วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่ 4 ธรรมชาติของอารมณ์


บทที่ 4  ธรรมชาติของอารมณ์

“อารมณ์เป็นสมบัติของโลก  ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง”

          หลังจากที่ผู้ฝึกได้สำรวจความรู้สึกของร่างกาย และลมหายใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้วในสัปดาห์ที่ 1-3   ผู้ฝึกได้พัฒนาความสามารถชนิดใหม่ของจิตใจขึ้นมา คือ ความสามารถที่จะเฝ้าดูตนเองด้วยความสงบ ไม่ต้องมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับความรู้สึกเหล่านั้น ปล่อยให้ความรู้สึกต่าง ๆ ทางร่างกาย เปิดเผยและเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของตัวเอง 

          ในสัปดาห์ที่ 4 ผู้ฝึกจะได้เรียนรู้เรื่องของอารมณ์  ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดในจิตใจ  เป็นคุณสมบัติพื้นฐานอย่างหนึ่งของจิตใจมนุษย์ ซึ่งทุกคนล้วนมีอารมณ์ภายในใจด้วยกันทั้งสิ้น  อารมณ์มีผลต่อจิตใจแตกต่างกันไป



          1.  อารมณ์ที่เป็นสุขทำให้จิตใจพองฟู ร่าเริง มีชีวิตชีวา ได้แก่ ความดีใจ
               สมหวัง ภาคภูมิใจ อิ่มใจ สุขใจ พอใจ  ยินดี

          2.  อารมณ์ที่เป็นกลาง คือ อารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์  ใจเป็นกลาง

          3.  อารมณ์ที่เป็นทุกข์ ทำให้ใจเป็นทุกข์ บีบคั้น ปั่นป่วน ทุรนทุราย ได้แก่ 
               อารมณ์โกรธ  เศร้า  เหงา  กังวล  กลัว  เกลียดชัง  เครียด  เบื่อหน่าย  เป็นต้น

          อารมณ์เหล่านี้แม้จะมีความสุขหรือความทุกข์เกิดขึ้นจริงแต่ก็เป็นไปตามธรรมชาติของตัวเอง  ไม่ได้มีความดีความไม่ดี  หมายความว่า  เป็นเพราะเรารู้สึกทุกข์กับอารมณ์บางอย่างเช่น ความกลัว  ความโกรธ ทำให้จิตใจไม่สบาย  เกิดความไม่ต้องการอารมณ์นั้น  จึงเรียกอารมณ์นั้นว่า ไม่ดี  แต่พออารมณ์ที่เป็นสุขเกิดขึ้น เช่น ความภูมิใจ  ความสบายใจ  เราพอใจกับอารมณ์นั้นจึงเรียกว่าอารมณ์นั้นว่า ดี 

          ความไม่พอใจและไม่ต้องการอารมณ์ที่เป็นทุกข์ทำให้จิตใจเรามีความทุกข์ยิ่งขึ้น  เพราะว่าไม่ได้ฝึกการยอมรับอารมณ์อย่างที่เป็น  จึงใช้  การเก็บกด  การระบายออก  การหาเหตุผลดี ๆ มาปลอบใจ  การโทษคนอื่น  การย้ายที่อารมณ์นั้นไปลงที่อื่นแทน  เหล่านี้คือวิธีการที่จิตใจแสดงออกจากการไม่พอใจ  ไม่ยอมรับอารมณ์ที่เป็นทุกข์  แต่แท้จริงหากกลับมามองอารมณ์ที่เกิดขึ้นด้วยใจเป็นกลาง  จะได้เรียนรู้ธรรมชาติของตัวเรามากยิ่งขึ้น  ดังนั้นขณะเผชิญความทุกข์นั้นเองที่เป็นขณะสำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้และเข้าใจตนเอง

          อารมณ์ที่เกิดในแต่ละขณะมี 2 ลักษณะ คือ อารมณ์พื้นฐาน และอารมณ์ตอบสนอง อารมณ์พื้นฐาน คือ อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในจิตใจอยู่ก่อน เกิดจากสภาวะของร่างกาย และ ความคิดพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของแต่ละคนร่วมกับผลรวมของอารมณ์ที่มีมาก่อน  ส่วนอารมณ์ตอบสนอง คือ อารมณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในขณะที่เผชิญเหตุการณ์หนึ่ง  ซึ่งอารมณ์ทั้งสองส่วนนี้ก็ดำเนินควบคู่กันไปจนแยกกันไม่ออก หลายครั้งที่เราแสดงอารมณ์ต่อบางเหตุการณ์มากเกินความจริง ซึ่งก็คือเราอาจมีอารมณ์พื้นฐานบางอย่างอยู่ในใจอยู่แล้ว เช่น คนที่กำลังโกรธหงุดหงิดที่รถเสียและกำลังหิวอาหาร บังเอิญมาเจอความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของผู้ร่วมงาน เขาอาจจะแสดงความโกรธอย่างรุนแรงเกินสมควรออกไปจนผู้ร่วมงานก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนผู้นี้จึงโกรธมากอย่างนี้

          ความไม่สมดุลทางด้านจิตใจที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้นั้นมีอารมณ์ที่เป็นทุกข์อยู่ในใจ การแก้ไขอารมณ์ทุกข์นั้น อาจทำได้โดย

          1.  วิธีการบรรเทา (Alleviation method) ได้แก่ การผ่อนคลายจิตใจ โดยการพักผ่อน ท่อง-เที่ยว รับประทานอาหารถูกปาก เดินเล่น เล่นกีฬา พูดคุยระบายความในใจให้เพื่อนฟัง เขียนสมุดบันทึก ซึ่งวิธีการเหล่านี้ก็ช่วยบรรเทา ลดความเครียดได้ คนที่มีสุขภาพจิตดีจะมีวิธีการบรรเทาความไม่สมดุลทางด้านจิตใจได้ดี  แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการบรรเทาลงได้ชั่วคราว

          2.  วิธีการเข้าใจลึกซึ้ง (Insight method) คือ การฝึกให้จิตใจรู้จัก เข้าใจความจริงของอารมณ์ที่เกิดขึ้น คือเห็นการเกิด-ดับ  ความเปลี่ยนแปลง  จนยอมรับว่าอารมณ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติชีวิต  เป็นของสากล  การยอมรับอารมณ์ที่เกิดขึ้นช่วยให้เราขยายขอบเขตของการรู้จักตนเอง 

          ธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่พอใจกับอารมณ์ที่เป็นทุกข์ ร้อนรุ่ม ขัดแย้งภายใน แต่กลับปรารถนาที่จะได้พบกับอารมณ์ที่เป็นสุขปลื้มปีติมาก ๆ อย่างไม่สิ้นสุด  ดังนั้นใจจึงต้องแกว่งไปมาตลอดเนื่องจากบุคคลไม่สามารถรักษาอารมณ์ที่ชอบพอใจ มีสุข ปลาบปลื้มปีติได้ตลอดเวลา  และไม่สามารถมีความรู้สึกที่เบาสบาย  ความรู้สึกภาคภูมิใจ การได้รับความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา ฯลฯ แต่กลับต้องเจอความรู้สึกที่ไม่สบาย ผิดหวัง ทุกข์ใจ เป็นระยะ ๆ หรือ อยู่   เรื่อย ๆ  เนื่องจากอารมณ์ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปตามธรรมชาติหรือครรลองของชีวิต ซึ่งในหลายครั้งที่เราไม่สามารถที่จะควบคุมเหตุการณ์ในชีวิตให้เป็นไปอย่างที่เราวาดหวังหรือวางแผนไว้ได้ เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ เหมือนกับธรรมชาติ ที่เราไม่สามารถควบคุมให้ฝนหยุดตก ไม่ให้เกิดพายุ

          จิตมีส่วนที่ทำหน้าที่สามารถระลึกรู้อารมณ์ของตนเองได้  แต่ละคนพัฒนาการระลึกรู้อารมณ์นี้มาแตกต่างกัน  บางคนไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังมีอารมณ์เช่นไรอยู่จนถึงขั้นมืดบอดต่ออารมณ์ของตนเอง  จากการฝึกในขั้นตอนนี้จะช่วยให้ผู้ฝึกพัฒนาความสามารถระลึกรู้อารมณ์ ช่วยให้เราตระหนักรู้สภาพอารมณ์ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในตนเองขณะนั้น

          ธรรมชาติหรือนิสัยเดิมที่เป็นมาของคนส่วนใหญ่คือการปฏิเสธหรือต่อต้าน  ไม่ยอมรับ และปฏิเสธว่าตนมีอารมณ์ที่เป็นทุกข์ ไม่พอใจ เสียใจ โศกเศร้า โกรธ อยู่  โดยอยากจะให้ตนเองและผู้อื่นรับรู้ว่าตนมีอารมณ์แต่ที่เป็นสุข พอใจ สุขสงบ ดีใจ สบายใจ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเกิดจากเงื่อนไข ความคาดหวัง หรือคนในอุดมคติ ที่ถูกวางไว้ในใจตนเอง ครอบครัว ชุมชน และ สังคม โดยเฉพาะในสังคมที่พยายามหลีกเลี่ยงการเกิดความขัดแย้ง ปัญหา การเผชิญหน้า เพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม

          การปฏิเสธว่าตนเองมีอารมณ์เป็นทุกข์เท่ากับการปฏิเสธความจริงเกี่ยวกับตนเอง  ผู้ฝึกอาจจะต้องเรียนรู้วิธีการใหม่  คือการยอมรับอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่าไม่มีเงื่อนไขด้วย เพื่อให้เกิดการยอมรับธรรมชาติของตนเอง

          ในขั้นตอนนี้ผู้ฝึกจะฝึกทักษะ การระลึกรู้/การยอมรับอารมณ์ ดังนี้
          1.  ระลึกรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เมื่อมีอารมณ์ที่เป็นทุกข์อย่างหนึ่งอย่างใด
               เกิดขึ้นในใจ ผู้ฝึกจะระลึกรู้อารมณ์นั้น ทันที
          2.  ยอมรับอารมณ์    การยอมรับอารมณ์ คือ การยอมรับความจริง ไม่ปฏิเสธว่าไม่
              ได้เกิดอารมณ์นั้น แต่ยอมรับว่าอารมณ์…ได้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ในใจตน

คำแนะนำสำหรับการฝึกในสัปดาห์ที่ 4
การระลึกรู้อารมณ์ / การยอมรับอารมณ์
วิธีการ


          1.   ให้ผู้ฝึก หัดระลึกรู้อารมณ์ที่เป็นทุกข์ ได้แก่ ความโกรธ ความกลัว ความกังวล เหงา เศร้า ชิงชัง ฯลฯ ในใจของตนที่เกิดขึ้น ทันที เมื่อเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ในขณะที่ระลึกรู้นั้นให้เห็นสภาพของอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจของตน  ว่าในขณะนั้นอารมณ์ก่อให้เกิดความรู้สึกในใจอย่างไร อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่จำเป็นต้องมีชื่อเรียก  แต่เป็นความรู้สึกล้วนๆที่เกิดขึ้น

   …ฉันเห็นอารมณ์ (อย่างนี้ )……ในใจ

          2.  ในขณะเดียวกัน ให้มีการยอมรับอารมณ์นั้นว่า ผู้ฝึกได้มีอารมณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วจริง
    อารมณ์ ( อย่างนี้ )……ได้เกิดขึ้นแล้วในใจ 

          3.   การฝึกสมาธิในสัปดาห์นี้จะเป็นการเฝ้าดูความรู้สึกของร่างกาย  โดยเริ่มจากการเฝ้าดูความรู้สึกที่ลมหายใจกระทบผนังจมูก  ต่อมาให้เคลื่อนการรับรู้สังเกตความรู้สึกในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า 

          4.   เฝ้าสังเกตอารมณ์ที่เกิดภายในจิตใจ ในระหว่างกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งก็คือฝึกสังเกตความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดอยู่ในร่างกายขณะนั้น ๆ นั่นเอง

          5.     -  ในช่วงเวลาแห่งความสงบ ที่ 08.00, 10.00, 12.00, 14.00, 16.00 น. ให้นั่งสังเกตลมหายใจเข้า-ออก นาน 2- 3 นาที

                  -  ในช่วงเวลาก่อนนอน หรือ 20.00 น. ให้นั่งหลับตา สังเกตลมหายใจและความรู้สึกของร่างกาย ต่อเนื่อง 30 นาที


*****  ขอทุกท่านได้พบกับ ความจริง ความรัก และ สันติสุข *****

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น