วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่ 5 การเฝ้าดูความจริงของอารมณ์


บทที่ 5  การเฝ้าดูความจริงของอารมณ์

“ฉันเรียนรู้ที่จะเฝ้าดูอารมณ์ที่กำลังเป็นไป  ด้วยจิตที่สงบ”
          ร่างกายและจิตใจเป็นองค์ประกอบหลักของชีวิต ร่างกายคือส่วนที่เป็นวัตถุธาตุ จับต้องและมองเห็นได้ ส่วนจิตใจเป็นส่วนที่จับต้องไม่ได้ คือเป็นนามธรรม แต่ในความจริงแล้วร่างกายและจิตใจไม่อาจแบ่งแยกกันได้ เพราะต่างอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ทำงานร่วมกันเป็นภาพสะท้อนของกันและกัน หากขาดส่วนหนึ่งไปความเป็นชีวิตก็ดำรงอยู่ไม่ได้

  

          ใน 4 สัปดาห์แรก ผู้ฝึกได้ฝึกมองความจริงของร่างกายและอารมณ์ไปบ้างแล้ว ทำให้เกิดความเข้าใจในสภาพความจริงมากขึ้นเป็นลำดับ  ในสัปดาห์ที่ 5 นี้ ผู้ฝึกจะได้เรียนศิลปะของจิตที่สำคัญยิ่งขึ้น คือ การมองกายและจิต แบบภาพรวมทั้งหมด

          ในขณะที่เกิดอารมณ์ทุกข์ในจิตใจ เช่น อารมณ์โกรธ ขณะนั้นมีการเปลี่ยนแปลงมากมายทางร่างกาย เช่น ความรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า  หัวใจเต้นแรง  มือสั่น  ปากสั่น  กัดฟันแน่น  รู้สึกตึงแน่นตามแขนขา ในทางจิตใจ ความโกรธ เป็นความรู้สึกกดดัน บีบคั้น ทรมาน ทุกข์ใจ เป็นต้น ผู้ฝึกจะเรียนรู้, เฝ้าดู, สังเกต ด้วยความสนใจอย่างจริงจังต่อสภาวะทั้งหมดที่เกิดขึ้น

          การเฝ้าสังเกตอารมณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผู้ฝึกต้องมีความตั้งใจ ความใส่ใจอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องวิเคราะห์แยกแยะว่าอารมณ์ที่เกิดอยู่นั้น เป็นอารมณ์ชื่อว่าอะไร ความรู้สึกโกรธนั้นเกิดนั้น และมีมาก่อนชื่อ “ความโกรธ”  เพราะทันทีที่เรากำหนดชื่อต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้น ตัวความคิด ความทรงจำ และประสบการณ์ในอดีตที่เกี่ยวกับอารมณ์นั้น ก็จะเติมเชื้อให้ความรู้สึกที่มีอยู่ในขณะนั้นมีมากขึ้น เราจึงไม่ได้เผชิญความจริงของสภาวะจริง ๆ ในปัจจุบัน

          อารมณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งแตกต่างกันไป หากรีบสรุปเหมาเอาว่า “นี้เป็นอารมณ์โกรธที่ฉันเคยรู้สึกมาแล้ว” อาจเป็นข้อสรุปที่ผิดได้ ตัวความรู้สึกจริงที่รู้สึกนั้นแตกต่างกันไปทุกครั้ง หลายครั้งที่เราจะไม่สามารถเรียกชื่อความรู้สึกที่เกิดได้เลย  รู้สึกเหมือนเป็นเพียงกลุ่มก้อนของความรู้สึกบางอย่างภายใน  ดังนั้นด้วยวิธีการนี้ผู้ฝึกจะได้เห็นสภาวะของความรู้สึกอย่างเต็มที่ เป็นการขยายขอบเขตความรู้จักตนเองให้มากยิ่งขึ้น

          การมีท่าทีที่ถูกต้องต่ออารมณ์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมาก  คนที่มีปัญหาทางอารมณ์  จมปลักอยู่กับอารมณ์ใดๆเป็นเวลานานจนเหมือนว่าอารมณ์เช่นนั้นจะติดตัวเขาไปตลอดนั้น  เนื่องจากเขาเหล่านั้นไม่ได้เรียนรู้ที่จะเฝ้าดูอารมณ์  ทุกครั้งที่เกิดอารมณ์ขึ้น  เขาจะยึดครองอารมณ์นั้นเป็นอารมณ์ของเขาทันที  นั่นคือเขากลายเป็นอารมณ์นั้น  ดังเช่นที่เรานำน้ำใสสะอาดในแก้วไปเทใส่สีผงที่ใช้ผสมอาหาร  ทันทีที่ของสองสิ่งเจอกัน  คือน้ำใสและสี  ก็จะละลายกลายเป็นของสิ่งเดียวที่แยกกันไม่ออก  คือน้ำสี  แต่หากเราได้พิจารณาและเฝ้าดูตามความเป็นจริงเราก็จะเห็นความจริงได้ว่าแท้จริงสิ่งที่เห็นนั้นเป็นของสองสิ่งที่ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน  การเปลี่ยนท่าทีจากการผสมรวมเข้ากับอารมณ์(experiencer) มาเป็นผู้สังเกตเฝ้าดูอารมณ์  (observer)  ก็เท่ากับว่าเราได้เรียนรู้ที่จะแยก  จิตใจที่มีอยู่ก่อน ออกเสียจากอารมณ์ที่เกิดมาภายหลังนั่นเอง

          อารมณ์ที่เป็นทุกข์ ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด กดดันทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ผู้ฝึกใหม่มักไม่ใคร่ทนเผชิญความรู้สึกได้นานพอ หลายครั้งจึงใช้การหนีจากสภาพกดดันนั้นเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เหตุผลอธิบาย  การโต้ตอบฝ่ายตรงข้าม  การพยายามคิดในแง่ดี   การทำเป็นลืม หรือการใช้สารเสพติดเพื่อให้เกิดการลืมอารมณ์ที่เป็นทุกข์  เหล่านี้ล้วนเป็นเพียงวิธีการหนีการเผชิญหน้าอารมณ์และความรู้สึกทั้งสิ้น เพื่อที่จะสามารถเฝ้าดูอารมณ์และความรู้สึกได้นานพอ ผู้ฝึกต้องเพิ่มและพัฒนาความใส่ใจ ให้มีมากขึ้น ดุจดังเวลาที่เราเฝ้าดูนักวิ่ง 100 เมตร ขณะที่นักวิ่งเริ่มออกวิ่ง วิ่งอย่างรวดเร็วสุดฝีเท้า สายตาของเราจดจ่อไปที่ผู้วิ่งนั้น จนลืมสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา ลืมหายใจ ลืมเวลา ลืมตัวตน จนไม่สนใจแม้ตัวเองที่เป็นผู้เฝ้าดูอยู่ เหลือแต่เพียงการดู เท่านั้น เช่นเดียวกับการเฝ้าดูอารมณ์  ให้ผู้ฝึกทุ่มเทเอาใจใส่ต่ออารมณ์ทั้งทางกายและใจ จนเหลือแต่การเฝ้าดูสภาวะของอารมณ์ที่เกิดขึ้น และที่จุดนี้เองจะมีประสบการณ์ใหม่ของชีวิตเกิดขึ้น เป็นภาวะของความอิสระจากอารมณ์ แม้ว่าอารมณ์จะยังมีอยู่ก็ตาม 

คำแนะนำสำหรับการฝึกในสัปดาห์ที่ 5
การเฝ้าดูอารมณ์และความรู้สึกทางร่างกาย
วิธีการ

          1.  ขณะใดที่เกิดความรู้สึกที่เป็นทุกข์ กดดันจิตใจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ใดก็ตาม ความโกรธ  หงุดหงิด  รำคาญ  ฟุ้งซ่าน  สับสน  กังวล  พะวง  กลัว  เศร้า เหงา  หดหู่  ท้อแท้ เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ให้ผู้ฝึกเฝ้าดูความรู้สึกทางร่างกายไปด้วย โดยไม่ต้องสนใจแยกแยะชื่อและชนิดของอารมณ์ที่เกิดขึ้น สังเกตการเปลี่ยนแปลงในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อารมณ์ในใจเป็นอย่างไร ให้สังเกตและเฝ้าดูด้วยใจสงบ  ไม่โต้ตอบกับความรู้สึก ปล่อยให้อารมณ์ภายในได้แสดงออกเป็นความรู้สึกของร่างกายอย่างเต็มที่ ประคองใจให้เฝ้าดูไว้อย่างต่อเนื่อง

          2.  ข้อสำคัญในขั้นตอนนี้ คือ การอดทน ไม่โต้ตอบกับคน  เหตุการณ์ ที่มายั่วยุให้ผู้ฝึกเกิดอารมณ์นั้นขึ้นมา  ไม่สนใจว่าสิ่งที่เขามาทำกับเราจะเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมต่อเราเพียงใด ไม่สนใจว่าใครจะถูกหรือใครจะผิด ไม่สนใจว่าจะตอบโต้เขาอย่างไร สนใจแต่การเฝ้าดูความรู้สึกภายในและลมหายใจของตนเองในขณะนั้น มีความพึงพอใจที่จะได้เรียนรู้จักตนเองมากกว่าเรื่องราวภายนอก

          3.  ในช่วงเวลาแห่งความสงบ  ที่ 08.00, 10.00, 12.00, 14.00, 16.00 น. ช่วงละ 2-3 นาที ให้เฝ้าดูลมหายใจและความรู้สึกของร่างกาย  และที่เวลา 20.00 น. หรือก่อนนอน เป็นเวลา 30 นาที  ให้นั่งหลับตาเฝ้าดูลมหายใจและความรู้สึกทางร่างกาย มีทัศนคติที่เปิดกว้างเพื่อรับรู้ความรู้สึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็น

          • หากผู้ฝึกเกิดความง่วงนอนก็ให้เฝ้าดูความรู้สึกง่วงนอน  ว่าความรู้สึกง่วงนอนนั้นอยู่ในส่วนไหนของร่างกาย จิตใจรู้สึกกดดันอย่างไร ดูด้วยความตั้งใจความง่วงนอนจะหายไปเอง  นอกจากความง่วงแล้ว ผู้ฝึกสามารถเฝ้าดูความคิดฟุ้งซ่าน และความรู้สึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตนได้เช่นกัน  และเป็นประสบการณ์ใหม่ของชีวิตที่จะได้เห็นชีวิตท่ามกลางกระแสของอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ  อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

          • หากผู้ฝึกเกิดความรู้สึกไม่สบายในส่วนใด ๆ ของร่างกาย ก็ให้เฝ้าดูความรู้สึกนั้นอย่างสงบ

          • หากมีความคิดอยาก  ความปรารถนา หวนระลึกถึงสิ่งที่รบกวนจิตใจ  ก็ให้เฝ้าดูความรู้สึกนั้นโดยไม่ต้องคิดปรุงแต่งไปต่าง ๆ  แต่ให้ดูความรู้สึกเท่าที่เกิดขึ้น  ไม่นานก็จะพบด้วยตนเองว่า  ความรู้สึกนั้นหากไม่ไปคิดต่อเติมเสริมความต้องการ  แต่อยู่กับความรู้สึกเท่าที่เกิดขึ้น  ครู่เดียวความรู้สึกนั้นก็หายไปเองได้  โดยไม่ต้องทำพยายามไปควบคุมบังคับใดๆ  จิตใจกลับสู้สมดุล ความสุขสงบได้  ทำให้เพิ่มความเชื่อมั่นภายในตนเองว่าสามารถอดทน และปล่อยวางความรู้สึกนั้น ๆ ได้ด้วยตนเอง  เป็นการชนะใจตนเองซึ่งเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่

*****  ขอทุกท่านได้พบกับ ความจริง ความรัก และ สันติสุข *****




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น