วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่ 2 การเฝ้าดู : พื้นฐานการเรียนรู้ความจริง



บทที่ 2  การเฝ้าดู : พื้นฐานการเรียนรู้ความจริง

"ปล่อยให้ธรรมชาติของลมหายใจดำเนินไปอย่างเป็นอิสระ  จิตใจเป็นเพียงผู้เฝ้าดูลมหายใจ  ด้วยความใส่ใจ ด้วยความสนใจ"

          ในชีวิตประจำวันที่เราต่างต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหนังสือ  เตรียมตัวสอบ  ค้าขายทำธุรกิจติดต่อ  ขับรถไปมา หลายครั้งที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ  ต้องการให้ได้ดังใจ  ทำให้เกิดความกังวลว่าจะได้ดังหวังหรือไม่ และอารมณ์หงุดหงิดเมื่อไม่สมหวังตามมา  จังหวะชีวิตที่รีบร้อน  ต้องแข่งขันแย่งชิงกันเพราะโอกาสบางเรื่อง มีไม่พอสำหรับทุก ๆ คน  คนที่เร็วกว่า  เก่งกว่า ฉลาดกว่า โชคดีกว่า ก็จะได้สิ่งต่าง ๆ ตามที่ต้องการมากกว่า แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป  เพราะชีวิตเต็มไปด้วยความเป็นไปได้  อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทำให้ผลไม่เป็นดังหวังเสมอไปก็ได้ 



          ในวันหนึ่ง ๆ  สมควรที่จะมีเวลาสักช่วงหนึ่งที่ปล่อยวางตนเองจากการกระทำทั้งปวง รวมทั้งปล่อยวางการกระทำทางความคิด  ให้โอกาสชีวิตได้แสดงออกถึงพลังสร้างสรรค์ยิ่งใหญ่ภายใน  ดังเช่นการที่เราลงมือเพาะเมล็ดพืช โดยการเตรียมดินที่สมบูรณ์  น้ำและแสงแดดอย่างเหมาะสมแล้ว  หลังจากนี้คือการเฝ้ารอคอยด้วยความใส่ใจดูแล  และความอดทนให้พลังชีวิตของต้นอ่อนในเมล็ดได้แสดงศักยภาพที่จะเติบโตออกมาเอง (allow the creative energy to flow)  เราไม่สามารถจะไปเร่ง  ไปดึงให้งอกก่อนเวลาอันควร  เพราะทุกอย่างต้องการเวลา  เวลาเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเปลี่ยนแปลง  และเมื่อต้นไม้งอกเติบโตขึ้นมาเราจะได้ขอบคุณธรรมชาติและชีวิต  เฉลิมฉลองความสำเร็จที่ได้ร่วมมือกับธรรมชาติในการกระทำครั้งนี้  มิใช่ผลงานของเราเพียงฝ่ายเดียว   

          ลมหายใจที่เข้าและออกแต่ละขณะ  คือการหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งชีวิต  การที่จะได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของลมหายใจที่มีต่อชีวิตของเรานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด  สามารถทำได้โดยปล่อยวางการควบคุมบังคับ  กำหนดกฎเกณฑ์  ตั้งความคาดหวังและกดดันต่อลมหายใจ  ปล่อยให้ธรรมชาติของลมหายใจดำเนินไปอย่างเป็นอิสระ  จิตใจเป็นเพียงผู้เฝ้าดูลมหายใจ  ด้วยความใส่ใจ ด้วยความสนใจ

          กระบวนการทำงานของจิตใจในแต่ละขณะ ประกอบด้วย จิตส่วนที่เป็นผู้กระทำและจิตส่วนที่เป็นผู้รับรู้ เกิดขึ้นตลอดเวลา การกระทำของจิตนั้นได้แก่ การคิด การนึก การเพ่ง การระลึก การพุ่งความสนใจ ซึ่งในสัปดาห์แรกผู้ฝึกได้ฝึกให้จิตใจมีการกระทำ คือการตั้งใจ จดจ่ออยู่ที่ความรู้สึกกระทบของลมหายใจ เข้า-ออกไปแล้ว จิตใจเมื่อนึกถึงแต่เพียงลมหายใจเพียงอย่างเดียวก็จะฟุ้งซ่านน้อยลง ทำให้เกิดความสงบขั้นพื้นฐานได้เป็นสมาธิขั้นต้น

        ในสัปดาห์ที่ 2 นี้ จะเป็นการฝึกการรับรู้ของจิต การรับรู้ คือการที่จิตเฝ้าดูสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ  ปล่อยให้สภาพเป็นไปโดยธรรมชาติของสิ่งนั้น  ผู้รับรู้ทำหน้าที่เพียงการเฝ้าดูเฉย ๆ การรับรู้ของจิตจะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อจิตใจมีความตั้งมั่น รับรู้สิ่งใดเพียงสิ่งเดียว เช่น ขณะที่เรากำลังอ่านหนังสือบนโต๊ะทำงาน เราแทบไม่ได้สังเกตโต๊ะหรือเก้าอี้ที่วางอยู่ ไม่ได้สังเกตคนที่เดินไปมา การรับรู้สิ่งเดียวในเวลานั้นคือ หนังสือที่วางอยู่ตรงหน้า

          การฝึกจิตให้มีความแหลมคมในการรับรู้เริ่มต้นจากการเฝ้าดูความรู้สึกกระทบของลมหายใจ เข้า-ออก เนื่องจาก ลมหายใจ เข้า-ออก เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา บางครั้ง เร็ว-ช้า  สั้น-ยาว  เย็น-อุ่น  แรง-เบา ดังนั้นการสังเกตให้รู้สภาพของลมหายใจแต่ละขณะนั้น จิตใจต้องมีความตื่นตัวที่จะรับรู้ในแต่ละขณะให้เป็นปัจจุบัน

          นอกจากการตื่นตัวของจิตที่รับรู้สภาพลมหายใจ และในขณะเดียวกันจิตต้องมีการวางเฉยด้วย  การวางเฉย คือ การทำใจเป็นกลาง คือการไม่โต้ตอบ ไม่ว่าลมหายใจจะเป็นเช่นใด ผู้ฝึกจะเฝ้าดูเฉย ๆ โดยไม่ต้องพยายามควบคุมบังคับให้ลมหายใจสั้นหรือยาว เร็วหรือช้ากว่าที่เป็น ผู้ฝึกเพียงรับรู้สภาพของลมหายใจอย่างที่เป็นโดยจิตใจยังคงตั้งมั่นอยู่ตลอดเวลา ดังเช่น คนที่นั่งดูรถไฟอยู่ที่ชานชาลาสถานี เมื่อรถไฟวิ่งเข้ามา หัวขบวน-กลางขบวน-ท้ายขบวน คนที่นั่งดูก็เห็นรถไฟตลอดเวลา จนรถไฟวิ่งผ่านไปผู้เฝ้าดูยังคงนั่งอยู่ที่ตำแหน่งเดิม ไม่ได้ติดตามขึ้นรถไฟไปแต่อย่างใด

          การเฝ้าดูเมื่อได้รับการพัฒนาขึ้นแล้ว จิตใจจะมีสมรรถภาพในการรับรู้ ได้ว่องไวเฉียบคมมากยิ่งขึ้น สามารถติดตามดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกขณะ ๆ เห็นความจริงของชีวิตที่เราไม่ต้องสร้างขึ้น แต่เป็นสภาวะที่เกิดขึ้น  ตั้งอยู่และเปลี่ยนแปลงไป  ตามกระบวนการของชีวิตและธรรมชาติ  เกิดการตระหนักรู้และยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นโดยจิตใจไม่ต้องไปพยายามบังคับหรือควบคุม  เป็นการปรับแก้นิสัยขั้นลึกที่ชอบไปกำหนดสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นตามความต้องการและไม่ค่อยยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น จะเกิดความรู้ความเข้าใจความจริงของตนเองในระดับลมหายใจว่ามีธรรมชาติอย่างไร  นำไปสู่ความสามารถที่จะเฝ้าดูกระบวนการของจิตใจตนเองในขั้นตอนต่อไป

คำแนะนำสำหรับการฝึกในสัปดาห์ที่ 2
การฝึกสมาธิลมหายใจ ขั้นตอนที่ 2  :  การเฝ้าดูลมหายใจ
วิธีการ

          1.  นั่งในท่าที่สบาย  หลับตา ปล่อยวางภาระเรื่องราวต่างๆเสียชั่วคราว

          2.  เฝ้าดูความรู้สึกที่ลมหายใจ เข้า-ออก กระทบบริเวณจมูก ที่จุดใดจุดหนึ่งเพียงที่เดียว ดูให้รู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละขณะ ๆ โดยไม่ควบคุม บังคับลมหายใจแต่อย่างใด ปล่อยให้ลมหายใจเป็นธรรมชาติอย่างที่เป็น ไม่บังคับ ไม่ข่ม ไม่กลั้น ไม่เร่ง ไม่ฝืน ไม่ต้องสร้างความพอใจหรือไม่พอใจ  ไม่ต้องอยากให้ลมหายใจเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จิตใจมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือการเฝ้าดูความรู้สึกกระทบที่ผนังจมูก ประคองให้การรับรู้เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดตอน

          3.  หากจิตใจฟุ้งซ่านคิดเรื่องอื่น  ให้ระลึกเพียงว่า “ความคิด” โดยไม่ต้องสนใจกับความคิดนั้น แล้วดึงกลับมาเฝ้าดูลมหายใจดังเดิม  หากจิตใจมีความเกียจคร้าน หรือง่วงนอนให้สูดลมหายใจเข้า-ออกแรงขึ้นสัก 2-3 ครั้ง   แล้วจึงเฝ้าดูลมหายใจต่อไป

          4.  - ช่วงเวลาสัญญาณจราจร 08.00, 10.00, 12.00, 14.00, 16.00 น. ให้เฝ้าดูความรู้สึกของลมหายใจกระทบนาน 2-3 นาที

               - ช่วงเวลาก่อนนอน หรือเวลา 20.00 น. ให้เฝ้าดูความรู้สึกกระทบของลมหายใจ 30 นาที ในท่านั่งตั้งกายตรง  ดำรงสติให้มั่น  ต่อเนื่องทุกวัน

*****  ขอทุกท่านได้พบกับ ความจริง ความรัก และ สันติสุข *****

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น