วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่ 1 ลมหายใจแห่งชีวิต


บทที่ 1 ลมหายใจแห่งชีวิต

“ลมหายใจเข้า..ลมหายใจออก   ลมหายใจเข้า..ลมหายใจออก”

          ลมหายใจเป็นสิ่งมีคุณค่ายิ่งในชีวิต  เป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาตลอดชีวิต  นับจากวันที่เราเกิดลืมตาขึ้นมาในโลกใบนี้  และจะอยู่กับเราไปจวบจนวันสุดท้าย  เราอาจจะขาดอาหารหรือน้ำได้เป็นวัน  แต่จักขาดลมหายใจแม้เพียงนาที  ชีวิตก็ยากที่จะดำรงต่อไปได้  ลมหายใจนั้นอยู่กับเราทั้งในเวลาตื่นและเวลาหลับ  ทั้งในเวลาสุขหรือทุกข์  ทั้งเวลาร้องไห้สะอึกสะอื้นหรือหัวเราะ  ลมหายใจให้อากาศให้ความมีชีวิต  แม้เป็นดังนี้แล้วก็ตาม  คนส่วนใหญ่ก็มักละเลยความสำคัญของลมหายใจไป  ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือไม่ได้ใส่ใจ  ซึ่งเท่ากับว่าเราได้ละเลยไปซึ่งสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งต่อชีวิตของเรา

โหลดไฟล์เสียงประกอบการฝึกที่ : http://www.4shared.com/mp3/J6cG5NyN/Anam_Cara_Breathing_meditation.html?



          ลมหายใจเป็นธรรมชาติที่มีความวิเศษหลายประการ  ประการแรกคือ  ลมหายใจนั้นสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติแม้เราผู้กำลังหายใจอยู่จะไม่สนใจลมหายใจเลยก็ตาม  ลมหายใจยังคงดำเนินต่อไปทั้งยามหลับและตื่น  ลมหายใจยังเป็นไปโดยความตั้งใจได้ด้วย  เช่นเราสามารถกลั้นลมหายใจได้สักช่วงเวลาหนึ่ง  หรืออาจเร่งลมหายใจให้เร็วขึ้นได้ด้วยความตั้งใจ  ประการที่สองคือลมหายใจ  จะเปลี่ยนแปลงตอบต่อภาวะอารมณ์ภายในใจที่เปลี่ยนแปลงไป  ผู้ที่มีจิตใจว้าวุ่น โกรธ กังวล จะหายใจหอบเร็ว  บางครั้งถึงกับรู้สึกหายใจไม่อิ่ม  ส่วนผู้ที่มีจิตใจสงบนั้นจะหายใจ ช้า เบา  เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ซึ่งหมายความว่าลมหายใจนั้นทำหน้าที่เชื่อมต่อกับสภาวะจิตใจส่วนลึก  หากเราเฝ้าสังเกตลมหายใจอยู่เสมอก็จะเข้าใจอารมณ์ภายในใจได้ด้วย  ประการที่สามคือ  ลมหายใจมีธรรมชาติที่เป็นปัจจุบัน (now-ness) ที่สุด  แม้ลมหายใจจะถูกเรียกว่าลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เพียง 2 อย่าง  แต่โดยความจริงนั้น ลมหายใจเข้า-ออก แต่ละครั้งเป็นลมหายใจครั้งแรกเสมอ ไม่เคยเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยหายใจเช่นครั้งนี้มาก่อนเลย ลมหายใจแต่ละครั้งมีลักษณะเฉพาะ ทั้งความแรง ความลึก ความรู้สึกสัมผัสเย็น อุ่น  เบา หนัก แตกต่างเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  การมีสติเฝ้าสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง (dynamics) นี้จึงเท่ากับว่าทำให้เรามีชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างสมบูรณ์  ไม่ปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปอยู่กับอดีตหรืออนาคต    ประการที่สี่คือ ลมหายใจมีธรรมชาติที่ผ่อนคลาย  หากเวลาใดที่เกิดความทุกข์กังวลใจ  จิตใจไม่สบาย  เพียงหายใจเข้าออก  ช้า ๆ ลึก ๆ อย่างมีสติสัก 2-3 ครั้ง  ความรู้สึกสุข สงบ ผ่อนคลายก็จักเกิดขึ้นแทนที่ความทุกข์ใจได้อย่างง่าย ๆ และเป็นธรรมชาติที่เบาสบาย

          การกำหนดให้จิตใจจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อเนื่อง  จะช่วยให้จิตใจฟุ้งซ่านน้อยลง และสงบมากขึ้นจนเป็นสมาธิได้ โดยทั่วไปแล้วธรรมชาติของใจของคนเรามักจะฟุ้งไปในเรื่องเหตุการณ์ทั้งในอดีตและอนาคต อยู่กับสิ่งต่าง ๆ ภายนอกได้แก่ งาน ปัญหาคั่งค้าง ความขัดแย้ง เกิดเป็นอารมณ์กดดันทางจิตใจอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดความวิตกกังวล ความเครียด ความซึมเศร้า  เนื่องจากมีการต่อเติมเสริมแต่งเรื่องราวให้มากเกินความเป็นจริง การคิดฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลานั้นทำให้จิตใจ อ่อนล้า ขาดความเฉียบคม ไม่สามารถคิดแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพได้

           การใช้ลมหายใจเข้า-ออก เป็นเครื่องมือสำหรับฝึกจิต เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายสะดวก เพราะลมหายใจนั้นมีอยู่แล้วตลอดเวลาทั้งขณะตื่นและหลับ เป็นกระแสของชีวิตที่หมุนเวียนเข้า-ออก  ลมหายใจนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของร่างกายและอารมณ์  ดังนั้นผู้ที่ฝึกสมาธิลมหายใจจะมีสติรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของสภาวะร่างกายและจิตใจมากขึ้น  ในขณะเดียวกัน ลมหายใจก็ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายด้วย เห็นได้จากการที่เราใช้การหายใจเข้า-ออกช้า ๆ ลึก ๆ 2-3 ครั้งติดต่อกัน  ก็ช่วยให้จิตใจสงบขึ้นได้ เนื่องจากเกิดการเพิ่มของระบบประสาทพาราซิมพาเททิค  ทำให้การทำงานระบบการทำงานต่างๆของร่างกายทำงานช้าลง  ดังนั้นในสถานการณ์ที่มีความไม่สมดุลด้านจิตใจ ความรู้สึกเหงา เคว้งคว้าง ความรู้สึกว่างเปล่า ความรู้สึกไม่มีแหล่งยึดเหนี่ยวในชีวิต ความกลัว ความวิตกกังวล ความเครียด ความหมดหวัง ที่บุคคลกำลังเผชิญ ผู้ฝึกสามารถนำสมาธิลมหายใจมาช่วยได้เพื่อให้เกิดความสงบสุขภายใน หากสามารถได้ฝึกอยู่เป็นประจำ ในชีวิตประจำวันเท่าที่จะทำได้

          หลักสำคัญในการฝึกสมาธิลมหายใจ

          1)  เริ่มต้นด้วยการนั่งหลับตาปล่อยวางภาระการงานเรื่องราวต่างๆในชีวิตชั่วคราว หันความสนใจกลับเข้าสู่ภายใน  คือการระลึกรู้ลมหายใจเข้า-ออก  หายใจเข้าก็กำหนดรู้ว่า นี่คือความรู้สึกของลมหายใจเข้าที่กระทบบริเวณจมูก  ให้สังเกตจุดที่กระทบชัด  อาจเป็นด้านในโพรงจมูก  หรือด้านนอกจมูกก็ได้  หายใจออกก็กำหนดว่านี่คือความรู้สึกที่ลมหายใจออกกระทบบริเวณจมูกประคองให้จิตใจจดจ่ออยู่แต่ที่ลมหายใจเพียงอย่างเดียว  และไม่ต้องคิดคาดหวังใด ๆ ต่อผลการฝึก  ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ  ด้วยความใส่ใจ  สนใจ 

          2)  การมีความสมดุลระหว่าง ความตั้งใจ และความผ่อนคลาย เมื่อใดก็ตามที่มีความตั้งใจมากเกินไป จิตใจอาจเกิดความเคร่งเครียดกลับจะเพิ่มความกดดันได้ แต่เมื่อใดที่มีความผ่อนคลายมากเกินไป จิตใจจะเฉื่อยชา สงบเกินไป จนถึงขั้นเผลอหลับ ดังนั้นผู้ที่จะมีความก้าวหน้าในการฝึก ต้องหมั่นตรวจสอบจิตใจให้มีความพอดี ความสมดุล เป็นทางสายกลาง ไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป

          3)  ความพากเพียรสม่ำเสมอ  การที่จะมีความสม่ำเสมอได้นั้น ผู้ฝึกควรมีความรักที่จะฝึก เห็นคุณค่าของการฝึกจิตนี้ว่าจะช่วยแก้ไขความเครียดและพัฒนาจิตใจให้มีความรู้ความเข้าใจตนเอง มีชีวิตที่สงบสุขยิ่งขึ้น  การที่จิตใจมีความทุกข์ในวันนี้เกิดจากการสะสมความคิดที่ไม่ดีมาเป็นเวลานานหลายปี ดังนั้นการแก้ไขย่อมต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไป อาจใช้เวลานานหลายเดือน แต่หากมีความตั้งใจจริงแล้ว ย่อมต้องได้ผลอย่างแน่นอน

คำแนะนำสำหรับการฝึกในสัปดาห์ที่ 1
การฝึกสมาธิลมหายใจ ขั้นตอนที่ 1 : การกำหนดรู้ลมหายใจ
วิธีการ

          1.  นั่งในท่าที่สบาย  ปล่อยวางภาระ เรื่องราวต่าง ๆ เสียชั่วคราว และ หลับตา

          2.  กำหนดรู้ ความรู้สึกที่ลมหายใจกระทบบริเวณจมูก ทั้งลมหายใจเข้า และลม
               หายใจออก จิตใจจดจ่อ ที่ตำแหน่งลมหายใจกระทบตลอดเวลา

          3. หากมีความคิดเรื่องอื่นใด ที่ทำให้จิตใจฟุ้งซ่านไป  เมื่อรู้ตัวว่าฟุ้งไปแล้ว
               ให้กำหนดในใจว่า “ความคิด”  โดยไม่ต้องสนใจไปวิเคราะห์ความคิดที่
               ฟุ้งซ่านนั้นแต่อย่างใด   ดึงใจกลับมากำหนดรู้ลมหายใจ เข้า-ออก ดังเดิม

          4.  ประคองสติให้รู้ลมหายใจ เข้า-ออก ต่อเนื่อง จนกว่าจะหมดเวลาที่กำหนดไว้
               -  ในช่วงสัญญาณจราจร ที่เวลา 8.00, 10.00, 12.00, 14.00, 16.00 น.  ให้
                   นั่งหลับตาหรือลืมตาก็ได้แล้วกำหนดรู้ลมหายใจนาน   2 -3 นาที 

               - ช่วงเวลาก่อนนอน หรือเวลา 20.00 น. ให้เฝ้าดูลมหายใจ 30 นาที ในท่า
                  นั่งตั้งกายตรง  ดำรงสติให้มั่น  ต่อเนื่องทุกวัน


*****  ขอทุกท่านได้พบกับ ความจริง ความรัก และ สันติสุข *****

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น