วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่ 3 พลังงานของชีวิต


บทที่ 3  พลังงานของชีวิต

“ปลดปล่อยความเครียด  เรียนรู้จักพลังสร้างสรรค์ของชีวิต”

          พลังงานทั้งปวงที่อยู่ในร่างกายจิตใจของคนเรา  เป็นพลังงานเดียวกับพลังงานทั้งหมดที่มีอยู่ในจักรวาล  หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า  ชีวิตคือจักรวาลย่อย ๆ ที่กำลังดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่  การได้ตระหนักถึงความจริงในข้อนี้  ทำให้เรามองเห็นคุณค่าของชีวิตทั้งของตัวเราเองและผู้อื่น (I am O.K., You are O.K)



          หากมองเพียงด้วยตา  เราคงรู้สึกตัวเราเองแปลกแยกจากคนอื่น ๆ  ภาพที่เห็นว่าตัวเราเป็นตัวเรา  และคนอื่นคือคนอื่นเป็นคนละคน คนละสิ่งกัน  แม้ยืนอยู่ใกล้ชิดกัน ผิวหนังก็ยังเป็นส่วนที่แบ่งแยกขอบเขตตัวเรากับคนอื่น ๆ อยู่ดี  แต่ในระดับพลังงานของชีวิตหากเราพิจารณาลึกซึ้งลงไปแล้ว เราทั้งคน สัตว์และพืช มีลมหายใจเดียวกัน น้ำที่เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ของร่างกายนั้นมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน  พลังงานความร้อนล้วนถ่ายเทไปมาแก่กันและกัน  วัฏจักรของธาตุและห่วงโซ่อาหารต่างหมุนเวียนจากชีวิตหนึ่งเข้าสู่ชีวิตหนึ่งตลอดเวลา  นอกจากนี้ในระดับของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด  เราต่างถ่ายทอดแลกเปลี่ยนกันทั้งที่รู้ตัวและโดยไม่รู้ตัว  ความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันอย่างซับซ้อนนี้  ทำให้เกิดความเป็นไปต่าง ๆ ในชีวิตที่สัมพันธ์กัน (interconnectedness) ความสุข ทุกข์ของคน ๆ หนึ่งจึงส่งผลถึงบุคคลอื่นรอบข้างได้  ความงดงามของชีวิตนี้คือการดูแลรักษาชีวิตตนเองให้ดี มีความสุข ก็ชื่อได้ว่าเรากำลังรักษาดูแลชีวิตอื่น  และในทางกลับกันการช่วยเหลือผู้อื่นก็คือการช่วยเหลือดูแลตนเองไปด้วยพร้อม ๆ กัน 

          การดูแลพลังงานชีวิตภายในตัวเรานั้นเป็นศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณ  มีการศึกษาและถ่ายทอดมาเป็นเวลานับหมื่นปี  และหากเราสามารถทำความเข้าใจในพลังเหล่านี้ก็เท่ากับการเรียนรู้จักเข้าใจชีวิต  ศูนย์รวมของพลังงานในร่างกายของเรานั้น เรียกว่า  จักร (Chakra) ซึ่งที่สำคัญมีอยู่ 7 จุด  ตำแหน่งของจักรทั้ง 7 คือ

1. ไขสันหลังบริเวณก้นกบ ( base of spine, coccyx) ชื่อว่า Muladhara Chakra
2. ไขสันหลังในอุ้งเชิงกราน (base of sex organ) ชื่อว่า Svadhishthana Chakra
3. ไขสันหลังระดับสะดือ ( navel level) ชื่อว่า Manipura Chakra
4. ไขสันหลังระดับหัวใจ (heart level) ชื่อว่า Anahata Chakra
5. ไขสันหลังช่วงลำคอ  (throat level) ชื่อว่า Vishuddha Chakra
6. ระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง (eyebrow level) ชื่อว่า Ajna Chakra
7. จุดสูงสุดของศีรษะ (top of the head) ชื่อว่า Sahasrara Chakra

          อาศัยการมีสติเฝ้าดูความรู้สึกที่อยู่ภายในจักรแต่ละตำแหน่ง ด้วยทัศนคติที่ยอมรับ เปิดกว้าง เอาใจใส่  จักรแต่ละระดับที่เป็นศูนย์รวมพลังงานของชีวิตจะค่อย ๆ เปิดออกเป็นความรู้สึกที่เริ่มจากหยาบเป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนตามลำดับ  พร้อมทั้งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับจิตใจ  เกิดความรู้ความเข้าใจชีวิตตามความจริง เกิดความรักต่อชีวิต  เป็นความรู้จากภายในที่เกิดขึ้นเอง   ทัศนคติการมองโลกและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นธรรมชาติ

ความรู้สึกของร่างกาย : จุดเชื่อมต่อจิตสำนึก- จิตไร้สำนึก

          เมื่อมนุษย์แรกเกิดลืมตาดูโลกนั้น  สิ่งต่าง ๆ ยังดูคลุมเครือเนื่องจากตายังมองเห็นภาพได้ไม่เกิน 1 ฟุต  หูยังไม่สามารถเข้าใจภาษาที่ได้ยิน  การรับรู้กลิ่นและรสก็ยังไม่ชัดเจน  ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาวิกฤติของชีวิตที่ต้องดำรงความอยู่รอด  สิ่งที่มนุษย์ใช้เพื่อรับรู้และโต้ตอบกับสิ่งต่าง ๆ นั้นก็คือ ความรู้สึกของร่างกาย (body sensation)  เช่น  เวลาที่หิวกระหายก็จะมีความรู้สึกปั่นป่วนในท้องและเมื่อได้รับนมและน้ำแล้วความรู้สึกปั่นป่วนก็สงบลง เด็กทารกจึงสามารถนอนหลับพักผ่อนต่อไปได้  หรือในเวลาที่ก้นเปียก ทำให้รู้สึกเปียกแฉะไม่สบาย  เด็กก็จะร้องอยู่อย่างนั้น จนกว่าบิดามารดาจะมาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้  เวลาที่มาดาโอบกอดนั้นอ้อมกอดของมารดาทำให้เด็กรู้สึกนุ่มและอบอุ่น  ตรงข้ามกับเวลามีมดมากัดเด็กก็จะร้องไห้จ้าขึ้นทันที  เหล่านี้จึงเห็นได้ว่าความรู้สึกของร่างกายนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างที่สุดที่ทำให้ชีวิตรอดและเติบโตขึ้นมาได้  แต่เมื่อประสาทการรับรู้อื่น ๆ เช่น การมองเห็นภาพ  การได้ยินเสียงทำงานได้ดีขึ้นคนเราก็ใช้ความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกของร่างกายลดลง  แต่ความรู้สึกของร่างกายก็ยังคงรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ  ตลอดเวลา  เช่นบางครั้งเราก็เกา  หรือขยับตัวโดยไม่รู้ตัวกับความรู้สึกปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น  กลางคืนเมื่อเรานอนหลับและไม่รู้ตัวเองนั้น  ความรู้สึกของร่างกายก็ยังคงทำงานต่อไป  คนเราจะขยับตัวเพื่อหาท่านอนที่จะรู้สึกสบาย  หรือหยิบผ้าห่มมาคลุมตัวเองให้อุ่นโดยไม่ทันรู้ตัวและยังคงหลับต่อไป  ความรู้สึกของร่างกายจึงทำงานในระดับของจิตไร้สำนึกมากกว่า

          หากเราสังเกตอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจแต่ละขณะ  เราก็จะพบด้วยว่าทุกครั้งที่เกิดอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่สบายหรือไม่ก็ตาม  จะมีความรู้สึกของร่างกายเกิดขึ้นควบคู่กันไป  อารมณ์นั้นมีสภาวะเป็นพลังงานที่ถ่ายทอดให้เรารับรู้ได้จากความรู้สึกของร่างกาย   การรับรู้ความรู้สึกของร่างกายจึงเป็นการรับรู้สภาพอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีด้วย  เมื่ออารมณ์ถูกรับรู้เป็นความรู้สึกของร่างกายแล้ว อารมณ์เหล่านั้นก็จะสลายตัวไป  การรับรู้ความรู้สึกของร่างกายจึงเท่ากับเป็นการช่วยสลายอารมณ์ที่กำลังกดดันจิตใจได้ด้วย

          หลังจากที่ผู้ฝึกได้เพิ่มความสามารถในการเฝ้าดูความรู้สึกกระทบของลมหายใจ เข้า-ออก แล้ว จะพบว่าการให้จิตใจได้เฝ้าดูลมหายใจอยู่เฉยโดยไม่โต้ตอบ ไม่ควบคุมบังคับลมหายใจ ในระยะแรกอาจทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดไม่ชอบได้ เนื่องจากเราไม่เคยชินกับสภาพของจิตเช่นนี้  แต่เมื่อฝึกไปอย่างสม่ำเสมอ  จิตใจจะเริ่มยอมรับความเป็นจริงของลมหายใจมากขึ้นโดยไม่เกิดความรู้สึกต่อต้าน  และหากสังเกตความทุกข์ความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นในชีวิต หลายครั้งทีเดียวที่เกิดจากการไม่ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น  การคาดหวังให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งอาจเกิดจากการเลี้ยงดู ประสบการณ์ชีวิต การคาดหวังและความกดดันจากตนเอง ครอบครัว วัฒนธรรม และสังคมที่หล่อหลอมให้มีความสมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ แรงผลักดันอื่น ๆ ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายด้วยเหตุผล ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับความคาดหวัง ความตั้งใจ หรืออุดมคติของใจเรา ดังนั้นการเฝ้าดูลมหายใจ เป็นการฝึกจิตใจในระดับลึกให้เรียนรู้ใหม่  คือเรียนรู้ที่จะยอมรับความเป็นไปต่างๆของชีวิตด้วยการใช้ความพยายามให้น้อยลง ด้วยการเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต  การโต้ตอบที่ไม่จำเป็นก็จะลดลง  จิตใจจึงเกิดความพอดี สุขสงบมากขึ้นได้ นอกจากนี้การเฝ้าดูลมหายใจช่วยให้จิตใจสงบมากขึ้น  เพราะในขณะที่เฝ้าดูอย่างตั้งใจนั้น จิตใจจะไม่ได้สร้างต่อเติมเสริมแต่งความคิดอื่นขึ้นมาอีกนั่นเอง

          ในสัปดาห์นี้ผู้ฝึกจะได้ขยายขอบเขตการเฝ้าดู จากความรู้สึกกระทบของลมหายใจเข้าออก ขยายไปทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งความรู้สึกในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ความรู้สึกที่มีอยู่ที่ส่วนของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก ตึงแน่น สั่นสะเทือน ยุบยิบ คัน รู้สึกเบา หนัก ทึบ โปร่ง ความรู้สึกว่าง ๆ หรือความรู้สึกอื่นใดที่อาจมีอยู่ ล้วนเป็นเครื่องบ่งบอกสภาวะของกายและจิตของผู้ฝึกนั่นเอง  การเฝ้าดูความรู้สึกนี้จึงเท่ากับเป็นการทำความรู้จักตนเองมากขึ้น เป็นการเฝ้าดูตนเองจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายใน  ไม่ใช่การดูด้วยตาจากภายนอก  นอกจากนี้การเฝ้าดูความรู้สึก เท่ากับได้สร้างความเชื่อมโยงของร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน  การกำหนดรู้อย่างสงบเท่ากับเป็นการปลดปล่อยความรู้สึกนั้นออกมา จิตใจได้ระบายสิ่งที่อึดอัดภายในออกมาเป็นความรู้สึกของร่างกาย เมื่อระลึกรู้แล้วก็เท่ากับว่า ผู้ฝึกไม่ต้องเก็บกดความรู้สึกนั้นอีกต่อไป

          ความรู้สึกเกิดจากพลังงานของชีวิตซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา ชีวิตที่แบ่งย่อยเป็น อวัยวะ เนื้อเยื่อ เซลล์ โมเลกุลและอะตอมที่เล็กที่สุดนั้น  มีการสั่นสะเทือนอยู่ทุก ๆ จุด  จนเกิดกลายเป็นกลุ่มก้อนของพลังงานที่แทรกซึมไปทั่ว  การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นต่อร่างกายและจิตใจย่อมส่งผลให้พลังงานคือความรู้สึกในส่วนต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน  แต่เราไม่รู้สึกถึงพลังนี้เนื่องจากความสามารถในการรับรู้ยังไม่มีความละเอียดเพียงพอ หากเอาใจใส่ต่อความรู้สึกมากขึ้น ก็จะสามารถรับรู้ได้เพิ่มขึ้น เช่น ผู้ฝึกอาจจะลองสังเกตความรู้สึกที่แผ่นหลังซึ่งกำลังพิงพนักเก้าอี้อยู่ จะรู้ถึงความนุ่ม-ความแข็ง  ความเย็น-ความอุ่น  หรือความรู้สึกที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างวางอยู่บนพื้นเป็นเช่นไร

          นอกจากความรู้สึกในระดับพื้นผิว  ลึกลงไปภายในร่างกาย อวัยวะภายใน ทางเดินอาหาร หัวใจ ลำคอ สมอง  ภายในช่องท้อง  ต่างมีความรู้สึกอยู่ทั้งสิ้น พลังงานในอวัยวะเหล่านี้จะสัมพันธ์กับสภาพอารมณ์ของเรา เช่น ความรู้สึกจุกแน่นบริเวณลำคอเวลาเครียดกังวลรุนแรง ความรู้สึกตึงขมวดเป็นปมที่ท้องเมื่อมีอารมณ์โกรธ ความรู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลายบริเวณหน้าอกเวลาเผชิญความสูญเสีย  และความรู้สึกหัวใจพองโตปีติสุขเวลาที่มีความรัก 

          หลักสำคัญในการฝึกก็คือ ค่อย ๆ เพิ่มการเฝ้าดูความรู้สึกของร่างกายไล่ไปทีละส่วน จากศีรษะลงมาถึงเท้า  และจากภายนอกเข้าสู่ภายในร่างกาย   เมื่อสังเกตความรู้สึกถึงส่วนใดของร่างกาย ให้มีทัศนคติที่เปิดรับความรู้สึกที่มีอยู่บริเวณนั้นอย่างเต็มที่  ให้ความรู้สึกได้คลี่คลายตนเองออกมาโดยไม่ไปปิดกั้น  ไม่พยายามไปเปลี่ยนแปลง  ให้ความรู้สึกนั้นได้สอนความจริงแก่เรา  ไม่ว่าจะพบความรู้สึกใดก็ดีหรือไม่พบว่ามีความรู้สึกใดก็ดี คงรักษาประคองใจให้เป็นกลาง  ไม่พยายามบังคับให้เกิดความรู้สึก หรือนึกสร้างความรู้สึกขึ้นมาเอง ยอมรับความรู้สึกทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจที่รักษาความมั่นคงไว้ตลอดเวลา

คำแนะนำสำหรับการฝึกในสัปดาห์ที่ 3
การเฝ้าดูความรู้สึกของร่างกาย
วิธีการ

          1.  นั่งหลับตาในท่าที่สบาย  ปล่อยวางภาระต่าง ๆ ลงชั่วคราว

          2.  สังเกตความรู้สึกกระทบของลมหายใจ เข้า-ออก ที่ปลายจมูก จนรู้ความรู้สึกชัดเจนดีแล้วให้  เริ่มฝึกการรับรู้ความรู้สึกของร่างกาย โดย

              เลื่อนการรับรู้ไปสังเกตความรู้สึกที่จุดยอดสุดของศีรษะ สังเกตความรู้สึกใด ๆ ที่ ตำแหน่งนั้นด้วยใจสงบ วางใจเป็นกลางไม่ยินดียินร้าย   “มีสติระลึกรู้อยู่เสมอ  รักษาจิตใจไว้ให้มั่นคงตลอดเวลา”

              เลื่อนการรับรู้ ทั่วบริเวณหนังศีรษะทั้งด้านบน ด้านข้าง และด้านหลัง ถึงท้ายทอย  

              เลื่อนการรับรู้ มาที่บริเวณใบหน้า จากหน้าผาก คิ้ว ตา แก้ม ริมฝีปากบน ล่าง  คาง    ปลายคาง ตลอดจนทั้งใบหน้า            

              เลื่อนการรับรู้ มาที่ลำคอโดยรอบ ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง จากลำคอด้านบน  เลื่อนสู่ด้านล่าง

              เลื่อนการรับรู้ มาที่ไหล่ด้านขวา สังเกตความรู้สึก แล้วค่อย ๆ เลื่อนการรับรู้ลงไปตาม ต้นแขน ข้อศอก ปลายแขน มือ และนิ้วมือขวา         
       
              เลื่อนการรับรู้ มาที่ไหล่ด้านซ้าย สังเกตความรู้สึก แล้วค่อย ๆ เลื่อนการรับรู้ลงไปตามต้นแขน ข้อศอก ปลายแขน มือ และนิ้วมือซ้าย       
          
              เลื่อนการรับรู้ มาที่หน้าอก เริ่มจากแนวไหปลาร้าทั้งสองข้าง  เลื่อนลงมาที่หน้าอก ลิ้นปี่ และหน้าท้อง ท้องน้อย  สังเกตความรู้สึกทั่วทั้งหน้าอก และแผ่นท้อง ท้องน้อย

              เลื่อนการรับรู้ มาที่ แผ่นหลัง เลื่อนจากไหล่ด้านหลังลงมาที่สะบักหลังทั้ง 2 ข้าง ลงมาที่กลางหลัง จนถึงเอว และก้นกบ

              เลื่อนการรับรู้  มาที่ สะโพกขวา ต้นขาขวา  เข่า  น่อง  เท้าขวา  ปลายเท้าขวา

              เลื่อนการรับรู้ มาที่ สะโพกซ้าย  ต้นขาซ้าย  เข่า  น่อง  เท้าซ้าย  ปลายเท้าซ้าย  สังเกตความรู้สึกที่เท้าทั้งสองข้างสัมผัสพื้น

          3.  เลื่อนการรับรู้มาที่กระดูกก้นกบ  สังเกตความรู้สึก  ให้หายใจเข้ายาว ๆ มาสิ้นสุดที่กระดูกก้นกบ แล้วหายใจออกช้า ๆ  สังเกตความรู้สึกที่กระดูกก้นกบที่แผ่ซ่านออกมา

              เลื่อนการรับรู้ สูงขึ้นมาตามแนวไขสันหลังกลางลำตัว  ถึงไขสันหลังภายในอุ้งเชิงกราน พร้อมทั้งสังเกตความรู้สึกภายในอุ้งเชิงกรานอย่างละเอียด

              เลื่อนการรับรู้ สูงขึ้นมาถึงไขสันหลังช่วงสะดือ  พร้อมทั้งรับรู้ความรู้สึกภายในช่องท้อง
              เลื่อนการรับรู้สูงขึ้นมาที่ไขสันหลังระดับหน้าอก รับรู้ความรู้สึกที่หัวใจและอวัยวะในช่องอก หัวใจเป็นส่วนที่เริ่มมีความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน  ให้ใส่ใจและสนใจด้วยความอดทน  ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนต่าง ๆ ในหัวใจจะค่อย ๆ เผยออกมา  รักษาจิตใจให้มั่นคงไว้

              เลื่อนการรับรู้มาที่ไขสันหลังช่วงลำคอ  รับรู้ความรู้สึกภายในลำคอ

              เลื่อนการรับรู้สูงขึ้นผ่านทะลุฐานสมอง  เข้สมาสู่ช่องสมอง รับรู้ความรู้สึกต่างๆ ภายในโพรงกระโหลกศีรษะ  โดยเฉพาะความรู้สึกที่ระหว่างคิ้ว  ทำแบบสบาย ๆ  ไม่เพ่ง  ไม่ข่ม  รับรู้ความรู้สึกเท่าที่มีตามความเป็นจริงในขณะนั้น ๆ

              เลื่อนการรับรู้สูงขึ้นจนทะลุออกที่จุดสูงสุดของศีรษะ

          4.  เมื่อเสร็จแล้วให้กลับมาเฝ้าดูลมหายใจเข้าออก ปล่อยให้ความรู้สึกที่มีอยู่แสดงตัวออกมาเอง ให้เห็นการเคลื่อนไหวของพลังงานชีวิต ที่ตัวเราและทุกทุกชีวิตต่างมีความรู้สึกนี้เช่นเดียวกัน  เป็นธรรมชาติที่ดำเนินไป โดยไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง  แต่เป็นคุณสมบัติของชีวิตที่มีอยู่ทุกหนแห่ง 

          5.  ในช่วงสัญญาณจราจรที่ 08.00, 10.00, 12.00, 14.00, 16.00 น. ให้เฝ้าดูลมหายใจ 2-3 นาที

          6.  ในช่วงก่อนนอน หรือ 20.00 น.ให้ฝึกในท่านั่งตั้งกายตรง ดำรงสติให้มั่นและสำรวจความรู้สึกทั่วร่างกาย    30 นาที 

*****ขอให้ทุกท่านได้พบกับ ความจริง ความรักและสันติสุข*****

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น