป จิตใจจะเกิดความมั่นคงและสุขสงบขึ้น เนื่องจากเมื่อเห็นความคิดนั้นแล้ว  จิตใจจะมีอิสระที่จะเลือกการแสดงออกได้ดีขึ้นกว่าเดิมที่เคยแสดงออกตามแต่ความเคยชินจะพาไป  จิตใจสามารถเลือกที่จะมีมุมมองใหม่  เข้าใจใหม่  รู้สึกใหม่  แสดงออกใหม่ในทางที่สร้างสรรค์แก่ชีวิตมากขึ้น  ไม่ถูกหลอกให้หลงในวิธีการคิดและเกิดอารมณ์ทุกข์ ดังที่เคยเป็นมา

คำแนะนำสำหรับการฝึกในสัปดาห์ที่ 6
การเฝ้าดูความคิด และเงื่อนไขของความคิด
วิธีการ


          1.  เมื่อใดที่เกิดอารมณ์ที่เป็นทุกข์ กดดันจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ใด ให้ผู้ฝึกเฝ้าดูความรู้สึกทางกายภายในและจิตใจที่เกิดจากอารมณ์นั้น โดยไม่โต้ตอบกับความรู้สึกนั้น ดังที่ได้ฝึกไปในสัปดาห์ที่แล้ว

          2.  คอยสังเกต  ระลึกรู้ความคิดบางอย่างที่โผล่ขึ้นมา ตอบโต้กับความรู้สึกที่กำลังเผชิญอยู่  เช่น 

ตัวอย่างที่ 1  ขณะที่กำลังโกรธ  ให้..

          ระลึกรู้ :
  เห็นความคิด…( คนนี้ช่างเอาเปรียบเราเสียจริง)..ในใจ
          ยอมรับ : ความคิด..(ฉันไม่ชอบคนที่เอาเปรียบ) ได้เกิดขึ้นในใจ
          ความคิดใหม่เกิดขึ้นว่า  “เขาน่าจะให้ความเป็นธรรมกับฉันบ้าง”
          ระลึกรู้ : เห็นความคิด..( ฉันอยากได้รับความเป็นธรรมจากเขา)..ในใจ
          ยอมรับ :  ความคิด.. คาดหวังให้คนอื่นมีความเป็นธรรม..เกิดขึ้นในใจ
          เกิดความเข้าใจ  : “เพราะฉันมีเงื่อนไขในใจว่า  คนเราไม่ควรเอาเปรียบกัน  
                                            และฉันไปคาดหวังเอาว่าเขาต้องให้ความเป็นธรรมตามที่
                                            ฉันต้องการ” => ฉันจึงเกิดอารมณ์โกรธเกิดขึ้น

ตัวอย่างที่ 2  ขณะที่รู้สึกกังวลกับการสอบ

          ระลึกรู้ :  ฉันเห็นความรู้สึกกังวลไม่สบายใจ เกิดขึ้นในใจของฉัน
          ยอมรับ :  ความรู้สึกกังวลเกิดขึ้นแล้วในใจฉัน
          เฝ้าดู  :  ฉันเฝ้าดูความรู้สึกกังวลนี้ด้วยความสงบ   ฉันเข้าใจในความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่ากดดันจิตใจฉันอยู่เช่นใด   ฉันเห็นความรู้สึกต่าง ๆ เกิดขึ้นในร่างกาย  ในขั้นนี้ให้เฝ้าสังเกตความรู้สึกของร่างกายว่า  ในขณะที่เกิด    ความกังวลนั้น  อาการความรู้สึกในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเป็นเช่นใด  ตึง..หนัก..แน่น ไม่สบาย  ในส่วนใด   ฉันเฝ้าดูความรู้สึกเหล่านั้นด้วยความสงบ

          “ฉันคงไม่สามารถทำข้อสอบได้หรอก”

          ระลึกรู้ความคิด : ฉันเห็นความคิด ที่ว่าฉันจะทำข้อสอบไม่ได้เกิดขึ้นในใจ
          ยอมรับความคิด : ความคิดที่ว่าฉันจะทำข้อสอบไม่ได้เกิดขึ้นในในฉัน
          เข้าใจความคิด :   ความคิดที่มองและประเมินตัวเองต่ำชอบเกิดขึ้นในใจ  ทำให้ฉันไม่มีความมั่นใจในตนเอง  ทำให้ฉันดูถูกตัวเอง
          ความคิดใหม่แทรกขึ้นมาอีก

          “ถ้าฉันทำข้อสอบไม่ได้ (กังวลใจ) ฉันคงไม่สามารถสอบผ่าน (กังวลใจ) ฉันต้องไม่มีที่เรียนดีๆเหมือนคนอื่น(กังวลมากขึ้น)  อนาคตฉันคงแย่(กังวลมากขึ้นอีก)  และถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันก็จะไม่มีความสุขอีกเลย (กังวลท่วมท้น  อารมณ์เศร้าหดหู่)”

          ระลึกรู้ความคิด : ฉันเห็นความคิดในแง่ร้ายต่อผลการสอบเกิดขึ้นในใจ”
          ยอมรับความคิด : ความคิดในแง่ร้ายได้เกิดขึ้นอีกแล้ว
          เข้าใจความคิด :  ความคิดในแง่ร้ายถึงผลการสอบ มาหลอกให้ฉัน  คิดและเชื่อตามความคิดนั้น ทำให้ฉันยิ่งกังวล  เพราะความคิดนี้ชอบมาหลอกให้ฉันเชื่อ ฉันจึงเกิดความกังวลมากขึ้นเกินจริง เหมือนที่ผ่านมาหลายครั้ง  ยิ่งฉันกังวล ฉันก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก 

          *** แต่ครั้งนี้ฉันจะเฝ้าดูความคิดนี้ด้วยความสงบโดยไม่ต้องคล้อยตามความคิดนั้น  เพราะฉันมั่นใจแล้วว่าจิตใจฉันมีความเข้มแข็งพอ”

          “ฉันสามารถเฝ้าดูความรู้สึกอยากเสพยานี้ได้ด้วยความสงบ”

          “ฉันเชื่อมั่นตนเองว่าฉันสามารถเฝ้าดูความรู้สึกกังวลที่เกิดขึ้นนี้  โดยจิตใจที่ตั้งมั่นและเข้มแข็ง  เพราะฉันตระหนักในคุณค่าดีงามในตัวฉัน คือ ความสุขสงบภายใน  ความรักต่อตนเอง”

ตัวอย่างที่ 3  ขณะรู้สึกเหงาหงอย

          ระลึกรู้
:  ฉันเห็นความรู้สึกเหงานหงอยเกิดขึ้นในใจ
          ยอมรับ : ความรู้สึกเหงาหงอยได้เกิดขึ้นแล้วในใจ
          เฝ้าดูความรู้สึก : ความรู้สึกเหงาหงอย  แผ่ซ่านเป็นความรู้สึกมัวๆมอ ๆ ในใจ  รู้สึกหวิว ๆ โหวง ๆในใจ  รู้สึกเพลียตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
          ความคิดเกิดขึ้น : ไม่มีเพื่อนโทรศัพท์มาหาฉันเลย  ฉันคงไม่เป็นที่ต้องการของใคร ๆ
          ระลึกรู้ :  ความคิดว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของเพื่อนเกิดขึ้นในใจ
          ยอมรับ : ความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นในใจ
          เข้าใจความคิด : ฉันมีความคิดคาดหวังให้เพื่อนสนใจฉัน  ให้ความสำคัญกับฉัน  ความคาดหวังนี้ทำให้ฉันผิดหวังหลายครั้งแล้วเกิดอารมณ์หงอยเหงาตามมา
          เข้าใจตนเอง :  ในขณะที่ฉันเหงา  ฉันรู้สึกไม่สบาย  ฉันเฝ้าดูความรู้สึกหงอยเหงา  ฉันเข้าใจว่าแล้วความคิดความคาดหวังต่อเพื่อน  ทำให้ฉันผิดหวังและเหงา  แต่ในท่ามกลางความเหงาที่เกิดขึ้น  ฉันก็ยังมีชีวิตฉันอยู่อีกชีวิตหนึ่ง  ที่พร้อมจะอยู่เป็นเพื่อนตัวฉันเอง  เข้าใจตัวฉัน  และให้กำลังใจตัวฉันเองได้ลุกขึ้นทำสิ่งที่มีค่าแก่ตัวเอง  ไม่ปล่อยให้ตนเองจมปลักกับความคิดและอารมณ์เช่นนี้

          จะเห็นว่าในระยะแรกที่ทำการเฝ้าดูความรู้สึกความคิดนั้น  จะมีความรู้สึกต่างๆที่ผ่านมาเกี่ยวกับคนคนนั้น  เรื่องนั้นๆเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งการเฝ้าดูอย่างสงบ  ไม่ตอบโต้นั้น  จะทำให้ความรู้สึกและความคิดเหล่านั้นไม่ได้รับการเพิ่มเสริมต่ออย่างที่เคยเป็น  ประกอบกับความสุขสงบที่มีพลังเกิดขึ้นในใจ  จะทำให้ความฟุ้งซ่าน  ความกังวล  ความกระวนกระวายใจจะค่อยลดลงไปเอง 

          3.  บันทึกเงื่อนไขความคิดที่ระลึกได้ ลงในสมุดบันทึกเพื่อช่วยในการทบทวน

          ในช่วงเวลาแห่งความสงบ ที่ 08.00, 10.00, 12.00, 14.00, 16.00 น. ช่วงละ 2-3 นาที และที่เวลา 20.00 น. หรือก่อนนอน เป็นเวลา 30 นาที  ให้นั่งหลับตาเฝ้าดูลมหายใจและความรู้สึกทางร่างกาย มีทัศนคติที่เปิดกว้างเพื่อรับรู้ความรู้สึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็น

****  ขอทุกท่านได้พบกับ ความจริง ความรัก และ สันติสุข *****

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น